ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 441 ผู้อาวุโสท่านยังไม่ลงมืออีกรึ Re
ในใจเจียงฉางเชิงฉงนสนเท่ห์แต่ไม่ตื่นตระหนก
เพราะเขาก็เป็นเพียงร่างแยกเท่านั้น
แต่พวกหลิวเสินโจวสามคนย่อมยุ่งยากแล้ว
อย่างไรเขาก็เป็นคนพาพวกเขามา จะปล่อยให้ทั้งสามคนมาตายอยู่ที่นี่ไม่ได้สิ
รู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย
“เจ้าสิ่งนั้นคือสิ่งใดกัน”
เยี่ยจานซีเฝ้าเสาแสงสีม่วงที่อยู่ไกล ๆ แล้วถามอย่างเคร่งเครียด
หลังจากพลังของมรรคาจารย์หดกลับไป ร่างกายของเขาก็ราวกับถูกควักจนว่างเปล่า ไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย
เวลานี้เขาไม่เหลือแรงสู้อีกแล้ว แต่สนามรบตรงหน้ากลับเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น เขาย่อมเป็นกังวล
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยโผล่ออกมาบอกว่า “นั่นคือมหาค่ายกลเทพยุทธ เป็นมหาค่ายกลที่แข็งแกร่งที่สุดของโลกเทพยุทธ
เมื่อถูกกักขังแล้วมิอาจหนีพ้น ได้ยินว่าค่ายกลนี้แปรเปลี่ยนได้นับพันนับหมื่น เป็นมหาค่ายกลที่แข็งแกร่งที่สุดของวิถียุทธ
มีเพียงยามโลกเทพยุทธประสบภัยพิบัติใกล้ล่มสลายเท่านั้นจึงจะทำงาน”
น้ำเสียงของเขาแฝงแววเหลือเชื่อ แม้ได้เห็นกับตาตนเองแล้ว
แต่การที่โลกเทพยุทธถูกไล่ต้อนจนถึงขั้นนี้ทำให้เขาคิดไม่ถึงจริงๆ
พวกบำเพ็ญผิดแผกเหล่านั้นแข็งแกร่งเหลือเกิน แข็งแกร่งจนเขาสงสัยว่าวิถียุทธเป็นวิถีบำเพ็ญที่แข็งแกร่งที่สุดจริงๆ หรือ
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยหันไปมองเจียงฉางเชิงอีกครั้ง
แม้ผู้สืบทอดมหามรรคาสายอื่นจะแสดงให้เห็นว่าแข็งแกร่งมากเพียงใด
เขาก็ยังรู้สึกว่ามรรคาจารย์ผู้นี้ต่างหากที่แข็งแกร่งที่สุด
ในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ เห็นชัดว่ามรรคาจารย์มีท่าทีสบายอกสบายใจ พลังของเขามันลึกล้ำจนมิอาจหยั่งรู้ได้
“ฟาตี้ซวน มหาค่ายกลเทพยุทธที่เจ้าร้องขอมาแล้ว เหตุใดเจ้ายังคิดหนีอีกเล่า”
เสียงอันน่าเกรงขามเสียงเดียวกับตอนก่อนหน้านี้ดังขึ้นอีกหน
พวกเจียงฉางเชิงหันไปมองฟาตี้ซวนอย่างห้ามตนเองไม่ได้
ตอนนี้เจ้าหมอนี่ยิ้มที่ปากแต่ไปไม่ถึงดวงตา ดูเหมือนเจ้าตัวก็คงกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
เจียงฉางเชิงสังเกตเห็นว่าผู้ฝึกยุทธที่ถูกย้ายเข้าไปในมหาค่ายกลล้วนระดับขั้นไม่ต่ำต้อย
