บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 357 ยิ่งถูกทำลายใจ ก็ยิ่งยอมรับ
บทที่ 357 ยิ่งถูกทำลายใจ ก็ยิ่งยอมรับ
สายตาของหนึ่งปู่ลู่เปล่งประกายร้อนแรง ราวกับกำลังจ้องมองสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า ความเป็นและความตายมีข้อต้องห้ามอันยิ่งใหญ่ และมีความน่าสะพรึงกลัวอันมหาศาลซ่อนอยู่ ในความเข้าใจของหนึ่งปู่ลู่ ต่อให้เป็นตัวตนที่อยู่สูงส่งดุจเทพเซียนเพียงใด หากต้องเผชิญกับทัณฑพิบัติ สุดท้ายก็มิอาจหนีพ้นชะตากรรม วิญญาณแตกสลายและดับสูญไปตลอดกาล ทว่ายามนี้ บนร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง เส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตายกลับถูกทำลายและพลิกผัน นี่คือปาฏิหาริย์อย่างแท้จริง!
เขาทําได้อย่างไร? สิ่งแรกที่หนึ่งปู่ลู่นึกถึงคือลวดลายที่ดูราวกับความโกลาหล
“แม้แต่พลังบำเพ็ญก็ฟื้นคืนกลับมาทั้งหมด ช่างเป็นการพลิกผันความเป็นตายและช่วงชิงวาสนาแห่งฟ้าดินโดยแท้…” หนึ่งปู่ลู่พึมพำ เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าลู่เยี่ยหาได้เพียงฟื้นคืนชีพกลับมาเท่านั้น แต่พลังบำเพ็ญยังกลับคืนมาสู่ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย
“ต่อสู้กันอีกครั้งหนึ่งหรือไม่?” ณ ที่ไกลออกไป ลู่เยี่ยผู้ที่ตายแล้วฟื้นคืนชีพนั้นเงยหน้ามองไปทางหนึ่งปู่ลู่ ประโยคที่เอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ผันผ่าน ทุกคนสังเกตเห็นว่าละอองแสงแห่งความโกลาหลที่ปกคลุมรอบกายลู่เยี่ยได้เลือนหายไป ทำให้เขาราวกับสูญเสียอาภรณ์เทพศักดิ์สิทธิ์และกลับคืนสู่บุคลิกเดิมเช่นกาลก่อน
“ได้สิ” หนึ่งปู่ลู่ยิ้มตาหยีกล่าวว่า “ข้าสามารถสังหารเจ้าได้หนึ่งครั้ง ก็สามารถสังหารเจ้าได้เป็นครั้งที่สอง คราวนี้ข้าอยากจะดูว่า เจ้าจะยังสามารถฟื้นคืนชีพได้อีกหรือไม่!”
ลู่เยี่ยพยักหน้า เอ่ยสั้นๆ ได้ใจความว่า “มาแล้วก็ขอความตายซะ”
“เจ้ามดปลวก หลังจากฟื้นคืนชีพแล้วดูเจ้าจะมั่นใจนักนะ” หนึ่งปู่ลู่ดีดปลายนิ้ว ดาบแห่งวิถีสายหนึ่งพุ่งไปทางลู่เยี่ย ม่านราตรีที่มืดมิดถูกแสงดาบสาดส่องจนสว่างไสว ผู้คนที่อยู่ไกลออกไปล้วนตกตะลึง ดาบเล่มนี้แข็งแกร่งยิ่งกว่าปราณดาบที่หนึ่งปู่ลู่เคยใช้มาก่อนหน้านี้เสียอีก! เห็นได้ชัดว่าสำหรับลู่เยี่ยที่ ‘ตายแล้วฟื้นคืนชีพ’ หนึ่งปู่ลู่มิได้ประมาทเลยแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อปราณดาบแห่งวิถีนั้นฟันลงมา มันกลับหยุดชะงักอยู่เหนือศีรษะของลู่เยี่ยสามฉี่ ราวกับถูกขุมพลังที่มองไม่เห็นต้านทานไว้! ในขณะที่ลู่เยี่ยยังคงยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นไม่ไหวติง สีหน้าสงบนิ่งเป็นปกติ เขาไม่ได้เหลือบมองปราณดาบแห่งวิถีนั้นเลยแม้แต่หางตา และปราณดาบแห่งวิถีนั้นสั่นสะท้านส่งเสียงหึ่งๆ คล้ายเสียงคร่ำครวญด้วยความหวาดกลัว จากนั้นก็ระเบิดออกเสียงดังสนั่น กลายเป็นเศษเสี้ยวแสงสว่างกระจายไปทั่วและมอดดับลง
เกิดอะไรขึ้น? ทุกคนต่างตกตะลึงและรู้สึกยากที่จะทำความเข้าใจ หนึ่งปู่ลู่หรี่ตาลง หลังจากตายแล้วฟื้นคืนชีพ ลู่เยี่ยคนนี้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ!
