ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 941 การคาดเดา
“ทำไมสัตว์อสูรอมตะถึงมาฆ่ากันตายที่นี่ล่ะ?!”
ฉู่โม่วตกตะลึงกับภาพตรงหน้า
เขาไม่อาจจินตนาการได้ว่าสัตว์อสูรอมตะเหล่านี้จะมารวมตัวและสังหารกันเอง
นอกจากนั้น ชายหนุ่มยังมีข้อสงสัยอยู่ในใจ
ตอนที่ได้รับข้อมูลจากตำหนักไหมหยกที่โลกภายนอก เขาไม่เคยได้ยินว่าสัตว์อสูรอมตะมีพฤติกรรมที่มารวมตัวกันและฆ่าตัวตายหมู่มาก่อน อย่างไรแล้ว ทะเลไร้หวนคืนก็มีอยู่มานานนับปีไม่ถ้วน และผู้ปลุกพลังจำนวนมากก็เข้ามาสำรวจมันในทุกปี
หากสัตว์อสูรอมตะมีลักษณะนิสัยเช่นนี้ ผู้ปลุกพลังก็คงจะรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี
แต่ในเมื่อคนนอกคนอื่น ๆ ไม่รู้ ก็หมายความว่าภาพตรงหน้าไม่ใช่นิสัยทั่วไปของสัตว์อสูรอมตะ
เห็นได้ชัดว่า…แปลกประหลาดมาก!
“แท่นนี้ต้องไม่ได้เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติแน่!”
“สัตว์อสูรอมตะกลุ่มนี้แห่กันมาฆ่าตัวตายที่นี่ กระทั่งทิ้งผลึกแก้วนิรันดร์ในร่างกายลงมาด้วย หรือว่า…”
ในเสียงพึมพำเหล่านั้น ฉู่โม่วหันไปมองแท่นนั้น
คราวนี้ เขาสังเกตเห็นความผิดปกติได้ในทันที
บนแท่นซึ่งอาบไปด้วยคราบเลือดสีแดงเข้มนั้นมีลวดลายนับไม่ถ้วนอยู่ด้วย พวกมันผสมผสานกันและเกิดเป็นลวดลายสลับซับซ้อนปกคลุมทั่วทั้งแท่น
ในแวบแรก อาจดูไม่เป็นระเบียบนัก
แต่หลังจากที่ตั้งใจมองดูให้ดี ชายหนุ่มก็สัมผัสได้ถึงความโดดเด่นของมัน
“นี่มัน…เป็นจารึก!”
ดวงตาของฉู่โม่วลุกเป็นประกาย กายาทวิเนตรปรากฏขึ้น แล้วแสงโกลาหลก็เริ่มทำงานและวิเคราะห์แก่นของลวดลายเหล่านั้นทันที
ความลึกลับมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวใจทันที
ในไม่ช้า… ชายหนุ่มก็ได้เรียนรู้การทำงานของเส้นเหล่านี้แล้ว
“กำหนดขอบเขต!”
“ไม่…ไม่ใช่แค่กำหนดขอบเขต!”
“แต่เหมือนกับผนึกมากกว่า!”
“ใต้แท่นนี้เหมือนจะมีตัวตนบางอย่างที่ถูกผนึกเอาไว้ด้วยจารึกขนาดใหญ่ แต่จารึกนั้นก็ต้องดูดซับพลังงานภายนอกเข้าไปด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวตนที่ถูกผนึกอยู่ข้างในอดตาย”
“และเหตุผลที่สัตว์อสูรอมตะพวกนี้โยนผลึกแก้วนิรันดร์ลงมาก็เพื่อให้ตัวตนในจารึกขนาดใหญ่ดูดซับเข้าไป!”
ฉู่โม่วพึมพำกับตัวเอง แล้วแสงจ้าพลันส่องสว่างวาบขึ้นในหัว
เขาจำได้แล้ว ตอนที่เจ้าตำหนักไหมหยกอธิบายการทำงานของผลึกแก้วนิรันดร์ให้ฟังตอนแรก เขาบอกว่าสิ่งนี้มีพลังงานพิเศษที่ทำให้ผู้ปลุกพลังหลับใหลและชะลอการลดลงของอายุขัยได้
“งั้น…”
“ แปลว่าคนที่ถูกผนึกไว้ด้วยจารึกขนาดใหญ่นี้ จะต้องเป็นตัวตนระดับเทพเจ้าหรือสุดยอดตัวตนที่ทรงพลังงั้นเหรอ?”
