ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 909 ผู้อาวุโสที่อยู่ในเขตแดนต้องห้าม
บทที่ 909 ผู้อาวุโสที่อยู่ในเขตแดนต้องห้าม
ราชวงศ์จันทราเลือด ท่ามกลางตระกูลราชวงศ์
ภายในเขตแดนต้องห้ามที่ถูกปกป้องด้วยข้อจำกัดมากมาย ผู้อาวุโสผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิ หลับตาและทำสมาธิให้มั่นคง
ผู้อาวุโสคนหนึ่งที่ดูแก่ชรา ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตาย กลิ่นอายเปี่ยมไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง ซึ่งคอยกดดันราชันย์เทวะยุทธ์ทั่วไปเอาไว้
ตอนนี้…
ผู้อาวุโสขมวดคิ้วแล้วตื่นขึ้นมาจากการทำสมาธิด้วยสีหน้าสงสัย
“ท่านบรรพชน เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?”
ข้าง ๆ เขา มีเด็กหนุ่มร่างบางที่สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหว เขารีบหันมาแล้วถามด้วยเสียงเบา
“ด้วยอะไรบางอย่าง… ฉันผู้นี้รู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติ”
ผู้อาวุโสขมวดคิ้วแล้วพูด
ท้ายสุดเขาก็ถามขึ้นมา “ราชาจันทราเลือดอยู่ที่ไหนแล้ว?”
“ตอนนี้ด่านหน้าหนาแน่นมากเลยครับ องค์ราชาเองก็ไม่ได้อยู่ที่พระราชวังด้วย เขานำเหล่าบรรพชนทุกคนไปยังด่านหน้าเพื่อให้คำแนะนำการต่อสู้อยู่”
เด็กหนุ่มตอบอย่างซื่อตรงก่อนจะถาม “ท่านประมุข อยากจะติดต่อองค์ราชาเหรอครับ? ถ้ายังไงให้ผมส่งจดหมายไปถึงองค์ราชาแล้วขอให้เขากลับมาไหม?”
“ไม่จำเป็น”
“ตอนนี้การต่อสู้ที่ด่านหน้านั้นทวีความตึงเครียดขึ้นกว่าแต่เดิม ที่นั่นต้องการคน ดังนั้นย่อมต้องเป็นอะไรที่วุ่นวายมาก ๆ แน่ การเรียกเขากลับมา ณ ตอนนี้ มีแต่จะทำให้ด่านหน้ารับภาระหนักเสียเปล่า ๆ”
ผู้อาวุโสส่ายหน้า
แต่ถึงเขาจะพูดไปเช่นนั้น เขาก็รู้สึกได้ถึงความไม่สบายใจที่ก่อตัวหนาแน่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ท้ายที่สุด เขาก็อดไม่ได้ที่จะยืนขึ้นแล้วเดินไปเดินมาในดินแดนแห่งนี้
หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็พูดออกมา “ตงเอ้อร์ มีราชันย์เทวะยุทธ์อยู่กี่คนที่ทำหน้าที่อยู่ในราชวงศ์ตอนนี้?”
“เท่าที่นับได้ ตอนนี้มีประมาณเจ็ดคนครับ”
เด็กหนุ่มพูด
“เจ็ดคนงั้นเหรอ… งั้นเธอไปเรียกพวกเขามา บอกให้ราชันย์เทวะยุทธ์ทุกคนมาหาฉัน ฉันมีบางอย่างจะบอกพวกเขา”
ผู้อาวุโสพูดด้วยเสียงอันหนักแน่น
“ได้เลยครับ!”