ส่วนผู้ฝึกยุทธที่ระดับขั้นต่ำอย่างพวกเฟิ่งอวี่กลับไม่ได้เข้าไป นี่เป็นการแบ่งแยกโดยเจตนาอย่างนั้นหรือ
ดูจากสีหน้าของผู้ฝึกยุทธเหล่านั้นเหมือนพวกเขาก็หวาดกลัวมหาค่ายกลเทพยุทธนี้มากเช่นกัน
บรรพจารย์พุทธอารัมภะประกับฝ่ามือพนมแล้วเอ่ยว่า
“อมิตตาภพุทธ เล่าลือกันว่ายามใดมหาค่ายกลเทพยุทธปรากฏ สรรพสิ่งเหี่ยวเฉาโรยรา อาตมาก็อยากเห็นเหมือนกันว่าโลกเทพยุทธจะสังหารผู้ฝึกยุทธทั้งหลายไปด้วยจริงหรือไม่”
เขากับโม่วังคนหนึ่งร้องคนหนึ่งรับอย่างเข้าขา
คำพูดของทั้งสองคนทำให้สีหน้าของผู้ฝึกยุทธทั้งหลายย่ำแย่กว่าเดิม
ในที่สุดเจียงฉางเชิงก็ฟังเข้าใจแล้ว เจ้าพวกนี้รู้เรื่องมหาค่ายกลเทพยุทธมาก่อนแล้ว
ยามใดมหาค่ายกลเทพยุทธปรากฏ ผู้ฝึกยุทธที่อยู่ในสนามรบล้วนต้องตายไปด้วย
เพียงแต่เขาไม่เข้าใจอยู่อย่างหนึ่ง จำเป็นจะต้องเล่นใหญ่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
หากผู้ฝึกยุทธเหล่านี้ตายกันหมดสิ้น ขุมกำลังของโลกเทพยุทธมิใช่ว่าจะถูกตัดหายไปด้วยหรือไร
คือพ่อแม่นอกโลกเทพยุทธจะยังมีผู้ฝึกยุทธอีกมาก มิหนำซ้ำยังมีโลกอิสระอีกเจ็ดแห่ง
แต่ในฐานะโลกหลัก ผู้ฝึกยุทธที่นี่ย่อมเป็นขุมกำลังที่สำคัญยิ่งกว่าสำคัญ
“เพื่อสืบต่อวิถียุทธ โลกเทพยุทธเตรียมใจไว้นานแล้วทุกท่าน การปล่อยให้พวกผิดแผกคุกคามถึงรากฐานของโลกเทพยุทธ เป็นความล้มเหลวในหน้าที่ของพวกข้า มนุษย์ล้วนต้องตาย ได้ตายเพื่อสืบสานวิถียุทธ มิใช่จุดจบที่พวกเราใฝ่ฝันปรารถนาหรอกหรือ”
อัครเทพยุทธอีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา วาจาของเขาเศร้าสลดแต่กลับปลุกความฮึกเหิม ทรงอิทธิพลต่อผู้อื่นอย่างยิ่ง
เมื่อคําพูดนี้ถูกกล่าวออกมา สีหน้าของผู้ฝึกยุทธทั้งหลายก็ค่อยๆ กลายเป็นสีหน้าแน่วแน่ทีละคนๆ
เจียงฉางเชิงสังเกตเห็นว่าสีหน้าของอวี๋ซินไม่เปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
ดูเหมือนเขาไม่ใส่ใจสถานการณ์จนตรอกที่เผชิญอยู่แม้แต่น้อย
สายตาของเขาเอาแต่จับจ้องเจียงฉางเชิง ไม่แม้แต่จะเหลือบแลไปมองบรรพจารย์พุทธอารัมภะแม้สักหน
เจ้าหมอนี่เล็งข้าไว้รึ เจียงฉางเชิงลอบคิดในใจ เขาไม่ใส่ใจนัก ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นเพียงร่างแยก
ตอนนี้เขาสนใจว่าจะส่งพวกหลิวเสินโจวสามคนออกไปได้อย่างไรมากกว่า
เขาหันไปมองโม่วังแล้วคิดในใจ ‘เจ้าวางแผนการเสียมากมายเพียงนี้ คงไม่ใช่ว่าไม่มีแผนรับมือแล้วกระมัง เห็นชัดๆ ว่าเจ้ารู้เรื่องมหาค่ายกลเทพยุทธมาก่อนแล้ว!’