ความคิดบ้าบอปรากฏขึ้นในหัวของฉู่โม่ว นี่เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น
แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขารู้สึกว่ามันแทบจะตรงกันเป๊ะ ๆ และหลังจากที่คิดดังนั้น ก็นึกถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
‘ถ้าข้างในแท่นนี้มีตัวตนที่ทรงพลังถูกผนึกเอาไว้’
‘แล้วสัตว์อสูรอมตะพวกนี้ก็มาฆ่าตัวตายกันที่นี่ หรือว่าจะมีเผ่าพันธุ์ขนาดใหญ่เก็บพวกมันไว้ที่นี่เพื่อเป็นพลังงานในการผนึกของจารึกนี่!’
‘สัตว์อสูรอมตะจะอาศัยอยู่ในที่เฉพาะ ถ้าอย่างนั้น หรือว่าทะเลไร้หวนคืนขนาดใหญ่นี่จะสร้างขึ้นโดยกองกำลังขนาดใหญ่ที่ผนึกเทพเจ้าหรือตัวตนที่ทรงพลังเอาไว้ในจารึกด้วย?!’
เมื่อการคาดเดาเหล่านี้ปรากฏขึ้นในความคิดของฉู่โม่ว แม้แต่เขาเองก็ต้องตกตะลึง
ชายหนุ่มไม่อยากจะเชื่อเลยด้วยซ้ำ!
ต้องรู้ด้วยว่าตั้งแต่ทะเลไร้หวนคืนปรากฏขึ้น ก็ผ่านมากว่าหลายหมื่นปีแล้ว
และสัตว์อสูรอมตะก็ถูกผู้ปลุกพลังทั่วทั้งกลุ่มดาราจักรอสรพิษสวรรค์ไล่ล่ามาตั้งแต่ปรากฏตัวขึ้น ราชันย์เทวะยุทธ์มากมายกระทั่งจักรพรรดิเทวะยุทธ์ยังเดินทางมาสำรวจที่นี่
ระหว่างเวลาหลายมาปีนี้ ทุกสิ่งมีชีวิตก็คุ้นเคยกับการมีตัวตนอยู่ของทะเลไร้หวนคืน และต่างเชื่อว่าทะเลไร้หวนคืนคือจารึกตามธรรมชาติแห่งหนึ่ง
สัตว์อสูรอมตะนั้นเป็นแค่สิ่งมีชีวิตพิเศษที่กำเนิดขึ้นข้างใน
แต่ถ้า…
ทะเลไร้หวนคืนเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น และสัตว์อสูรอมตะก็มีไว้เพียงเพื่อรักษาการทำงานของจารึกผนึกขนาดใหญ่ในหุบเขานี้เอาไว้
ฉู่โม่วพอจะจินตนาการได้ว่าหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ผู้คนนับไม่ถ้วนจะต้องตกตะลึงและคิดว่าเขาบ้าไปแล้วแน่ ๆ
อย่างไรแล้ว…
ทะเลไร้หวนคืนก็อันตรายจนแม้แต่ราชันย์เทวะยุทธ์ก็ต้องพ่ายแพ้ แล้วใครจะกล้าเชื่อกันว่าสิ่งมีชีวิตสร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้น?
และ… หากถูกสร้างขึ้นจริง ๆ กองกำลังที่สร้างมันขึ้นมาจะน่าสะพรึงกลัวขนาดไหนกัน?
…
หลังจากที่ผ่านไปเป็นเวลานาน
ในที่สุดฉู่โม่วก็ได้สติกลับมาจากความตกตะลึง เขาถอนหายใจยาวออกมาและจ้องมองไปยังหุบเขา
แวบแรกก็ดูไม่มีอะไร ดูธรรมดาทั่วไปและไม่มีใครหันมาสนใจเป็นแน่
แม้แต่ฉู่โม่วก็เช่นกัน…
หากเขาไม่ได้เห็นสัตว์อสูรอมตะเหล่านี้ปรากฏตัวขึ้นและฆ่าตัวตายไปตาม ๆ กัน ก็คงจินตนาการไม่ได้ว่าจะมีความลับที่น่าตกตะลึงเช่นนี้ซ่อนอยู่ในหุบเขาที่ธรรมดาอย่างถึงที่สุด
เป็นไปได้ว่า…
หากทำลายฝ่าจารึกขนาดใหญ่นี้ได้ ก็จะต้องมีโอกาสดีรออยู่เป็นแน่
แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่บุ่มบ่ามทำอะไร
การที่สร้างจารึกขนาดใหญ่เช่นนี้ได้ หลังจากที่ผ่านมานานหลายปี จารึกขนาดใหญ่ก็ยังคงทำงานอยู่ และสัตว์อสูรอมตะก็ยังคงรักษาระดับพลังงานเอาไว้ หมายความว่ากองกำลังเบื้องหลังสิ่งนี้ยังคงจับตาดูอยู่อย่างแน่นอน
บางที พวกเขาอาจจะติดตั้งมือในเงาเอาไว้ที่นี่ด้วย
หากไม่ระมัดระวังให้ดีก็อาจจะไปยั่วยุกองกำลังที่น่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุดได้
ความคิดเดียวของเขาในตอนนี้คือพัฒนาถึงขั้นราชันย์เทวะยุทธ์ให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะไปสำรวจเขตแดนลับตำหนักหยก และเขาก็ไม่ต้องการให้เกิดปัญหาอะไรขึ้นอีก
ดังนั้น… ฉู่โม่วจึงยังไม่คิดจะติดตามเรื่องนี้ต่อ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็กำจัดความคิดรบกวนออกไป แล้วหันไปสนใจเหล่าสัตว์อสูรอมตะแทน
“มีสัตว์อสูรอมตะหลายร้อยตัวอยู่ที่นี่ และพวกมันก็กำลังต่อแถวฆ่าตัวตายกันอยู่ ผลึกแก้วนิรันดร์ทั้งหมดถูกทิ้งไว้ที่นี่โดยไม่มีใครมาหยิบ เรียกได้ว่าเป็นโอกาสจากสวรรค์เลยก็ว่าได้!”