บริวารพยักหน้ารับคำสั่ง จากนั้นเมื่อเห็นว่าผู้อาวุโสไม่สั่งการอะไรเพิ่ม เขาก็ออกจากที่นี่ไปโดยเร็ว
มองเด็กหนุ่มออกจากที่นี่ไปแล้ว ไม่เพียงแต่เขาจะไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น กลับกันความไม่สบายใจพลันก่อตัวหนักขึ้นกว่าครั้งก่อนเสียอีก ผู้อาวุโสอยากจะออกไปจากเขตแดนต้องห้ามนี้เพื่อตรวจสอบความกังวลด้วยตนเอง แต่เพราะเขาไม่เหลือพลังชีวิตอีกแล้ว
หากเขาผลีผลามออกไป มันมีแต่จะทำให้ร่างต้นของเขาได้รับบาดเจ็บได้ และเขตแดนต้องห้ามนี้ก็ถือเป็นใจกลางหลักของราชวงศ์ มันประกอบด้วยเขตแดนลับที่แปลกประหลาด ที่สามารถหลบเลี่ยงการลงทัณฑ์จากสวรรค์ได้ รวมถึงมีสมบัติมากมายของราชวงศ์ถูกเก็บไว้
เหล่าบรรพชนแต่ละรุ่นของตระกูลหลวง มักจะมารวมตัวกันที่นี่เมื่อวันเกิดของพวกเขามาถึง
การที่เขาอยู่ที่นี่นั้นก็เพื่อสองสิ่ง สิ่งหนึ่งคือการหลบเลี่ยงการลงทัณฑ์จากสวรรค์ ที่นี่เขาสามารถใช้ชีวิตอ้อยอิ่งและยืนยาวได้ และอีกสิ่งหนึ่ง ก็คือเพื่อปกป้องดินแดนอันล้ำค่าแห่งนี้
ดังนั้นเขาจึงไม่อาจจะออกจากที่นี่ได้โดยง่าย
แน่นอน
สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือเขาสามารถสัมผัสได้ถึงหายนะครั้งใหญ่ที่กำลังมาที่นี่
ถึงแม้ว่าเขาจะแข็งแกร่งมาก ๆ แต่เขาก็แก่ชรามาก ๆ ด้วย
ยิ่งรับรู้ได้ถึงการผันแปรของแก่นแท้ชีวิตที่ผ่านไป ความกลัวในการตายก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ต่อให้จะเป็นราชันย์เทวะยุทธ์ที่แข็งแกร่งจนสามารถอยู่ได้นับปีไม่ถ้วนก็ตาม
ไม่เช่นนั้นแล้ว…
มันคงไม่มีใครมาแก่งแย่งสมบัติที่ทำให้ตัวเองอายุยืนยาวกันหรอก
…
ขณะที่ผู้อาวุโสกำลังเฝ้ารอด้วยความกระวนกระวายใจ เด็กหนุ่มก็กลับมา
เทียบกับสีหน้าที่ดูใจเย็นของเด็กหนุ่มก่อนจะจากไปแล้ว การกลับมาคราวนี้ของเขา บนสีหน้าของเด็กคนนี้กลับเต็มไปด้วยความตกใจ แถมยังมีความหวาดกลัวแฝงอยู่ด้วย
“ท่านบรรพชน แย่แล้วครับ! แย่มากเลย!”
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ!?”
เมื่อเห็นท่าทีของเด็กหนุ่ม สีหน้าอารมณ์ของประมุขผู้นี้ก็เปลี่ยนไปทันที แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังพอจะทำตัวให้สงบนิ่งเอาไว้ขณะถามออกไปได้
“ต-ตงเอ้อร์ออกไปเพื่อจะติดต่อไปยังราชันย์เทวะยุทธ์ทั้งหกท่าน แต่ไม่รู้ว่าทำไม ถึงไม่มีใครเลยที่ยังอยู่ในเขตแดนของราชวงศ์ตอนนี้ ไม่แม้แต่จะตอบรับการเรียกของผม หรือส่งสัญญาณอะไรกลับมาเลย!”
ในน้ำเสียงของเด็กหนุ่ม มันมีความกลัวซ่อนอยู่
“ว่ายังไงนะ!”
ทันทีที่ได้ฟังเช่นนั้น ผู้อาวุโสก็อุทานออกมา ดวงตาของเขาสั่นคลอนแสดงให้เห็นถึงความตื่นตระหนก
ตอนนี้…
ไม่ว่าโชคชะตาของเขาจะเป็นอย่างไร แต่เขาก็ต้องยอมรับ มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นแล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ยังเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ ด้วย
‘ราชันย์เทวะยุทธ์เหล่านั้นควรจะอยู่กระจายไปทั่วเมือง นี่ไม่น่าจะใช่เรื่องปกติแน่ ๆ’
‘อะไรกันนะที่ทำให้ราชันย์เทวะยุทธ์ทั้งหกถูกขจัดออกไปโดยที่ฉันไม่รู้สึกเช่นนี้?’
‘ราชวงศ์จันทราเลือดเอ๋ย พวกแกไปยั่วโมโหใครที่ไหนกันมา!?’
ความสงสัยมากมายผุดขึ้นในใจของผู้อาวุโส
แต่เขาก็รู้ว่านี่ไม่ใช่เวลามากังวลเรื่องนี้ สิ่งที่ควรทำอย่างเร่งด่วนที่สุดคือการติดต่อไปยังราชาแห่งจันทราเลือดให้ได้ เพื่อให้พวกเขารีบทำให้แนวหน้ามั่นคงแล้วนำกำลังทั้งหมดกลับมายับยั้งผู้บุกรุกที่ซ่อนอยู่ในเมืองนี้
แน่นอน…
หากรีบกำจัดได้ก็ย่อมดีที่สุด
แต่เพราะตอนนี้ พวกเขาอยู่ในที่เปิด ในขณะที่อีกฝ่ายยังซ่อนตัวอยู่ในความมืด มันยากเกินกว่าที่เขาจะทำตามที่คิดได้
คิดทบทวนอีกครั้ง…
ผู้อาวุโสก็รีบสั่งการ “ตงเอ้อร์ แกไปส่งข้อความหาท่านราชาให้เร็วที่สุดเพื่อรายงานเรื่องนี้ แล้วบอกเขาด้วยว่าระวังตัวให้ดีแล้วกลับมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”
“รับทราบครับ!”
