ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 910 ความแข็งแกร่งที่ไม่นิรันดร์ ถึงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยว!
- Home
- ระบบกลืนกินพรสวรรค์
- บทที่ 910 ความแข็งแกร่งที่ไม่นิรันดร์ ถึงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยว!
บทที่ 910 ความแข็งแกร่งที่ไม่นิรันดร์ ถึงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยว!
ทว่า …สิ่งที่ผู้อาวุโสไม่ได้คาดคิดมาก่อน
ในยามที่เขาปัดป้องแสงศักดิ์สิทธิ์ที่พุ่งเข้ามานั้น มันก็ละลายเหมือนน้ำแข็งไม่ก็หิมะในทันที และในจังหวะต่อมา ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่เขาจะได้ตอบสนองอะไร แสงศักดิ์สิทธิ์ที่น่าสะพรึงกลัวก็แผ่ออกมาอีกครั้งและเข้าปะทะกับเขาเต็ม ๆ
ผลุบ!
ผู้อาวุโสถูกโจมตีจนร่างนิ่งไปเหมือนโดนสายฟ้าฟาด
บาดแผลที่ถูกทะลวงจนน่ากลัวปรากฏขึ้นบนอกของเขา กลิ่นอายของพลังทำลายล้างอันน่าหวาดกลัวคละคลุ้งออกมา และมันก็ลดพลังชีวิตของเจ้าตัวไปอย่างรวดเร็วด้วย
“เป็นเช่นนี้ไปได้ยังไง!?”
สีหน้าของผู้อาวุโสเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ เขาไม่อาจจะยอมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้
ทั้ง ๆ ที่คู่ต่อสู้ไม่น่าจะมีอะไรเกินกว่าจะเป็นหนูที่เก่งเรื่องซ่อนแอบแท้ ๆ แต่ทำไมเพียงการโจมตีครั้งเดียวถึงกับทำให้เขาบาดเจ็บได้ถึงเพียงนี้?
เขาน่ะทรงพลังมาก ๆ เลยนะ แต่ทำไมถึงยังเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้?
ผู้อาวุโสไม่อาจจะเข้าใจได้ ไม่แม้แต่จะคิดหาเหตุผลมาได้ด้วย
ราวกับถูกลิขิตมาไม่ให้ล่วงรู้ถึงคำตอบนี้
ที่กลางอกของเขาถูกเจาะทะลวงไป อณูแห่งชีวิตมากมายหลั่งไหลออกมาจากจุดนั้น ความกลัวตายก่อตัวเป็นความกลัวอันไร้ที่สิ้นสุดขึ้นในใจ เขาไม่กล้าที่จะซ่อนอะไรอีกต่อไป และตัดสินใจระเบิดพลังทั้งหมดที่มีออกมาเพื่อที่จะสู้อย่างสุดชีวิต
ครืน!
พลังของราชันย์เทวะยุทธ์ผู้ช่ำชองศึกนั้นมีมากเหนือจินตนาการจริง ๆ
ยามที่พลังทั้งหมดนี้ถูกปลดปล่อยออกมา โลกทั้งใบก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พร้อมกันนั้น ฝ่ามือที่น่าเกรงขามขนาดเท่าผืนฟ้าก็ปรากฏขึ้นมา มันทำลายห้วงมิติในทันทีและพุ่งเข้าใส่ฉู่โม่วด้วยความเร็วสูง
ตู้ม!
ทั่วทั้งโลกสั่นสะท้าน ราวกับว่าพร้อมที่จะแตกออกอยู่ทุกวินาที
พลังแห่งกฎเกณฑ์ต่าง ๆ รวมถึงกฎแห่งเต๋าต่างถูกเผยออกมา ควบคู่ไปกับบรรยากาศที่หนักอึ้งผสมผสานกัน ณ ตอนนี้ แม้แต่ฉู่โม่วก็ยังตระหนักได้ถึงอันตราย เขาอดไม่ได้ที่จะถอยออกอย่างรวดเร็ว
“อย่างที่คิดจริง ๆ ราชันย์เทวะยุทธ์รุ่นเก๋าคนนี้!”
“ในแง่ของความแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับราชันย์เทวะยุทธ์ทั่ว ๆ ไปแล้ว ไม่มีใครเทียบเขาได้เลย”
“ถ้าหากเขาใช้พลังทั้งหมดออกมาละก็ ฉันต้องไม่อาจเอาชนะเขาในตอนนี้ได้แน่ ๆ”
ฉู่โม่วพูดเบา ๆ
บรรพชนแห่งราชวงศ์จันทราเลือด ที่กำลังรักษาเขตแดนต้องห้ามนี้อยู่เพียงลำพัง นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาต้องซ่อนพลังอันน่าเหลือเชื่อเอาไว้แน่ ๆ ถึงแม้ว่าเขาจะมีความได้เปรียบจากการที่อีกฝ่ายประมาทคู่ต่อสู้ในตอนแรก แต่ตอนนี้ ยามที่เขาเริ่มระวังตัวและตอบโต้ มันก็ทำให้ชายหนุ่มกลับกลายเป็นฝ่ายโดนกดดันอย่างหนักเสียเองด้วย
ทว่า…
“ไม่ว่าจะแข็งแกร่งขนาดไหน แต่นายก็ยังมีจุดด้อยขนาดใหญ่อยู่!”