เขาหันไปมองผู้สืบทอดมหามรรคาคนอื่นก็พบว่าทุกคนไม่ลนลานสักนิด
ทัณฑ์เทวะเผยสีหน้าดูแคลน ส่วนจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์สีหน้าเรียบเฉย รอยยิ้มของบรรพจารย์กำเนิดพิสดารดูเจ้าเล่ห์อันตราย
หรือว่ามหาค่ายกลเทพยุทธจะเป็นส่วนหนึ่งในแผนการของพวกเขาด้วย
“จุดจบที่ดีเช่นนั้นหรือ แล้วไฉนพวกเจ้าไม่มาตายด้วยกันเล่า”
โม่วังเปล่งเสียงหัวเราะดังลั่น วาจาเต็มไปด้วยคำเสียดสี
สาวกของลัทธิโบราณที่ติดตามมาต่างด่าทออย่างโกรธเกรี้ยว ทำให้ผู้ฝึกยุทธจำนวนไม่น้อยได้สติกลับมา
ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังโต้คารมกันอยู่ พลังของมหาค่ายกลเทพยุทธก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แรงกดดันสายนั้นจวนเจียนจะผนึกแน่นกลายเป็นวัตถุอยู่รอมร่อ
มองเห็นไอหมอกสีม่วงขมุกขมัวลอยอยู่เต็มไปหมด
เจียงฉางเชิงรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีพลังลึกลับบางอย่างกำลังกัดกร่อนพลังอาคมของตนเอง
“ช่างเป็นค่ายกลที่แข็งแกร่งนัก…”
เจียงฉางเชิงสีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ตลอดเวลาที่ผ่านมา พลังอาคมของเขาไม่เคยถูกลมปราณหรือพลังบรรพยุทธกดข่มได้มาก่อน นี่เป็นหนแรกที่พลังอาคมไร้กำลังต่อต้าน
ไม่ใช่เพียงเขา พลังสายต่างๆ ในร่างของคนอื่นก็กำลังถูกกัดกร่อนอยู่เช่นกัน
เทพยุทธถูแค่นเสียงหยัน “ไยต้องเปลืองน้ำลายเถียงกันต่อไปอีก ไม่ว่าอย่างไรพวกเจ้าก็ล้วนหนีไม่รอด ต้องตายอยู่นี่!”
อัครเทพยุทธทั้งหลายต่างพยักหน้าเห็นด้วย
จากนั้นพวกเขากระจายตัวกันพุ่งปราดเข้าไปในเสาแสงสีม่วงแต่ละทิศทางอย่างรวดเร็วประหนึ่งลูกธนูแล่นออกจากเกาทัณฑ์
ในเสาแสงสีม่วงเงาร่างของพวกเขาขยายใหญ่อย่างรวดเร็วจนดูเหมือนเทพมารบรรพกาลเมื่อคราแรกก่อเกิดอนธการมาเยือน
เงาร่างที่มาพร้อมกับพลังอันดุดันน่าเกรงขามร่างแล้วร่างเล่านั้นสร้างแรงกดดันมหาศาลให้ทุกคน ทุกคนตระหนักดีว่าพวกเขากำลังจะใช้พลังที่น่ากลัวที่สุดของมหาค่ายกลเทพยุทธแล้ว!
เจียงฉางเชิงหันไปมองโม่วัง ขณะเดียวกันตัวเขาเองก็เริ่มโคจรพลังเตรียมพร้อมจะใช้ฟ้าดินสิ้นสลายตลอดเวลา หากหนีไม่พ้นจริงๆ แล้วละก็ เช่นนั้นทุกคนก็จงตายไปพร้อมกันเสียเถอะ!
