บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 343 ยิงธนูหนึ่งดอกได้นกสามตัว
เซียนผีหนึ่งปู่ลู่ เขาคือคนที่อันตรายที่สุดในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า
ลู่เยี่ยขมวดคิ้วมุ่น หากเป็นเช่นนี้ เมื่อใดที่หนึ่งปู่ลู่หลุดพ้นจากพันธนาการ คนแรกที่จะเผชิญกับภัยคุกคามย่อมหนีไม่พ้นท่านอารองอย่างแน่นอน เมื่อคิดได้เช่นนั้น ลู่เยี่ยก็สัมผัสได้ถึงความกดดันอันหนักอึ้งที่ถาโถมเข้ามา ท่านอารองถูกกักขังอยู่ที่เขาเพลิงกัลป์ ไม่ต่างอะไรกับลูกแกะที่รอการถูกเชือด!
ลู่เยี่ยไม่เคยลืมเลยว่า ในตอนนั้นพี่ใหญ่ลู่เซียวของเขาก็เคยประสบกับวิกฤตที่คล้ายคลึงกันนี้มาก่อน
‘หลังจากไปที่สายหลักหมอผีสวรรค์แล้ว ข้าจะต้องรีบไปเขาเพลิงกัลป์ทันที!’ ลู่เยี่ยกล่าวในใจ เขาลุกขึ้นยืนเตรียมตัวจะจากไป
“อยากฟังคำเตือนจากข้าสักหน่อยหรือไม่?” เซิ่งจุนอวิ่นซิวกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พลังบำเพ็ญของเจ้ายังอ่อนแอเกินไป เพียงแคกลิ่นอายสายหนึ่งของหนึ่งปู่ลู่ก็สามารถสังหารเจ้าได้เป็นพันเป็นหมื่นครั้ง หากเจ้าต้องการประลองกำลังกับเขา เจ้าไม่มีโอกาสชนะเลยสักนิด”
ลู่เยี่ยย้อนถาม “เจ้าคิดว่าข้าจะฟังคำเตือนงั้นหรือ?”
เซิ่งจุนอวิ่นซิวหัวเราะ “ไม่หรอก ข้าเพียงแคไม่อยากเห็นเจ้าตายในมือของหนึ่งปู่ลู่จึงเตือนเจ้าเท่านั้น”
ลู่เยี่ยรู้สึกใจสั่น นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “ตอนนั้นเจ้าทำอย่างไรถึงทำให้จักรพรรดิหมอผีตกลงเป็นพันธมิตรกับเทพมารจากนอกอาณาเขตได้?”
เซิ่งจุนอวิ่นซิวตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ย่อมต้องเป็นเพราะข้ามอบความหวังในการต่อกรกับเจดีย์หมื่นเร้นลับให้แก่เขาน่ะสิ”
“ง่ายถึงเพียงนั้นเลยหรือ?” ลู่เยี่ยกล่าวว่า “ข้าไม่เชื่อหรอกว่า จักรพรรดิหมอผีจะดูไม่ออกว่า การหลอมสร้างภาพมารสวรรค์หมื่นวิญญาณจะทำให้เผ่าหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อนต้องจ่ายราคาที่โหดร้ายเพียงใด”
แววตาของเซิ่งจุนอวิ่นซิวฉายประกายประหลาด “หากข้าบอกว่า เดิมทีเขาก็ตองการใช้ ‘ภาพมารสวรรค์หมื่นวิญญาณ’ กำจัดผู้ที่เห็นต่างภายในเผ่าหมอผีเล่า?”
ลู่เยี่ยใจสั่นสะท้าน รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
เซิ่งจุนอวิ่นซิวแย้มยิ้มกล่าวว่า “การยืมเคล็ดวิชาลับของเทพมารจากนอกอาณาเขตของข้า ประการแรกสามารถต่อกรกับเจดีย์หมื่นเร้นลับ ประการที่สองสามารถกำจัดผู้ที่เห็นต่างแล้วยังโยนความผิดให้กับเทพมารจากนอกอาณาเขตของข้า นับเป็นการได้ประโยชน์สองต่อ จักรพรรดิหมอผีจะปฏิเสธได้อย่างไร?”