เขาพูดพึมพำ
หากผู้ที่เผชิญหน้าอยู่ด้วยตอนนี้เป็นราชันย์เทวะยุทธ์หนุ่ม ฉู่โม่วคงจะสามารถต่อสู้อย่างสูสีด้วยอย่างแน่นอน แต่สำหรับผู้อาวุโสคนนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะทรงพลังมาก ๆ แต่ก็ไม่ได้ยากเกินกว่าจะรับมือได้
และนั่นคือจุดอ่อนที่สำคัญ… เขาแก่มากแล้ว
แก่เกินกว่าจะเหลือเวลาชีวิตมากพอ
ด้วยสิ่งนี้ ฉู่โม่วจึงจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อที่จะได้บั่นทอนพลังชีวิตของอีกฝ่ายลงไปเรื่อย ๆ
ฉัวะ!
คิดได้ดังนั้น รอบตัวชายหนุ่มก็ปรากฏแสงศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมากมาย พลังที่รุนแรงนับครั้งไม่ถ้วนกระจายออกไป แล้วมารวมตัวกันที่ร่างของเขาราวกับพายุ จากนั้นก็แปรสภาพเป็นพายุกระบี่ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พุ่งเข้าใส่ผู้อาวุโสที่อยู่ไกลออกไป
ครืน!
พายุกาลเวลาพุ่งผ่านออกไป มันนำพากลิ่นอายของโบราณกาลและความคงทนร่วมไปด้วย ผ่านช่องว่างมิติและไปโผล่ใกล้ ๆ ผู้อาวุโส
แม้ว่าก่อนพายุลูกนี้จะเข้าถึงตัว ผู้อาวุโสจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายที่รุนแรงกำลังพุ่งมาหาเขาแล้วก็ตาม ตัวเขาอยากจะปัดป้องมันไว้ ดังนั้นแสงศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากจึงถูกปลดปล่อยออกมา และกลายสภาพเป็นเกราะป้องกันห้อมล้อมเขา พยายามปกป้องตนเองจากการโจมตีของฉู่โม่ว
แต่โชคร้าย ที่พายุกาลเวลาของชายหนุ่มนั้นมีคมมีดที่สามารถตัดอายุขัยที่ซ่อนอยู่ และนั่นก็หมายถึงสมบัติที่ช่วยในการป้องกัน ไม่อาจจะรับมือสิ่งนี้ได้ด้วย
ปราศจากการหยุดชะงัก พายุกาลเวลาพุ่งทะลุผ่านเกราะป้องกันนั้นเข้าปะทะกับร่างของผู้อาวุโสโดยตรง
ครืน!
ตอนนั้น…
ผู้อาวุโสรู้สึกได้เพียงพลังอันน่ากลัวที่เข้าปะทะกับร่างของตนเอง พลังนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของกาลเวลา สัมผัสของนิรันดร์และการไร้จุดจบ ราวกับเขาได้ก้าวข้ามผ่านเส้นแบ่งระหว่างกาลเวลาและอวกาศ
จากนั้น เขาก็รู้สึกถึงพลังชีวิตและอายุขัยของตัวเขาที่ถูกพรากหายไป
“พรสวรรค์ห้วงเวลา!”
“พรากอายุขัยงั้นเหรอ!?”
สีหน้าของผู้อาวุโสเปลี่ยนไปอีกครั้ง เขาอุทานออกมาพร้อมกับท่าทีที่ดูจะไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตน
เขามีอายุขัยเหลืออยู่ไม่มากแล้วในตอนแรก หากไม่ใช่เพราะสถานที่วิเศษแห่งนี้ที่อนุญาตให้เขาใช้ชีวิตอยู่ต่อได้ บางทีเขาอาจจะตายไปแล้วก็ได้
ทว่าตอนนี้…
พายุกาลเวลาของฉู่โม่วก็ได้ทำการบั่นอายุขัยเขาลงไปอีก ขณะเดียวกันก็พรากเอาพลังชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดภายในร่างของเขาไปด้วย ต่อให้เขายังคงมีพลังเหลือพอให้ปกป้องสถานที่แห่งนี้ แต่มันก็คงจะได้ไม่นานแล้ว
มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
จากผิวที่เคยชุ่มชื้น บัดนี้ได้แห้งเหี่ยวไป กล้ามเนื้อและเลือดลมก็ดูจะถดถอยลงไปด้วย เส้นผมเองก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาว ทุกสิ่งอย่างกำลังถูกกาลเวลาทวงคืนในสิ่งที่ควรเป็น
“ไม่… ฉันยังไม่อยากตาย… อย่าฆ่าฉันนะ…”
ความตายใกล้เข้ามาจนเขาสัมผัสได้ จากผู้อาวุโสผู้เต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจ มันถูกแทนที่ด้วยผู้อาวุโสที่กำลังหวาดกลัวต่อภยันตรายเบื้องหน้าไปแล้ว
เขาร้องขอความเมตตาเสียงดัง ด้วยใบหน้าที่ดูเว้าวอน เสียงร้องนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ “ได้โปรด อย่าฆ่าฉันเลย… ฉันยอมบูชาท่านเฉกเช่นท่านอาจารย์หรือนายเหนือหัว ฉันยอมที่จะนับถือท่านดั่งนายท่าน ฉันรู้ว่าที่นี่มีสมบัติอะไรบ้าง ได้โปรดอย่าฆ่าฉัน… ไว้ชีวิตฉัน… ไม่…”
เขาเฝ้าร้องห่มร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ในขณะที่เสียงของเขาก็อ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุด เสียงร้องไห้นั้นก็พลอยเงียบลงไปด้วย
ตอนนี้…
ราชันย์เทวะยุทธ์ชราภาพ ชายผู้แข็งแกร่งที่อยู่มานับปีไม่ถ้วนที่ถูกตัดอายุขัยก็ได้ตายลงในที่สุด
เมื่อความตายนั้นสมบูรณ์ ร่างเนื้อที่เคยอุดมทั่วทั้งร่างก็สลายและกลายสภาพเป็นเพียงกองกระดูก
เห็นเช่นนั้น ฉู่โม่วก็อดที่จะคิดไปต่าง ๆ นานาไม่ได้
‘แม้แต่คนที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยังไม่อาจจะหลุดพ้นการล่มสลายของกาลเวลาได้เลย!’
