บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 358 เทพเซียนบนสวรรค์ก็มีดีเพียงเท่านี้!
พื้นดินแตกระแหงยุบตัว รอยแยกแห่งห้วงมิติพาดผ่านนับไม่ถ้วน ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหายที่เกิดจากดาบของหนึ่งปู่ลู่ ราวกับกำลังบอกเล่าอันเงียบงันว่าดาบนี้มีอานุภาพน่าสะพรึงกลัวเพียงใด แต่วาดาบที่ทรงพลังขนาดนี้กลับสลายหายไปต่อหน้าลู่เยี่ยอีกครั้ง! เหล่าปีศาจเฒ่าที่มองเห็นภาพนี้จากระยะไกล ต่างรู้สึกตื่นตระหนก ใจเต้นระสํ่าและตกตะลึง
ครั้งนี้ที่หนึ่งปู่ลู่เชิญพวกเขามาเป็นพยาน ก็เพื่อจะเหยียดหยามและเหยียบย่ำลู่เยี่ย เพื่อให้พวกเขาได้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อกระชากเอาพลังภายนอกเหล่านั้นออกไปแล้ว ลู่เยี่ยก็เป็นเพียงมดปลวกตัวน้อยในขอบเขตแกนทองคำเท่านั้น ก่อนที่ลู่เยี่ยจะถูกสังหาร แม้พวกเขาจะไม่เต็มใจแต่ก็จำต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่ง ลู่เยี่ยเป็นเพียงเด็กหนุ่มขอบเขตแกนทองคำเท่านั้น ไม่ใช่ปีศาจเฒ่าที่มีชีวิตอยู่มานับไม่ถ้วนปี แต่ตอนนี้เมื่อลู่เยี่ยฟื้นคืนชีพจากความตาย เมื่อเห็นปราณดาบที่หนึ่งปู่ลู่ฟันออกมาแตกสลายต่อหน้าลู่เยี่ยครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกคนต่างตะลึงงัน นี่…เป็นไปได้อย่างไร นี่มันไม่ใช่พลังที่เด็กหนุ่มขอบเขตแกนทองคำจะมีได้!
ฟ้าดินสั่นสะเทือน ฝุ่นควันฟุ้งกระจาย สีหน้าของหนึ่งปู่ลู่เริ่มมืดมนลง
“เจ้ามดปลวก หรือเจ้าคิดจะตาต่อตาฟันต่อฟัน ทำลายจิตแห่งเต๋าของข้าครั้นหรือ?” หนึ่งปู่ลู่กล่าวเรียบๆ “หากเป็นเช่นนั้น เจ้าคงต้องผิดหวังอย่างใหญ่หลวง!”
ทั่วร่างของเขารับความกดดันที่คนภายนอกไม่อาจมองเห็นได้ กลิ่นอายสังหารอันน่าหวาดหวั่นสายนั้นยังคงตรงเป้าหมายไปที่เขาอย่างแน่นหนา ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีหนามทิ่มแทงทั้งแผ่นหลัง และท่าทีที่เขามีต่อลู่เยี่ยก็เริ่มจริงจังขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“เจ้ากำลังกังวลว่าเจดีย์หมื่นเร้นลับจะเข้าแทรกแซงใช่หรือไม่?” ลู่เยี่ยเอ่ยปากขึ้นอย่างกะทันหัน
หนึ่งปู่ลู่ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา “ฉลาดไม่เบา หากมิใช่เพราะข้าเกรงกลัวสิ่งของผนึกนั้น ข้าจะต้องคอยกดข่มพลังบำเพ็ญและซ่อนเร้นพลังลมปราณของข้าไว้ทำไมกัน”
ลู่เยี่ยกล่าวว่า “เจ้าวางใจได้ เจดีย์หมื่นเร้นลับจะไม่ลงมือ”
หนึ่งปู่ลู่หัวเราะลั่น กล่าวเยาะเย้ยว่า “เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อเจ้าหรือ?”
