บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 359 หนึ่งแยกเป็นสาม สามรวมเป็นหนึ่ง
บทที่ 359 หนึ่งแยกเป็นสาม สามรวมเป็นหนึ่ง
จิตแห่งเต๋าของหนึ่งปู่ลู่สั่นคลอน อารมณ์หลุดจากการควบคุม แต่จิตแห่งเต๋าก็ไม่ได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
ลู่เยี่ยไม่รู้สึกแปลกใจ เขาเอ่ยเสียงเรียบว่า “หนึ่งร่างสองวิญญาณ เจ้าตายไปแต่จิตเทวะอีกดวงยังคงมีชีวิตอยู่ สำหรับร่างหลักของเจ้าแล้ว นี่กลับเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ ข้าพูดถูกหรือไม่?”
เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของหนึ่งปู่ลู่หยุดชะงักทันที สีหน้าที่ดูวิปลาสเลือนหายไป หลงเหลือเพียงใบหน้าที่ซีดเผือดและดูย่ำแย่ถึงขีดสุด “นี่เป็นเรื่องของข้า ไม่เกี่ยวอะไรกับหนึ่งปูกุย!”
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างสงบ “พวกเจ้าคือหนึ่งร่างสองวิญญาณ อีกทั้งเขายังช่วยเจ้าให้หลุดพ้นจากพันธนาการ จะบอกว่าไม่เกี่ยวได้อย่างไร?”
หนึ่งปู่ลู่โกรธจัดจนผมเผ้าตั้งชัน “ในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้าแห่งนี้ ใครบ้างไม่รู้ว่าข้ากับหนึ่งปูกุยเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน? หากเจ้ามีฝีมือจริง ไฉนต้องลากเอาเขามาเกี่ยวข้องด้วย?”
ลู่เยี่ยชี้ไปที่ยอดเขาเพลิงกัลป์แล้วเอ่ยเรียบว่า “ถ้าเช่นนั้น เหตุใดเจ้าต้องลากลู่ซิงอีมาเกี่ยวข้องด้วยเล่า?”
หนึ่งปู่ลู่อึ้งจนน้ำท่วมปาก ลู่เยี่ยหมุนตัวกลับไป ทอดสายตามองไปยังที่อันไกลโพ้นของขอบฟ้า จากนั้นเขายื่นมือออกไปคว้าคราหนึ่ง ในชั่วขณะถัดมา เงาร่างหนึ่งก็ตกลงมาตรงหน้าหนึ่งปู่ลู่ บุรุษผู้นั้นสวมชุดผ้าป่าน แผ่นหลังตั้งตรงดุจทวน ผู้คนที่ยืนดูการต่อสู้อยู่ไกลๆ ต่างจำได้ในแวบแรกว่า นั่นคือหนึ่งปูกุย!
หนึ่งปู่ลู่ไม่อยากจะเชื่อสายตา “เจ้า… เจ้าสามารถคว้าตัวเขาจากระยะทางอันไกลโพ้นจากหุบเขาเซียนดับสูญมาที่นี่ได้เชียวหรือ?” น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ ต้องมีพลังบำเพ็ญสูงส่งเพียงใดถึงจะทำเช่นนี้ได้?