“แค่นี้เองหรือ?” ลู่เยี่ยถาม แววตาเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น จ้องมองหนึ่งปู่ลู่อย่างสงบ
เป็นเพียงคำสั้นๆ สองคำที่ดูธรรมดา ก่อนหน้านี้ตอนที่หนึ่งปู่ลู่กำลังเหยียดหยามและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของลู่เยี่ย เขาก็เคยถามเช่นนี้มาแล้ว ทว่ายามนี้ เมื่อคำถามนี้เข้าสู่โสตประสาทของหนึ่งปู่ลู่ มันกลับกลายเป็นการประชดประชันอย่างรุนแรง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “เป็นขุมพลังลึกลับนั่นที่ช่วยเจ้าอยู่ใช่หรือไม่?” จากนั้นเขาหัวเราะและถอนหายใจ “สมแล้ว มดปลวกก็คิอมดปลวก ได้แต่ต้องพึ่งพาพลังภายนอกมาเสริมบารมีให้ตนเอง!” ถ้อยคำนั้นเต็มไปด้วยความดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
ลู่เยี่ยยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งเช่นเดิม ไม่ใส่ใจคำถากถางนั้น เขาก้าวเดินตรงไปหาหนึ่งปู่ลู่ เพียงก้าวแรกที่เหยียบย่าง รอยยิ้มบนใบหน้าของหนึ่งปู่ลู่พลันแข็งค้าง จิตใจตึงเครียดขึ้นมาทันที กลิ่นอายแห่งการสังหารอันน่าพรึงเพริดที่ยากจะพรรณนาเข้าตรึงเป้าเขาไว้อย่างเงียบเชียบ! กลิ่นอายสังหารนี้รุนแรงมากจนทำให้เขารู้สึกถึงความกดดันในจิตใจและหนาวสะท้านไปทั้งแผ่นหลัง
หนึ่งปู่ลู่หาได้ลังเลไม่ เขาคำรามเบาๆ แล้วลงมือในทันที ตูม! อาภรณ์ของเขาโบกสะบัด พลังลมปราณรอบกายคำรามกึกก้อง ในฝ่ามือควบแน่นปราณดาบยาวนับร้อยจั้ง ความเกรียวกราดของเจตจำนงดาบทำใหอากาศโดยรอบแตกสลาย แสงดาบแห่งการทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวทำให้ดวงตาของผู้ชมการต่อสู้ในระยะไกลแสบร้อน ทุกคนต่างรู้สึกหวาดกลัว นี่หรือคือพลังที่แท้จริงของหนึ่งปู่ลู่?
“ฟับ!” หนึ่งปู่ลู่ตวัดมือฟันออกไป ปราณดาบร้อยจั้งราวกับมังกรเหมันต์ยาวร้อยจั้ง ฉีกกระชากท้องฟ้าพุ่งฟันลงมาด้วยความโกรธเกรี้ยว “สามารถบีบบังคับให้ข้าใช้พลังบำเพ็ญเต๋าถึงครึ่งหนึ่งได้ เจ้ามดปลวกน้อยตายไปก็นับว่ามีเกียรติแล้ว!” หนึ่งปู่ลู่พึมพำในใจ ระหว่างคิ้วเต็มไปด้วยความมั่นใจล้นเปี่ยม
แต่วาในชั่วขณะถัดมา เขาก็ตองชะงักค้าง ดาบนั้นเมื่อฟาดฟันมาถึงเบื้องหน้าลู่เยี่ย กลับถูกสกัดกั้นไว้อีกครา! มันระเบิดสลายไปท่ามกลางเสียงคร่ำครวญกึกก้อง ฟู่!