ลู่เยี่ยเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้า แล้วยื่นมือออกไปคว้าในท่าทางตามสบาย บนท้องฟ้า มิติกาลเวลาเกิดการเปลี่ยนแปลง ใบบัวสีเขียวที่เคยปกคลุมท้องนภาอยู่ก่อนหน้านี้ พลันถูกใครบางคนเด็ดลงมา ใบบัวค่อยๆ หดเล็กลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นขนาดเท่าฝ่ามือตกลงในมือของลู่เยี่ย ม่านฟาสีดำที่คุ้นเคยปรากฏบนท้องฟ้าอีกครั้ง
ความรู้สึกที่ได้รับราวกับลู่เยี่ยเพียงแค่ยกมือขึ้นเด็ดใบไม้ใบหนึ่งไป ทว่าใบไม้ใบนั้นกลับเคย ‘บดบังท้องฟ้า!’
หนึ่งปู่ลู่ราวกับถูกฟ้าผ่า ดวงตาเบิกกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ ใบบัวนั้นเดิมทีคือสมบัติลับที่เขาใช้เวลาหลอมสร้างมานับกัลป์ สามารถปกปิดพลังลมปราณ สามารถบิดเบือนฟ้าดินและพลิกกลับภูเขาและแม่น้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับของเจดีย์หมื่นเร้นลับได้! สมบัติชิ้นนี้เดิมทีอยู่ในการควบคุมของเขาตลอดมา อย่างไรก็ตาม ลู่เยี่ยเพียงแค่เอื้อมมือออกไปอย่างเรียบง่าย กลับสามารถเก็บเอาสมบัติล้ำคานี้ไปได้! และยังตัดขาดการเชื่อมโยงระหว่างเขากับสมบัติชิ้นนี้อีกด้วย! เรื่องนี้จะไม่ทำให้หนึ่งปู่ลู่ตกใจได้อย่างไร?
สิ่งที่ทำให้เขาร้องอุทานในใจว่าแย่แน่ คือเขารู้สึกได้ทันทีว่า พลังลมปราณของเจดีย์หมื่นเร้นลับตรวจพบตัวเขาแล้ว! ลู่เยี่ยที่ฟื้นคืนชีพจากความตายก็ยากจะรับมืออยู่แล้ว หากต้องเพิ่มเจดีย์หมื่นเร้นลับเข้าไปอีก… เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หนึ่งปู่ลู่ก็ชะงักไปทันที เห็นลู่เยี่ยยกมือขึ้นและชี้นิ้วเบาๆ เหนือม่านราตรีที่มืดมิดนั้น เจดีย์หมื่นเร้นลับพลันหายวับไปอย่างกะทันหัน ความรู้สึกที่มอบให้ผู้คนคือราวกับมันถูกไล่ตะเพิดไปเสียอย่างนั้น!
หนึ่งปู่ลู่ “???”
เขาตระหนักถึงความไม่ชอบมาพากล ดวงตาจ้องมองลู่เยี่ยอย่างเคร่งเครียด “เจ้าเป็นใครกันแน่?” จิตใจของเขาปั่นป่วนมิอาจสงบลงได้ มาถึงเวลานี้แล้ว มีหรือที่เขาจะไม่เข้าใจว่าสถานการณ์ตรงหน้าร้ายแรงเพียงใด? และความอันตรายนั้น ปรากฏอยู่บนร่างของลู่เยี่ยผู้ที่ตายแล้วฟื้นคืนชีพนั่นเอง!
“เจ้าศรัทธาในกฎปลาใหญ่กินปลาเล็ก ข้าก็จะคืนกฎปลาใหญ่กินปลาเล็กนั้นให้แก่เจ้า” ลู่เยี่ยเอ่ยแผ่วเบา พลางก้มลงมองใบบัวในมือ เพียงปลายนิ้วทั้งห้าของเขาบดเบาๆ ใบบัวก็แตกสลายไปทีละนิด กลายเป็นละอองแสงสีเขียวมรกตโปรยปรายสลายไปตามง่ามนิ้ว สมบัติล้ำค่าลับหนึ่งชิ้นที่ถูกเขาหลอมมานานหลายยุคหลายสมัย บัดนี้กลับเหี่ยวเฉาเหมือนกระดาษอย่างนั้นเอง
ใบหน้าของหนึ่งปู่ลู่เย็นเยียบ ความตระหนกและความกริ้วโกรธประดังประเดเข้ามา
ลู่เยี่ยจึงเงยหน้ามองไปยังหนึ่งปู่ลู่ “เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะทำให้จิตแห่งเต๋าของเจ้าแตกสลายจนตายไปแน่นอน” ถ้อยคำที่เอ่ยออกมาอย่างเรียบเฉย ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่เป็นไปตามทำนองคลองธรรมและสมเหตุสมผล ราวกับเป็นกฎสวรรค์ที่ควรจะเป็นเช่นนี้เอง!