บรรพชนราชวงศ์จันทราเลือดผู้นี้ เป็นผู้ที่มีพลังน่ากลัวอย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่ได้เป็นจักรพรรดิเทวะยุทธ์ แต่เขาก็เข้าสู่ราชันย์เทวะยุทธ์ระดับสูงแล้ว เผลอ ๆ อาจจะอยู่ในระดับจุดสูงสุดแล้วด้วย หากเขาสามารถอยู่ได้และทลายขีดจำกัดไปยังขั้นต่อไปได้ เกรงว่าชายหนุ่มเองก็ไม่อาจจะสู้กับเขาได้
ในจักรวาลอันยิ่งใหญ่ นอกจากฉู่โม่วแล้ว ยังมีคนที่มีฝีมือแข็งแกร่งเกินระดับขั้นของตัวเองอยู่
แต่ด้วยปัญหาเรื่องอายุขัยนี้เอง มันทำให้ชายหนุ่มเพียงแค่ต้องใช้พายุกาลเวลาในการสังหารเขาเท่านั้น
ไม่กี่นาทีก่อน เขายังยิ่งใหญ่เสมือนเทพสวรรค์ในคราบมนุษย์
แต่ในพริบตาก็กลายเป็นเพียงกองกระดูกในสุสาน ตายแล้วจากไปเป็นที่เรียบร้อย
มันมีความรู้สึกอันสลับซับซ้อนมากมายในจิตใจของชายหนุ่ม แต่ท้ายสุดเขาทำเพียงก็ถอนหายใจ
หลังจากขจัดความใจอ่อนไปแล้ว ฉู่โม่วก็หันไปมองยังเป้าหมายสำคัญ ได้เวลาเก็บเกี่ยว!
เขานั้นพบถ้ำที่ผู้อาวุโสใช้เก็บสมบัติไว้มาตั้งแต่ต้นด้วยจิตสัมผัส
และอย่างที่คิด
ผู้อาวุโสผู้นี้ มีสมบัติที่เก็บไว้มากมายจริง ๆ
ลำพังเพียงหินหยกหลังจากคำนวณคร่าว ๆ ก็มีมากกว่าสามหมื่นล้านชิ้นแล้ว ไหนจะยังวัตถุดิบนับไม่ถ้วน อันประกอบด้วยอาวุธวิเศษนับสิบประเภท ซึ่งแต่ละชิ้นต่างก็มีกลิ่นอายที่กล้าแกร่ง ไม่มีชิ้นไหนเลยที่ด้อยกว่ากระบี่ทมิฬ
ในส่วนของหญ้าวิญญาณ หรือสมบัติแห่งโลกและสวรรค์ ทุกสิ่งล้วนเลอค่าและน่าเกรงขาม
มันคุ้มค่าที่จะพูดถึง
ฉู่โม่วพบขวดหยกจำนวนหนึ่งท่ามกลางสมบัติเหล่านี้
เมื่อเขาเปิดมันออก เขาก็พบว่าภายในขวดหยกเหล่านั้น มีเลือดสัตว์อสูรอยู่ และพวกมันส่วนมากเป็นระดับราชันย์เทวะยุทธ์ด้วย นอกจากนี้ชายหนุ่มก็ยังพบขวดเลือดอสูรในระดับเทียบเท่าผู้ปลุกพลังครึ่งก้าวสู่ขั้นจักรพรรดิเทวะยุทธ์อีกหลายขวดเช่นกัน
ทันทีที่เปิดมันออก เขาก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายอันน่ากลัวที่คละคลุ้งออกมา มันประกอบไปด้วยความป่าเถื่อนและกลิ่นอายของสัตว์อสูรโบราณ ชวนให้รู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่และเกรงขาม