นี่เป็นไปได้อย่างไร? สีหน้าหนึ่งปู่ลู่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ในฐานะ ‘เซียนผี’ ที่อันตรายที่สุดแห่งเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า ผู้ฝึกดาบที่หมกมุ่นในวิถีดาบมานับไม่ถ้วนปี เขารู้ดีกว่าใครว่าพลังดาบครั้งนี้ของเขาน่าสะพรึงกลัวเพียงใด การจะสังหารบรรพชนคางคกโลหิตหรือเต่าเฒ่าพวกนั้น ก็เป็นเรื่องที่จบได้ในดาบเดียวเท่านั้น! แต่ตอนนี้ ลู่เยี่ยยังไม่ทันได้ลงมือด้วยซ้ำ ดาบของเขากลับถูกกำจัดทำลายจนสิ้น!
หนึ่งปู่ลู้อดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงช่วงเริ่มประลองกับลู่เยี่ย ในตอนนั้นเขาก็ยืนอยู่เฉยๆ ไม่ไหวติง ปล่อยให้ลู่เยี่ยพุ่งเข้าโจมตี ในตอนนั้นเขาราวกับกำลังมองดูมดตัวน้อยที่พยายามสั่นคลอนต้นไม้ใหญ่ รู้สึกว่ามันช่างน่าขันและเหลวไหลสิ้นดี ไม่สิ! ควรจะเป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟมากกว่า ทั้งที่รู้ว่าต้องตายแต่ก็ยังถือสังขารมารนหาที่ตายอย่างไม่เจียมตัว!
ทว่าเมื่อเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับตนเอง เขากลับรู้สึกขัดเคือง อัดอั้น และโกรธแค้นอย่างยิ่ง ในชั่วขณะนี้ หนึ่งปู่ลู่ก็แน่ใจเสียทีว่า ลู่เยี่ยที่ฟื้นคืนชีพมานั้น ชัดเจนว่าต้องการแก้แค้นตาต่อตาฟันต่อฟัน! เขาต้องการจะนำสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับตนเองมาสนองคืนแก่เขาอย่างทีละเรื่อง!
ทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ความจริงแล้วทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วพริบตา ลู่เยี่ยไม่ได้หยุดฝีเท้า เขายังเดินตรงไปหาหนึ่งปู่ลู่อย่างไม่สนใจสิ่งใด ทั้งยังไม่เอ่ยปากพูดอะไรออกมาอีก ท่าทางที่เงียบงันไม่พูดจานั้น กลับทำให้ผู้คนรู้สึกถึงแรงกดดันอันมหาศาล
จิตใจของผู้เฝ้ามองจากระยะไกลต่างตึงเครียดอย่างเงียบๆ ทุกคนกลั้นหายใจ สัมผัสได้ถึงความกดดันที่ไร้ตัวตน และหนึ่งปู่ลู่เป็นผู้ที่รู้สึกถึงมันรุนแรงที่สุด ขณะที่ลู่เยี่ยเข้าใกล้ กลิ่นอายสังหารที่เคยตรึงเป้าเขาไว้อย่างแน่นหนานั้น ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สภาวะจิตใจ จิตเทวะ มหาวิถี และพลังปราณทั่วร่างของเขาต้องเผชิญกับผลกระทบมหาศาล