โม่วังสีหน้าเคร่งขรึมเหมือนกำลังวางแผนสิ่งใดอยู่ มือขวาของเขายกขึ้นมาอย่างเนิบช้า
ในเวลาเดียวกันนี้เองภายในตำหนักเมฆาม่วง มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีเฝ้ามองอย่างเคร่งเครียด แม้พวกนางไม่ได้ยินเสียงแต่ก็มองเห็นช่วงเวลาที่สงครามดำเนินมาถึงจุดที่ตึงเครียดที่สุด
พวกนางไม่ทันสังเกตว่าเจียงฉางเชิงลุกขึ้นมายืน เขาเรียกเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันออกมาแล้วไปปรากฏตัวบนหลังคาของตำหนักเมฆาม่วง
เพราะพลังอาคมของเขากับสตรีทั้งสองนางเชื่อมต่อกันอยู่ สิ่งที่สตรีทั้งสองนางมองดูอยู่จึงไม่ขาดตอน
เจียงฉางเชิงยิงธนูออกไปเก้าดอกต่อเนื่อง แสงสีทองเก้าสายสว่างโชติช่วงพุ่งขึ้นไปด้านบน
เทพเซียนทั้งหลายของแดนสวรรค์ผู้อาศัยอยู่เหนือคงคาสวรรค์ต่างตกใจกับแสงสีทองที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน แต่แล้วแสงสีทองทั้งเก้าสายก็หายวับไปก่อนที่พวกมันจะพุ่งชนปราการพลังแห่งกฎของโลกคุนหลุน
หลังจากทำทุกสิ่งนี้เสร็จสิ้น เจียงฉางเชิงก็หวนกลับไปในตำหนักเมฆาม่วงแล้วนั่งลงบนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาเพื่อเฝ้ามองศึกหนนี้ต่อ
วิชาเกาทัณฑ์ตาอีพิฆาตโลกาสามารถทะลวงผ่านห้วงมิติได้
ระหว่างที่พวกมันพุ่งทะยานจากไป ดวงจิตเสี้ยวหนึ่งของเขาก็แทรกไปกับประกายแสงของลูกธนูด้วย ดังนั้นเมื่อถึงที่หมาย เจียงฉางเชิงย่อมเล็งศัตรูที่เขาเลือกได้อย่างแม่นยำ
แม้ไม่รู้ว่าจะทำลายมหาค่ายกลเทพยุทธได้หรือไม่ เขาก็ยังเลือกยิงพวกมันออกไปอยู่ดี
ตอนนี้ปล่อยให้ธนูทั้งหลายบินไปสักพักก็แล้วกัน
ครืนนน!
มหาค่ายกลเทพยุทธเริ่มเคลื่อนไหว แรงกดดันอันน่ากลัวทำให้ขอบห้วงสุญญตาแห่งนี้สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ทุกคนต่างตกตะลึงกับสถานการณ์นี้
“บุก!”
ไม่รู้ผู้ใดตะโกนนำขึ้นมาก่อน ผู้ฝึกยุทธทั้งหลายของฝั่งวิถียุทธดวงตาแดงก่ำบุกมาหาผู้คนที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นพวกผิดแผกอีกครั้ง
ขั้นเบิกเนตรอัครยุทธทั้งหลายก็ลงมือเช่นกัน แม้ความตายจะอยู่เบื้องหน้า แต่หลังจากขบคิดสิ่งต่างๆ มากมาย สุดท้ายพวกเขาก็ยังเลือกปกป้องวิถียุทธอยู่ดี ต่อให้ต้องตายก็จะปล่อยให้พวกผิดแผกกำเริบเสิบสานไม่ได้ ดูการกระทำเลวทรามของลัทธิโบราณสิ พวกเขาไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าหลังจากวิถียุทธถูกโค่นล้มลงแล้ว ทุกสิ่งที่เฝ้าปกปองจะเป็นอย่างไร!
เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าจุดยืนนี้ ต่อให้พวกเขารู้ว่าเรื่องราวในตอนนี้ดูไม่ปกติ พวกเขาก็มีแต่ต้องดาหน้าโถมเข้าใส่ศัตรูเท่านั้น!
สงครามใหญ่ปะทุขึ้นอีกครั้ง!
ในตอนนี้เองโม่วังก็ชูมือขวาขึ้น อักขระยันต์สีดำกระจายไปทั่วผิวบนร่างของเขา
หน้าอกของเขามีโพรงสีดำโผล่ออกมา จากนั้นมันก็สูบทังร่างของเขาหายเข้าไปด้านใน ไม่ทันไรหลังจากนั้นโพรงสีดำก็ขยายขนาดอย่างรวดเร็วจนมีขนาดมหึมา
เจ้าหมอนั่นมันหนีไปแล้วเรอะ จบเท่านี้รึ
เจียงฉางเชิงนิ่งไปแล้ว แต่เมื่อลองจับสัมผัสอย่างถี่ถ้วนเขาก็ค้นพบความผิดปกติ แม้กลิ่นอายของโม่วังจะจางลงแต่ยังไม่หายไปอย่างสมบูรณ์
ทันใดนั้นเขาก็จับสัมผัสกลิ่นอายอื่นได้ เขาคุ้นเคยกับมันอยู่หน่อยๆ กลิ่นอายนั้นเพิ่มขึ้นพรวดพราดประหนึ่งน้ำมันที่ปะทุออกมาจากปากหลุมเจาะ
นี่มันกลิ่นอายของน้ำพุเหลืองอนธการ!