ลู่เยี่ยเข้าใจแล้ว ชัดเจนว่าจักรพรรดิหมอผีมีความคิดที่จะจัดการกับเผ่าหมอผีอื่นๆ ที่เขาไม่ชอบมานานแล้ว! ไม่ว่าเขาจะร่วมมือกับเทพมารจากนอกอาณาเขต ไม่ว่าเขาจะสังหารคนในเผ่าไปมากเพียงใด ทุกอย่างก็จะถูกมองว่าเป็นเพราะถูกเทพมารจากนอกอาณาเขตหลอกใช้! อย่างเช่นเลยเซียว ประมุขเผ่าหมอผีสายฟ้าที่คัดค้านการเป็นพันธมิตร ย่อมกลายเป็นเป้าหมายที่จักรพรรดิหมอผีต้องกำจัดทิ้ง
เซิ่งจุนอวิ่นซิวพลันส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ไม่ถูก ควรเป็นการได้ประโยชน์สามต่อในคราวเดียว”
ลู่เยี่ยกล่าวว่า “เขายังมีจุดประสงค์อื่นอีกหรือ?”
เซิ่งจุนอวิ่นซิวกล่าวว่า “ข้าถามเจ้า การจะหลอมรวมภาพมารสวรรค์หมื่นวิญญาณ เหตุใดต้องฆ่าล้างคนในเผ่าตนเองด้วย?”
ลู่เยี่ยขมวดคิ้ว “เจ้าก็พูดแล้วไม่ใช่หรือ เขาทำเพื่อกำจัดผู้ที่เห็นต่าง?”
เซิ่งจุนอวิ่นซิวกล่าวว่า “การกำจัดผู้ที่เห็นต่างเป็นเพราะอะไร?”
ลู่เยี่ยกล่าวว่า “เพื่อเสริมสร้างอำนาจในฐานะจักรพรรดิหมอผีให้มั่นคงหรือ?”
เซิ่งจุนอวิ่นซิวเอ่ยเสียงเบาว่า “หากเป็นเพียงเหตุผลนี้ เพียงแค่สังหารผู้อาวุโสไม่กี่คนก็พอแล้ว เหตุใดต้องลงมือกับคนในเผ่าที่มีพลังบำเพ็ญธรรมดาด้วย?”
ลู่เยี่ยนิ่งเงียบไป เขาแทบจะไม่มีความรู้เรื่องเผ่าหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อนเลย แล้วจะคาดเดาแผนการของจักรพรรดิหมอผีได้อย่างไร?
“เจ้าลองคิดดูอีกที” เซิ่งจุนอวิ่นซิวทำท่าทางเหมือนกำลังชี้แนะและทดสอบลู่เยี่ย นางกล่าวเป็นเชิงให้คำใบ้ว่า “เจ้าคิดว่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่จะเป็นพันธมิตรกับเผ่าเทพมารของข้า จักรพรรดิหมอผีผู้นี้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง?”
ลู่เยี่ยครุ่นคิดแล้วตอบ “เขาเคยต่อสู้กับเจดีย์หมื่นเร้นลับหลายครั้ง นอกจากพลังที่แข็งแกร่งขึ้นแล้ว ดูเหมือนว่า…” กล่าวถึงตรงนี้ลู่เยี่ยก็ชะงักไป “พลังแข็งแกร่งขึ้นหรือ?”
ดวงตาหงส์อันงดงามของเซิ่งจุนอวิ่นซิวเปล่งประกายชื่นชม “แม้เขาจะพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ในการต่อสู้กับเจดีย์หมื่นเร้นลับครั้งต่อไป พลังของเขาก็จะแข็งแกร่งขึ้นมากไม่ใช่หรือ?”
ลู่เยี่ยค่อยๆ เข้าใจขึ้นมา จึงถามว่า “เจ้าหมายความว่า การที่เขาสังหารคนในเผ่าสายย่อยเหล่านั้น เกี่ยวข้องกับการเพิ่มพูนพลังบำเพ็ญของตัวเองด้วยหรือ?”
เซิ่งจุนอวิ่นซิวกล่าวว่า “หากไม่ใช่เพราะเหตุนี พลังของเขาจะแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้งที่สู้กับเจดีย์หมื่นเร้นลับได้อย่างไร?”