หนึ่งปู่ลู่หรี่ตาลง กล่าวเสียงเย็นชาว่า “ที่แท้เจ้าก็คิดจะทำลายจิตแห่งเต๋าของข้า! แต่เจ้า… ทำไม่ได้หรอก!”
ตูม! เขาก้าวออกไปก้าวหนึ่ง ฉีกกระชากห้วงอากาศ ทะยานร่างมุ่งหน้าไปยังเขาเพลิงกัลป์หมายจะหนี
ลู่เยี่ยยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เพียงแค่ใช้ฝ่ามือกดลงไปเบาๆ เท่านั้น ห้วงมิติเบื้องหน้าของหนึ่งปู่ลู่พังทลายลงอย่างฉับพลัน พลังที่มองไม่เห็นห่อหุ้มร่างเขาเอาไว้ ในชั่วขณะถัดมา ร่างของเขากลับร่วงลงมายังจุดเดิมที่เคยยืนอยู่ก่อนหน้านี้ เหมือนกับมดปลวกตัวน้อยบนพื้นที่พยายามจะวิ่งหนี ทว่ากลับถูกมือใหญ่คว้ากลับมาไว้ที่เดิม
“นี่เป็นไปได้อย่างไร! เจ้า… เจ้าเป็นผู้วิเศษจากที่ใดกันแน่?” ใบหน้าของหนึ่งปู่ลู่เต็มไปด้วยความตกใจ ไม่อยากจะเชื่อ จิตใจสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ลู่เยี่ยก้าวเดินเข้ามาหา “เพียงเท่านี้ จิตแห่งเต๋าของท่านก็สั่นคลอนแล้วหรือ? แม้แต่กระดูกสันหลังและจิตแห่งเต๋าของมดปลวกอย่างข้า ก็ยังสู้ไม่ได้เลยหรือ?”
ใบหน้าของหนึ่งปู่ลู่มืดมน “เจ้าก็แค่มดปลวกที่พึ่งพาพลังภายนอกเท่านั้น มาพูดเรื่องกระดูกสันหลังและจิตแห่งเต๋ากับข้าได้อย่างไร!”
ลู่เยี่ยกรีดนิ้วออกไปทีหนึ่ง ม่านแสงปรากฏขึ้นแสดงให้เห็นภาพเหตุการณ์ที่หนึ่งปู่ลู่เคยดูหมิ่นลู่เยี่ย ในภาพ หนึ่งปู่ลู่มองลงมาที่ลู่เยี่ยด้วยสายตาเหยียดหยาม กล่าวอย่างดูแคลนว่า ‘ในโลกใบนี้จะมีความยุติธรรมที่สมบูรณ์แบบได้อย่างไร! มีเหตุผลอันใดที่ข้าต้องประลองกับเจ้าอย่างยุติธรรม? การที่ผู้แข็งแกร่งขมเหงผู่อ่อนแอนั้นคือวิถีสวรรค์! ปลาใหญ่กินปลาเล็ก กฎนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงตั้งแต่อดีตกาล! ผู้แข็งแกร่งย่อมมีสิทธิในการบงการผู้อ่อนแอนับแต่กำเนิด! ข้ามีพลังบำเพ็ญสูงกว่าเจ้า พลังก็แข็งแกร่งกว่าเจ้า จะบดขยี้เจ้าให้ตายย่อมเป็นเรื่องถูกต้องตามครรลองของฟ้าดิน! หากจะโทษก็โทษตัวเจ้าเองที่อ่อนแอกว่า โทษความไรความสามารถของเจ้า โทษที่เจ้าเป็นเพียง… ขยะไร้ค่า! ที่หากไม่มีพลังจากภายนอกก็ไม่อาจก้าวเดินได้!’
เมื่อได้เห็นภาพตนเองในตอนนั้น ใบหน้าของหนึ่งปู่ลู่พลันเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีขาว เขารู้สึกว่าถ้อยคำเหล่านั้นที่เขาเคยเอ่ยไว้ ย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจของตนเอง อับอายขายหน้าจนแทบอยากจะตายไปเสียเดี๋ยวนี้!