หนึ่งปูกุยลุกขึ้นยืน เขามองหนึ่งปู่ลู่แวบหนึ่ง ก่อนจะหันมามองลู่เยี่ย แล้วก็เข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างในทันที “คิดไม่ถึงว่า เปลี่ยนให้เจ้าเป็นคนลงมือ ก็ยังมิอาจค้นหาร่างวิถีของพวกเรากลับมาได้ จนต้องมาประสบความล้มเหลวในขั้นตอนสุดท้ายเช่นนี้” หนึ่งปูกุยทอดถอนใจแผ่วเบา
ลู่เยี่ยกล่าว “ค้นหาร่างวิถีของพวกเจ้ารับมาหรือ? เรื่องนี้จะยากเย็นอันใด”
ขณะที่กล่าว เขาก็ยื่นมือออกไปคว้าอีกครั้ง ณ ที่ห่างไกลสุดขอบฟ้า ใต้สระสายฟ้าน้อย สุสานใต้ดินที่ไม่เคยเปิดมาหลายยุคสมัยก็ถูกเปิดออกด้วยเสียงดังกึกก้อง ในชั่วขณะถัดมา เงาร่างหนึ่งก็ถูกคว้าจับและเคลื่อนย้ายผ่านห้วงอากาศมาตกลงเบื้องหน้าลู่เยี่ย
นั่นคือบุรุษที่มีหน้าตาเหมือนกับหนึ่งปู่ลู่ราวกับพิมพ์เดียวกัน เขาสวมอาภรณ์สีขาวราวหิมะ ดวงตาปิดสนิท กลิ่นอายทั่วร่างสงบนิ่ง นี่เป็นร่างหลักของหนึ่งปู่ลู่และหนึ่งปูกุย!
เต่าเฒ่าที่คอยสังเกตการณ์จากระยะไกล สีหน้าเปลี่ยนไปทันที ทั่วทั้งเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้าแห่งนี้ มีเพียงเขาคนเดียวที่รู้ว่า ร่างหลักของหนึ่งปู่ลู่และหนึ่งปูกุยถูกกักขังอยู่ใต้สุสานใต้สระสายฟ้าน้อยมาตลอด ความลับนี้เขาฝังมันไว้ในใจมาเนิ่นนาน แต่ไม่คาดคิดเลยว่าลู่เยี่ยจะล่วงรู้และสามารถคว้าร่างนี้มาได้จากระยะไกลอีกด้วย!
และในตอนนี้ ทั้งหนึ่งปู่ลู่และหนึ่งปูกุยต่างตะลึงงัน จ้องมองร่างวิถีของตัวเองตาไม่กระพริบ สีหน้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง ตูม! หนึ่งปูกุยกลายเป็นแสงวิถีพุ่งเข้าไปในร่างหลักของตนทันที ทันใดนั้น บุรุษในอาภรณ์ขาวสะอาดที่นอนอยู่บนพื้นก็ลืมตาขึ้นอย่างเงียบๆ พลังลมปราณทั่วร่างเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ตั้งแต่ต้นจนจบ ลู่เยี่ยยืนมองอยู่อย่างสงบ มิได้ขัดขวางหรือเอ่ยคำใดๆ
“ในที่สุด… ก็ทวงคืนกลับมาได้แล้ว…” บุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวดุจหิมะลุกขึ้นนั่ง มองมือทั้งสองข้างของตน ดวงตาเปล่งประกายความตื่นเต้น สีหน้าของหนึ่งปู่ลู่ซับซ้อน ยามนี้พลังบำเพ็ญของเขาถูกทำลายลงแล้ว ย่อมไม่สามารถแย่งชิงกับหนึ่งปูกุยได้
“กลับมาเถิด มาร่วมมือกันตัดสินแพ้ชนะกับสหายเตาผู้มีพลังศักดิ์สิทธิ์กว้างขวางท่านนี้ดูสักครา” บุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวหันไปมองที่หนึ่งปู่ลู่ก่อนสะบัดมือหนึ่งครั้ง
ร่างของหนึ่งปู่ลู่กลายเป็นลำแสงพุ่งเข้าไปในร่างของบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาว ทันใดนั้น กลิ่นอายของบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวก็เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง แววตาแฝงไปด้วยประกายแสงอันลึกล้ำและลึกลับยิ่งขึ้น เมื่อเขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ผืนฟ้าและแผ่นดินบริเวณนี้ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ขุนเขาและแม่น้ำทั่วสารทิศต่างสั่นไหว เจตจำนงดาบอันเฉียบคมที่ยากจะพรรณนาแผ่ซ่านออกมาจากร่างของบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาว
“สองวิญญาณหลอมรวมเป็นหนึ่ง ปลูกพลังบำเพ็ญเต๋าที่ถูกผนึกอยู่ในร่างหลักให้ตื่นขึ้นโดยสมบูรณ์!” เต่าเฒ่าใจสั่นระริก “ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เขาไม่ใช่หนึ่งปู่ลู่อีกต่อไป และไม่ใช่หนึ่งปูกุยอีกต่อไป แต่เป็นเขาเองแล้ว…”
บุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวตรงหน้านี้ คือผู้ที่มีพลังอันแข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบมิได้ นอกจากเขาจะมีหนึ่งร่างสองวิญญาณมาแต่กำเนิดแล้ว น่ากลัวที่สุดคือเขามีเส้นทางสามมหาวิถีอยู่ในตัวคนเดียว ในร่างหลักของเขาฝึกฝนเส้นทางมหาวิถีหนึ่งสาย และจิตเทวะทั้งสองต่างก็ฝึกฝนเส้นทางมหาวิถีอีกคนละหนึ่งสาย ราวกับ ‘หนึ่งแยกเป็นสาม สามมหาวิถีหลอมรวมเป็นหนึ่ง!’ และผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดย่อมเป็นร่างหลักของบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวอย่างแน่นอน!
ในช่วงเวลานี้ ผู้คนที่อยู่ห่างออกไปซึ่งกำลังสังเกตการณ์ ก็รับรู้ได้ว่าความแข็งแกร่งของพลังลมปราณของบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวนั้น เหนือกว่าหนึ่งปู่ลู่อย่างมาก!
“ยินดียิ่งนักที่สหายเตาได้มอบโอกาสให้ข้าได้ตื่นขึ้น” ในตอนนี้บุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวหันมามองลู่เยี่ย
“เจ้าดีใจเร็วเกินไปแล้ว” ลู่เยี่ยกล่าวอย่างสงบ “การที่ข้าคว้าตัวเจ้ามาที่นี่ ก็เพียงเพื่อจะกำจัดเจ้าและจิตเทวะทั้งสองของเจ้าให้สิ้นซาก”
บุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวหัวเราะออกมา “จะต้องทำลายจิตแห่งเต๋าของข้าถึงจะพอใจหรือ?”
ลู่เยี่ยพยักหน้า “แน่นอน”
รอยยิ้มบนใบหน้าของบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวจางลง จ้องมองลู่เยี่ยชั่วครู่แล้วกล่าวว่า “ขอถามว่า สหายเตามีนามว่าอะไร? มาจากสำนักใด?”
ลู่เยี่ยตอบ “ลู่เยี่ย ไม่มีสำนักใด”
บุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวขมวดคิ้ว “ถึงเวลาเช่นนี้แล้ว สหายเตายังไม่ยอมบอกความจริงอีกหรือ?”
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างเรียบเฉย “เจ้าไม่คู่ควร”
บุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาว “……” เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะชี้ไปที่ตัวเอง “เช่นนั้น สหายเตา ดูออกหรือไม่ว่าข้ามีที่มาอย่างไร?”
ลู่เยี่ยตอบ “ไม่สนใจจะรู้” ทันใดนั้น เขาก็ยกมือขวาขึ้น ชิ้ง!
ณ ยอดเขาเพลิงกัลป์ในที่ห่างไกล ดาบหักที่ปักอยู่ในร่างของลู่ซิงอีพลันสั่นสะเทือนอย่างแรง ก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกอากาศตรงมาหาบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาว ในชั่วพริบตามันก็ตกลงในมือของบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาว เขาเผยรอยยิ้มเล็กน้อย “ถ้าเช่นนั้น ข้าก็อยากจะรู้หนักว่า สหายเตาจะทำลายจิตแห่งเต๋าของข้าได้อย่างไร!”