เด็กหนุ่มพยักหน้าแล้วหันหน้าออก
ขณะนั้น ผู้อาวุโสก็เริ่มมีความคิดขึ้นมาแล้ว เขาตั้งใจจะปิดเขตแดนต้องห้ามนี้เอาไว้
ที่นี่เป็นหัวใจหลักของราชวงศ์จันทราเลือด มันใช้เก็บวัตถุดิบมากมายที่ราชวงศ์ได้สั่งสมมานานแรมปี
หากเกิดอะไรขึ้นจนถึงระดับวิกฤต ตราบใดที่รักษาดินแดนแห่งนี้ไว้ได้ ตระกูลหลวงก็จะสามารถใช้สิ่งที่อยู่ภายในนี้เพื่อโต้ตอบได้ อย่างน้อย ๆ พวกเขาก็ยังมีโอกาสให้โต้กลับ
แต่ถ้าเสียที่นี่ไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็ถือว่าจบลง!
ระหว่างที่ผู้อาวุโสกำลังคิดเช่นนั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติไป
ผู้อาวุโสเงยหน้าขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ เห็นเด็กหนุ่มที่ควรจะออกไปแล้วหันกลับมายังตนแล้วยืนนิ่งไป
“เธอทำอะไรอยู่ ในสถานการณ์น่าคับขันเช่นนี้ เธอยังมาทำตัวขี้เกียจ…”
เขาตะโกนถาม แต่ก่อนจะได้ถามจบประโยค บางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติที่เขาสัมผัสได้นั้นมันก็ชัดเจนขึ้นอีก ผู้อาวุโสไม่รอช้า ตบฝ่ามือไปยังเด็กหนุ่มทันใด
ตูม!!
ด้วยฝ่ามือเดียว ร่างของเด็กหนุ่มที่ถูกกระทบด้วยพลังอันมหาศาลพลันแตกสลายกลายเป็นหมอกเลือดกระจายตัวออกไป สิ่งเหล่านี้ถูกอากาศพัดพาเสมือนฝุ่น
ทว่าถึงอย่างนั้นผู้อาวุโสกลับไม่ได้ผ่อนคลายลง เขายิ่งต้องรีบระแวงรอบข้างมากขึ้น
ไม่ผิดจริง ๆ
หลังจากที่หมอกเลือดพวกนั้นกระจายออกไป ลำแสงศักดิ์สิทธิ์ก็ระเบิดออกมา มันห่อหุ้มด้วยลำแสงที่มีความคมกริบและพุ่งเข้าใส่ผู้อาวุโส
“ใช่แน่ ๆ ที่นี่มีผู้บุกรุก!”
เห็นเช่นนั้น ผู้อาวุโสก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาพ่นลมหายใจเยือกเย็นและปลดปล่อยฝ่ามือออกไปอีก
เมื่อครั้งที่เห็นเด็กหนุ่มยืนนิ่งไปเมื่อครู่นี้ เขาก็ตระหนักได้แล้วว่ามีอะไรไม่ปกติเกิดขึ้น และคอยระแวงอยู่ภายในใจ ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะถูกควบคุมตั้งแต่ที่ออกไปด้านนอก เพราะงั้นเขาจึงรีบสังหารร่างนั้นเสีย
แต่ถึงอย่างนั้น ความรู้สึกเป็นกังวลก็ไม่ได้คลายลง กลับกัน มันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
เพราะงั้นเขาจึงไม่อาจจะสลัดทิ้งความกังวลได้
ในเมื่ออีกฝ่ายยังคงซ่อนตัวและไม่โผล่หางออกมา นั่นหมายความว่าความแข็งแกร่งของคนคนนี้จัดว่าน่ากลัวนัก ไม่เช่นนั้นเขาจะต้องจับตำแหน่งได้แล้ว
“ดูเหมือนแกจะเป็นลูกหลานของผู้ปลุกพลังที่เก่งในเรื่องการซ่อนตัวสินะ!”
“บางทีอาจจะเป็นเพราะแบบนี้ ราชันย์เทวะยุทธ์ทั้งหก ถึงได้จากไปเงียบ ๆ ด้วย”
“แต่ฉันผู้นี้นั้นต่างออกไป ความแข็งแกร่งของฉัน มีมากกว่าพวกเขานัก และในเมื่อตอนนี้ฉันอ่านกลโกงของแกออกแล้ว ดังนั้นแกไม่มีทางใช้ไม้เดียวกันกับฉันได้อีก!”
คิดเช่นนั้น สติของเขาก็เฉียบคมขึ้น พร้อมกับหัวใจที่สงบลงเพื่อรับมือศึกใหญ่ครั้งนี้