หลังจากที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด เขาก็เข้าไปใกล้ ๆ แท่นอย่างเงียบเชียบ แล้วก็ใช้กระบวนท่าจักรวาลในแขนเสื้อเก็บผลึกแก้วนิรันดร์ส่วนมากบนพื้นไว้
เมื่อนับดูให้ดีแล้วก็พบว่ามีจำนวนมากกว่าสามสิบชิ้น
เท่านี้ก็ส่งภารกิจได้แล้ว และยังมีเหลืออีกด้วย!
ส่วนที่เหลือนั้น ฉู่โม่วไม่ได้แตะต้องพวกมัน
หากผลึกแก้วนิรันดร์ทั้งหมดถูกนำออกไป พลังงานของจารึกนี้ก็จะไม่เพียงพอ หากกองกำลังเบื้องหลังสิ่งนี้รู้เรื่องเข้า ก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน
ยิ่งมีปัญหาน้อยก็ยิ่งดี ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่สามารถใช้มันได้
แต่แม้จะไม่ได้นำผลึกแก้วนิรันดร์กลับไปมากนัก รอบ ๆ แท่นก็ยังมีชิ้นส่วนยุทธภัณฑ์มายากระจัดกระจายอยู่อีกมาก
แม้ยุทธภัณฑ์มายาเหล่านี้จะเสียหายและพลังลดลงมหาศาล พวกมันก็ถูกสร้างขึ้นมาด้วยวัสดุศักดิ์สิทธิ์ที่หายากอย่างถึงที่สุด
หากนำกลับไปหลอมละลาย ไม่ว่าจะต่อเติมให้กับกระบี่ดาราทมิฬหรือสร้างเป็นยุทธภัณฑ์มายาชิ้นใหม่ ก็มากพอแล้ว
หลังจากที่ทำทั้งหมดเสร็จสิ้น…
ฉู่โม่วก็รีบซ่อนตัวในห้วงอากาศอย่างไม่รอช้า ก่อนจะจากไปอย่างเงียบเชียบ
ไม่นานหลังจากที่ชายหนุ่มออกไป เหล่าสัตว์อสูรอมตะที่ต่อแถวกันขุดควักผลึกแก้วนิรันดร์ออกมาต่างก็สิ้นใจกันหมดแล้ว
เป็นเวลาพักหนึ่ง…
ที่กลุ่มสัตว์อสูรอมตะมารวมตัวกันและวนเวียนอยู่เหนือหุบเขา แล้วขุดผลึกแก้วนิรันดร์ข้างในร่างกายของตัวเองออกมา
ในสถานการณ์นี้… ผลึกแก้วนิรันดร์กองสะสมกันเป็นชั้นตื้น ๆ บนแท่นอย่างรวดเร็ว
สามวันต่อมา สัตว์อสูรอมตะทุกตัวก็หยุดมาที่นี่ เมื่อผลึกแก้วนิรันดร์ที่สะสมกันอยู่บนแท่นมีจำนวนมากกว่าหลายพันก้อนแล้ว
และในตอนนั้นเอง มีสองคนปรากฏตัวขึ้นที่นี่
“นั่น… ผลึกแก้วนิรันดร์เหรอ?!”
หนึ่งในนั้นกวาดสายตาไปรอบ ๆ จนมองเห็นแท่นกลางหุบเขาและอุทานออกมาในทันใด