เจ้าหมอนี่กำลังทำการอัญเชิญอีกแล้วหรือ!
เจียงฉางเชิงรู้สึกสนใจศาสตร์โบราณมากขึ้นอีก ศาสตร์โบราณนี้ช่างอเนกประสงค์เสียจริง มีลูกเล่นแพรวพราวกว่าวิถียุทธมากนัก
ไม่ถึงห้าลมหายใจ เส้นผ่านศูนย์กลางของโพรงสีดำก็แผ่ขยายยาวมากกว่าร้อยล้านลี้
มันบีบให้ผู้คนมากมายที่กำลังต่อสู้อยู่พากันถอยหลบ ไอเย็นยะเยือกอันน่าหวาดหวั่นสายแล้วสายเล่าแผ่ออกมาจากโพรงอันมืดมิด
เงาร่างสีดำร่างแล้วร่างเล่าพลันพุ่งออกมาจากโพรงสีดำ พวกมันพุ่งไปทั่วทุกสารทิศประหนึ่งห่าลูกศร เพียงพริบตาเดียวเงาสีดำเหล่านั้นก็เหยียบลงบนเสาแสงสีม่วงต้นแล้วต้นเล่า
เมื่อเพ่งพิจารณามองให้ดีก็พบว่าสิ่งนั้นคือสิ่งมีชีวิตลึกลับชนิดหนึ่งที่ดูคล้ายมนุษย์ แต่คล้ายจะเป็นมนุษย์วานรมากกว่า แขนขาทั้งสี่ของพวกมันเกาะอยู่บนเสาแสงแล้วกัดกินเสาแสงสีม่วงอย่างบ้าคลั่ง รูปลักษณ์ภายนอกของพวกมันมีจุดเด่นคล้ายคลึงกันทำให้มองออกว่าเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน เพียงแต่ขนาดตัวเล็กใหญ่ไม่เท่ากันเท่านั้น
มารร้ายสีดำที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันทําให้สงครามหยุดชะงักอีกครั้ง
หรือว่าเจ้าตัวพวกนี้มาจากข้างใต้น้ำพุเหลืองอนธการ
เจียงฉางเชิงเดาอยู่ในใจ พลังสายตาของเขาเหนือกว่าผู้ใด เขามองเห็นว่ามารร้ายสีดำกำลังกัดกินลำแสงสีม่วงนั้น
“บังอาจ! ที่แท้ผู้ที่ทำลายน้ำพุเหลืองอนธการก็คือเจ้านี่เอง! โม่วังเจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งมีชีวิตที่เจ้าพามาจะสร้างหายนะใหญ่หลวงเพียงใด!”
อัครเทพยุทธคนหนึ่งตวาดเสียงเกรี้ยวกราด ถ้อยคำของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหาร
โม่วังผู้อยู่ในโพรงดำขนาดมหึมาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“ก้าวใหม่มา! ในเมื่อวิถียุทธมิยอมรับการมีอยู่ของวิถีอื่น เช่นนั้นก็ต้องโค่นล้มวิถียุทธเสีย! วิถียุทธมีสิทธิอะไรจึงได้เป็นใหญ่เพียงผู้เดียว เหตุใดจึงไม่ยินยอมให้มหามรรคาอื่นสืบสานต่อ! วิถียุทธคือมหามรรคา แล้วศาสตร์โบราณมิใช่มหามรรคาหรือ”
ฟิว… ฟิว…
เสาแสงสีม่วงสิบแปดต้นยิงลำแสงสีม่วงนับไม่ถ้วนออกมาสังหารเหล่ามารร้ายสีดำ พร้อมกันนั้นมันก็สังหารผู้ฝึกยุทธกับผู้บำเพ็ญเพียรวิถีอื่นไปอีกไม่น้อย
เร็วมาก!