ลู่เยี่ยสะบัดมือทีหนึ่ง ม่านแสงนั้นก็สลายไป เขากล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “ในเมื่อการรังแกผู้อ่อนแอเป็นสิ่งที่เจ้าคิดว่าเป็นวิถีสวรรค์ แล้วทำไมเจ้าจึงคิดว่า เมื่อมดปลวกอาศัยพลังภายนอกเพื่อต่อต้าน จึงเป็นเรื่องน่าอับอายและน่าสมเพชเล่า?” เขาจ้องมองหนึ่งปู่ลู่ “หรือว่า มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เจ้าเพียงผู้เดียวที่รังแกผู้อื่นได้?”
สีหน้าของหนึ่งปู่ลู่ดำทะมึนดังผืนน้ำ “พูดเช่นนี้ก็ไร้ประโยชน์ จิตแห่งเต๋าของข้าไม่มีวันล่มสลายเพราะเรื่องเพียงเท่านี้!”
“งั้นก็ลองดู” ลู่เยี่ยดีดนิ้วออกไปคราหนึ่ง
พลังบำเพ็ญทั่วร่างของหนึ่งปู่ลู่พลันพังทลายลง ถูกทำลายทิ้งไปจนสิ้นในพริบตา! ในชั่วขณะนี้ เขาเหมือนกับพังทลายลงมา นั่งตะลึงอยู่ตรงนั้น หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงแผดร้องออกมาด้วยน้ำเสียงโอยหวนและโกรธแค้นว่า “ต่อให้ทำลายพลังบำเพ็ญของข้าแล้วอย่างไร? สุดท้ายเจ้าก็ไม่อาจทำลายจิตแห่งเต๋าของข้าได้!!” เสียงดังกังวานไปทั่วฟ้าดิน
เมื่อทุกคนที่อยู่ห่างออกไปเห็นเหตุการณ์นี้ ต่างพากันขนลุกขนพอง หัวใจพลุกพล่านราวกับคลื่นยักษ์ เซียนผีผู้ยิ่งใหญ่ ตัวตนที่อันตรายที่สุดในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า กลับถูกทำลายพลังบำเพ็ญทิ้งง่ายๆ เช่นนี้เชียวหรือ? พวกเขามองออกอย่างชัดเจนว่า ตั้งแต่ต้นจนจบ หนึ่งปู่ลู่ถูกบดขยี้ฝ่ายเดียวโดยไม่มีโอกาสขัดขืนแม้แต่น้อย ทว่าเพราะเหตุนี้เอง จึงทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดผวาและขวัญหนีดีฝ่อยิ่งนัก ลู่เยี่ยฟื้นคืนชีพจากความตายจะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงไหนกัน? เทพเซียนบนสวรรค์ก็มีดีเพียงเท่านี้!
“เสียกิริยาถึงเพียงนี้ จิตใจระสํ่าระสายไปหมดแล้ว ยังจะกล้าคุยโวว่าทำลายมิได้อีกหรือ?” ลู่เยี่ยส่ายหน้าเบาๆ “เจ้าทะนงตนว่ามีพลังบำเพ็ญสูงส่ง แต่ทว่าเมื่อถูกทำลายพลังบำเพ็ญลง จิตแห่งเต๋าของเจ้ากลับมิอาจเทียบได้แม้แต่มดปลวกเช่นข้า เจ้าไม่รู้สึกว่ามันน่าขันบ้างหรือ?”
เขายืนจ้องมองหนึ่งปู่ลู่อยู่อย่างนั้น ถ้อยคำที่เอ่ยออกมาไม่ได้แฝงแววเยาะเย้ย ราวกับเพียงแค่บอกเล่าความจริงประการหนึ่งเท่านั้น ทว่าความจริงประการนี้เองที่กระตุ้นให้หนึ่งปู่ลู่ตาแดงก่ำด้วยความแค้นเคืองจนแทบคลั่ง เขาเงยหน้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะแผดเสียงตะโกนว่า
“ไม่ต้องมาพูดจาไร้สาระกับข้า! มาทำลายจิตแห่งเต๋าของข้าเลย! ถึงอย่างนั้น ในสายตาข้า เจ้าก็ยังคงเป็นแค่มดปลวกที่น่าเวทนาและน่าเศร้าตัวหนึ่งอยู่ดี!”