ลู่เยี่ยทอดถอนหายใจ “ช่างเป็นการยิงธนูดอกเดียวได้นกสามตัวจริงๆ”
ในตอนแรกเขาคิดว่า สาเหตุที่พลังบำเพ็ญของจักรพรรดิหมอผีเพิ่มขึ้นนั้นเป็นเพราะภาพมารสวรรค์หมื่นวิญญาณ แต่ตอนนี้เขาตระหนักแล้วว่า ตนเองคิดตื้นเขินเกินไป! แค่เพียงเรื่องที่ชายชราจักรพรรดิหมอผีเป็นพันธมิตรกับเทพมารจากนอกอาณาเขตเรื่องเดียว ก็ทำให้เขาได้รับผลประโยชน์ถึงสามต่อ ดูเหมือนว่าการเดินทางไปยังสายหลักหมอผีสวรรค์ในครั้งนี้ ข้าก็คงจะประมาทไม่ได้เช่นกัน…
ลู่เยี่ยรำพึงในใจ เขาหันหลังเดินจากไป
“เจ้าเด็กน้อย ข้าแสดงความจริงใจมากมายเพียงนี้แล้ว ไม่คุ้มค่ากับคำว่าขอบคุณสักคำเลยหรือ?” เซิ่งจุนอวิ่นซิวถอนหายใจเบาๆ
ลู่เยี่ยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง “เจ้าเป็นคนพูดออกมาเอง ข้าไม่ได้บังคับเสียหน่อย”
เซิ่งจุนอวิ่นซิวถามขึ้นอย่างกะทันหัน “เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่า เจ้าพบร่างจริงของข้าได้อย่างไร?”
“ข้าลบจุดเชื่อมต่อมิติกาลเวลานั้นทิ้งไป ซึ่งน่าจะเป็นการกระตุ้นให้ร่างจริงของเจ้ารู้ตัว” เสียงยังคงก้องกังวาน แต่ร่างของลู่เยี่ยเดินจากไปไกลจนลับตาแล้ว
“ลบจุดเชื่อมต่อมิติกาลเวลาหรือ?” เซิ่งจุนอวิ่นซิวฝืนยืนตะลึงอยู่อย่างนั้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง ถ้านหากเป็นเช่นนั้นจริง วิธีการเช่นนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าร่างจริงของนางเสียอีก!
ภายในห้อง ลู่เยี่ยลืมตาขึ้นอย่างเงียบๆ ‘คำพูดของนางปีศาจเฒ่าคนนั้น ไม่รู้ว่ามีความจริงกี่ส่วนและมีความเท็จอยู่กี่ส่วน…’ ลู่เยี่ยพึมพำ เขาพลิกฝ่ามือขึ้น ลูกธนูหักซือจิก็ปรากฏขึ้นมา
“เมื่อวานนี้เจ้ากินอิ่มหรือยัง?” ลู่เยี่ยถาม
“เรียนท่านผู้อาวุโส พอใช้ได้ขอรับ” ซือจิรีบตอบทันที “เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ พลังต้นกำเนิดของพวกเราได้รับการซ่อมแชมไปบางส่วนแล้ว”
“ซ่อมแชมไปได้มากแค่ไหน?”