เจียงฉางเชิงรีดเค้นพลังอาคมออกมาปกป้องสามคนทีอยู่ด้านหลังทันที
ผู้สืบทอดมหามรรคากับผู้ฝึกยุทธขั้นเบิกเนตรอัครยุทธทั้งหลายต่างพากันใช้วิชาปัดป้อง แต่ลำแสงสีม่วงนั้นมีพลังทะลุทะลวงน่ากลัวยิ่งนัก ซ้ำร้ายทิศทางที่พวกมันโจมตีก็ยังกำหนดกะเกณฑ์ไม่ได้
บางคนพยายามหนีออกไปผ่านช่องว่างระหว่างเสาแสงสีม่วง แต่ผลสุดท้ายหลังจากเหาะออกไป พวกเขาก็ลอยกลับมาอย่างรวดเร็ว เมื่อเขากลับมาสิ่งที่อยู่บนใบหน้าคือสีหน้าสิ้นหวัง เห็นชัดว่าพวกเขามิได้เลือกหวนกลับมาเอง แต่ถูกค่ายกลพากลับมา
ตอนนั้นเองเจียงฉางเชิงก็พลันสัมผัสถึงอะไรบางอย่าง เขาหันขวับไปมองด้านบนของมหาค่ายกลเทพยุทธ มีทะเลเมฆสีม่วงกำลังก่อตัวรวมกัน อสนีบาตสวรรค์แลบแปลบปลาบสะสมขุมพลัง
เจียงฉางเชิงนึกถึงการผ่านด่านเคราะห์ มหาค่ายกลเทพยุทธชักนำพลังของสวรรค์เช่นเดียวกับยามผ่านด่านเคราะห์มาอย่างนั้นหรือ ดูท่าค่ายกลนี้จะดึงพลังออกมาจากต้นกำเนิดพลังของกฎแห่งวิถียุทธได้ พลังอำนาจของสวรรค์อันยิ่งใหญ่ด้านบนนั้นดูน่ากลัวกว่าพลังของสวรรค์ที่เจียงฉางเชิงเผชิญระหว่างการผ่านด่านเคราะห์ครั้งล่าสุดเสียอีก พลังของสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ระดับนี้หากมันโจมตีลงมา ทุกคนที่อยู่ในอาณาเขตของค่ายกลคงยากจะรอดชีวิต
มารร้ายสีดำพุ่งออกมาจากอุโมงค์สีดำขนาดยักษ์อย่างไม่ขาดสาย ทว่าแม้พวกมันจะโผล่ออกมาอย่างไม่ขาดสาย แต่เมื่อเทียบกับลำแสงสีม่วงของค่ายกลนี้พวกมันก็ยังเทียบไม่ติด มารร้ายสีดำถูกสังหารมากขึ้นทุกที จนกระทั่งต่อมามารร้ายสีดำเพิ่งโผล่หัวออกมาพ้นโพรงสีดำก็ถูกสังหารเสียแล้ว
เสาแสงสีม่วงสิบแปดต้นที่ตั้งอยู่ไกลๆ ไม่มีมารร้ายสีดำเกาะอยู่บนนั้นอีกต่อไป ไพ่ตายของโม่วังล้มเหลวแล้ว!
เจียงฉางเชิงมองไม่เห็นโม่วัง แต่เขาพบว่าผู้สืบทอดมหามรรคาคนอื่นกำลังทำสีหน้าตื่นตระหนก ดูท่าพวกเขาคงมีไพ่ตายใบนี้เพียงใบเดียว
“ผู้อาวุโส ท่านยังไม่ลงมืออีกรึ! หรือว่าฟ้าดินอะไรสักอย่างที่ท่านคุยโวนั้นเป็นเพียงเรื่องโกหก”
เสียงของโม่วังดังออกมาจากโพรงสีดำขนาดยักษ์ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ผู้อาวุโสหรือ
เจียงฉางเชิงขมวดคิ้ว ผู้สืบทอดมหามรรคาคนอื่นก็เปลี่ยนสีหน้าไปเช่นกัน มีแต่ฟาตี้ซวนกับจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์เท่านั้นที่ฉีกยิ้มดูมีเลศนัย
“ผู้ใดอยู่นอกค่ายกล!”
ทันใดนั้นอัครเทพยุทธคนหนึ่งก็ตะโกนลั่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
=========================
BZGoom
งง อ่านไม่ออกเลยครับ
ploydaeng
อ่านยาก