เมื่อมีดาบหักอยู่ในมือ พลังลมปราณทั่วร่างของบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวยิ่งน่าสะพรึงกลัว ทั้งผืนฟ้าและแผ่นดินนี้กำลังสั่นไหวราวกับจะพังทลายย่อยยับ
“ช้าก่อน” ลู่เยี่ยพลันเอ่ยปาก
บุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวหัวเราะพลางกล่าวว่า “สหายเตาเปลี่ยนใจแล้วหรือ? ดีมาก! ข้าก็ไม่อยากเป็นศัตรูกับผู้ลึกลับเช่นสหายเตาเช่นกัน”
ขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้น ลู่เยี่ยก็ยกมือขึ้นคว้าคราหนึ่ง ชิ้ง! ณ ที่ห่างไกลในใจกลางเขาเพลิงกัลป์ ทันใดนั้นก็มีเสียงดาบดังก้องออกมา จากนั้นปลายดาบที่หักครึ่งเล่มหนึ่งก็พุ่งผ่านห้วงอากาศ มาหยุดอยู่เบื้องหน้าบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาว
บุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวตกตะลึง ปลายดาบที่หักครึ่งนี้กับดาบหักในมือของเขา แท้จริงแล้วเป็นชิ้นเดียวกัน! หนึ่งในจุดประสงค์ของการที่ส่งจิตเทวะหนึ่งปู่ลู่มาไปยังเขาเพลิงกัลป์ครั้งนี้ ก็เพื่อตามหาปลายดาบครึ่งท่อนนี้ แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า ตนเองมิตองออกแรงหาแม้แต่น้อย คู่ต่อสู้กลับเป็นฝ่ายส่งปลายดาบครึ่งท่อนนี้มาให้ถึงตรงหน้า?
บุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวสูดหายใจเข้าลึก “เหตุใดเจ้าถึงทำเช่นนี้? จงใจแสดงความสามารถเพื่อทำลายจิตใจข้าอย่างนั้นหรือ?”
ลู่เยี่ยตอบอย่างสงบ “ข้าอยากจะเห็นว่า ในยามที่เจ้าแข็งแกร่งที่สุดแล้ว ข้าทำลายทุกอย่างของเจ้าทิ้งไป เจ้าจะมีความรู้สึกอย่างไร”
บุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาว “……” เขารับปลายดาบครึ่งท่อนนั้นมาอย่างเงียบงัน แล้วต่อเข้ากับดาบหักในมือ พร้อมกับเสียงดาบดังขึ้น ดาบแห่งวิถีในมือของบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวก็คืนสภาพสมบูรณ์ กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวดาบพลันพุ่งทะยานขึ้นเท่าตัว
“แม้ทุกสิ่งจะถูกทำลาย จิตแห่งเต๋าของข้าก็จะไม่ถูกเจ้าทำลายได้!” บุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวมองด้วยสายตาอันสงบนิ่ง “ข้าไม่เชื่อ เจ้าลองดูก็ได้”
ลู่เยี่ยพยักหน้า “ได้”
บุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวชักดาบออกมาอย่างฉับพลัน คมดาบปลดปล่อยเจตจำนงดาบอันแข็งแกร่งไร้เทียมทาน ทำให้ผืนฟ้าและแผ่นดินแห่งนี้ราวกับกระดาษที่ถูกพังทลายและจมดิ่ง ขุนเขาและสรรพสิ่งทั้งมวลกำลังแตกสลายและพังทลาย พลังอำนาจของดาบนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวลึกล้ำจนยากจะจินตนาการ ม่านราตรีที่ปกคลุมท้องนัพลันแตกเป็นรอยแยกขนาดมหึมานับไม่ถ้วน ในวินาทีนี้แสงสว่างอันสดใสเริ่มปรากฏ ขับไลความมืดมิดให้จางหาย ทำให้การฟาดฟันดาบครั้งนี้แผงไว้ซึ่งพลังอันไรรูปอันทรงพลานุภาพ ราวกับมาพร้อมกับพลังอำนาจแห่งสวรรค์!