“ไม่ถึงครึ่งส่วนของหนึ่งในสิบ เป็นเพราะพวกเทพมารจากนอกอาณาเขตเหล่านั้นอ่อนแอเกินไป มีแต่พวกกระจอก ไม่มีสักตนที่จะเป็นอาหารบำรุงกำลังชั้นดีได้”
ลู่เยี่ย “…”
เขาพลิกฝ่ามืออีกครั้ง ดาบพิชิตมารก็ปรากฏขึ้นมา สิ่งที่ทำให้เขาสบายใจคือ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ดาบพิชิตมารได้กลืนกินชิ้นส่วนสมบัติล้ำค่าที่ได้มาจากเขตหวงห้ามลึกลับที่หกเข้าไปแล้ว รูปลักษณ์ภายนอกฟื้นฟูขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด หลังจากครุ่นคิดสักพัก ลู่เยี่ยตัดสินใจใช้ดาบพิชิตมารลับกับตราสายฟ้าที่แย่งชิงสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้มาจากจักรพรรดิสายฟ้าชิงเซียว มันมีพลังน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายที่ถูกจำกัดด้วยพลังบำเพ็ญ ทำให้ลู่เยี่ยไม่สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้เต็มที่ ทำได้เพียงให้มันเป็นหินลับดาบพิชิตมารชั่วคราวไปก่อน เป็นการใช้ของให้เกิดประโยชน์สูงสุด
หลังจากนั้น ลู่เยี่ยตรวจสอบสมบัติล้ำค่าทั้งหมดที่มีอยู่ทีละชิ้น แล้วจึงเริ่มวางแผนเดินทางไปยังสายหลักหมอผีสวรรค์ คนอื่นต่างเรียกเขาว่า ‘ท่านผู้อาวุโส’ มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่าตนมีความสามารถแค่ไหน หากต้องการจะบุกไปที่สายหลักหมอผีสวรรค์ เขาไม่มีทางฝากความหวังไว้ที่คนอื่นได้ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังต้องไปเขาเพลิงกัลป์เพื่อช่วยท่านอารองอีกด้วย!
‘ข้านี่อ่อนแอขนาดนี้ ทำไมถึงต้องให้ข้าไปประลองกำลังกับพวกตาแก่ที่น่าสะพรึงกลัวพวกนั้นด้วย… ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย…’ ลู่เยี่ยบ่นพึมพำในใจ “ในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน มีใครบ้างที่ตกอับเหมือนข้า?”
เมื่อเทียบกับตัวตนอย่างหนึ่งปู่กุยหรือหนึ่งปู่ลู่ กำลังความสามารถแตกต่างกันมากเกินไป ทำให้ลู่เยี่ยรู้สึกถึงความกดดันอันหนักอึ้ง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะบ่นไปบ้างแต่ลู่เยี่ยก็ไม่ได้ยอมแพ้ ในมือของเขายังมีไพ่ตายอยู่อีกมาก!
จนกระทั่งช่วงเย็นของวันนั้น หญิงสาวในชุดสีดำเลยหวานฉิงก็รีบมาเข้าพบ
“ท่านผู้อาวุโส ท่านปู่ของข้าเพิ่งส่งข่าวมาว่า เขาได้ไปยังสายหลักหมอผีสวรรค์พร้อมกับผู้อาวุโสจากสายย่อยอื่นๆ อีกห้าสายแล้ว” เลยหวานฉิงรายงานอย่างรวดเร็ว “ท่านปู่บอกว่าสถานการณ์เร่งด่วน ไม่ทันได้ร่วมเดินทางไปกับท่านผู้อาวุโส หวังว่าท่านผู้อาวุโสจะเข้าใจ”
ลู่เยี่ยถามอย่างประหลาดใจ “เกิดเรื่องอะไรขึ้น ถึงทำให้พวกเขาต้องเคลื่อนไหวล่วงหน้า?”
เลยหวานฉิงส่ายหน้า “ท่านปู่ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย”
‘เรื่องมันยุ่งยากขึ้นแล้ว’ ลู่เยี่ยขมวดคิ้ว เมื่อวานนี้จักรพรรดิหมอผีได้ออกคำสั่งให้หกสายย่อยของเผ่าหมอผี แต่ละสายส่งมอบสมาชิกเผ่าจำนวนห้าร้อยคน ด้วยความเจ้าเล่ห์ของจักรพรรดิหมอผี เขาย่อมรู้ดีว่าคำสั่งนี้จะสร้างความโกรธแค้นให้กับทั้งหกสายย่อยอย่างแน่นอน แต่เขาก็ยังคงทำเช่นนั้น หากไม่ผิดจากที่คาด จักรพรรดิหมอผีต้องมั่นใจว่าเขาสามารถสยบเหตุการณ์ไม่คาดฝันทุกอย่างได้ กล่าวโดยง่ายคือ ผู้อาวุโสทั้งหมดจากหกสายย่อยของเผ่าหมอผีที่เดินทางไปยังสายหลักหมอผีสวรรค์ มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะประสบกับเหตุร้าย!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ลู่เยี่ยก็ไม่ลังเลอีกต่อไป ตัดสินใจออกเดินทางไปยังสายหลักหมอผีสวรรค์ในทันที