“เจ้ามดปลวก! พลังภายนอกย่อมมีขีดจำกัด เจ้าคิดจะใช้วิธีนี้มาสนองคืนแก่ข้า ย่อมเป็นการเพ้อฝันโดยแท้!” หนึ่งปู่ลู่แค่นเสียงเย็นชาแล้วลงมือโจมตีอีกครั้ง แขนเสื้อทั้งสองข้างโบกสะบัด ระหว่างคิ้วเต็มไปด้วยเจตนาสังหาร เจตจำนงดาบบนร่างของเขาพลันพุ่งพรวดขึ้นราวกับภูเขาถล่มและคลื่นยักษ์ซัดกระหน่ำ ทั่วทั้งสี่ทิศสั่นสะเทือน ห้วงมิติในรัศมีพันจั้งโดยมีหนึ่งปู่ลู่เป็นศูนย์กลางพังทลายลงทันที แตกออกเป็นรอยแยกนับไม่ถ้วน พื้นดินกำลังทรุดตัวและจมลง ปราณดาบที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคราก่อนๆ ได้ควบแน่นขึ้นในฝ่ามือของหนึ่งปู่ลู่
ในชั่วขณะนี้ ในบรรดาผู้แข็งแกร่งที่กำลังชมการต่อสู้อยู่ห่างออกไป ยกเว้นบรรดาปีศาจเฒ่าระดับสูงสุดเหล่านั้น คนอื่นๆ ไม่อาจลืมตาขึ้นได้ แม้แต่จิตเทวะก็ถูกกดทับจนไม่สามารถรับรู้ภาพเหตุการณ์ใดๆ หนึ่งปู่ลู่แผดร้องลั่นพร้อมฟาดฟันดาบออกไป
ในความพร่าเลือน ผู้คนคล้ายกับมองเห็นแสงสีทองที่โชติช่วงสายหนึ่ง พร้อมพลังที่สามารถทำลายทุกสิ่งได้อย่างฉีกกระชากความมืดมิดจากสรวงสวรรค์ลงมา ช่างทรงอำนาจยิ่งนัก ช่างรุนแรงเฉียบคมเหลือเกิน ภายใต้กระบวนท่าดาบนี้ราวกับสามารถทำลายล้างทุกสรรพสิ่งและทำลายทุกอุปสรรคที่ขวางกั้น เพียงแค่อานุภาพของพลังดาบนั้นก็ทำให้ทั่วทั้งฟ้าดินสั่นสะเทือน!
เมื่อฟันดาบนีหมู่ออกไป หนึ่งปู่ลู่ก็รู้สึกสะท้อนใจอย่างยิ่ง หลังจากถูกกักขังมานานนับกัลป์ เมื่อได้หลุดพ้นออกมา เป็นครั้งแรกที่เขาลงมืออย่างสุดกำลัง หาได้มีการออมมือแม้เพียงนิด! ในอดีต ทั่วทั้งเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า มีเพียงสิ่งต้องห้ามเจดีย์หมื่นเร้นลับเท่านั้นที่คู่ควรให้เขาฟันดาบเช่นนี้! แต่ตอนนี้ กระบวนท่าดาบเช่นนี้กลับใช้เพียงเพื่อฟันมดปลวกตัวเล็กๆ เท่านั้น ทำให้หนึ่งปู่ลู่อดรู้สึกไม่สบายใจไม่ได้ ตูม!
ปราณดาบฟันลงมา ลู่เยี่ยยังคงก้าวเดินต่อไป สีหน้าสงบนิ่งเหมือนเดิม แม้ในดวงตาของเขาจะปรากฏเงาของดาบสายนี้ ทว่าเขากลับไม่ได้ชายตามองมันเลยแม้แต่น้อย! หลังจากนั้น เหมือนกับครั้งก่อน ปราณดาบแห่งวิถีนี้ถูกสกัดกั้นไว้ภายนอกร่างของลู่เยี่ย ก่อนจะระเบิดสลายและมอดดับไป แสงสว่างกระจายไปทั่วฟ้า ทำให้ร่างสูงโปร่งองอาจของลู่เยี่ยดูงดงามราวกับอยู่ในความฝัน
เป็น… เป็นไปได้อย่างไร!? ในช่วงเวลานั้น ดวงตาของหนึ่งปู่ลู่เบิกกว้าง ใบหน้าเปลี่ยนสีไปในที่สุด ระหว่างคิ้วปรากฏความตระหนกตกใจที่ไม่อาจระงับไว้ได้ ช่างเหลือเชื่อและยากที่จะยอมทำใจยอมรับเหลือเกิน!