บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 341 หนึ่งร่างสองวิญญาณ
บทที่ 341 หนึ่งร่างสองวิญญาณ
เซิ่งจุนอวิ่นซิว นั่งขัดสมาธิ มือเรียวขาวนวลราวหยกเท้าคาง ดูท่าทางสบายอารมณ์และผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยว่า “ร่างจริงของข้าคงไม่คิดจะให้เจ้ายอมสวามิภักดิ์อีกต่อไปแล้ว แต่ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะร่วมมือกับเจ้าแทน ส่วนเหตุผลนะหรือ แม้ข้าจะไม่แน่ใจนักแต่ก็พอจะคาดเดาได้หนึ่งหรือสองส่วน”
มุมปากของนางประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ขณะจ้องมองลู่เยี่ยที่ยืนอยู่บนเงาดาบแห่งวิถี พลางเอ่ยเสียงเบา
“ประการแรก ตอนที่เจ้าได้พบกับร่างจริงของข้า นางคงคาดเดาได้แล้วว่าข้าพ่ายแพ้ให้แก่เจ้า ประการที่สอง การที่เจ้าสามารถพบกับร่างจริงของข้าได้ ย่อมหมายความว่าเจามีวิธีควบคุมจุดเชื่อมต่อมิติกาลเวลานั้น เพียงแคชีพลังเช่นนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ร่างจริงของข้ามองเจ้าด้วยสายตาที่ต่างไปแล้วล่ะ”
ลู่เยี่ยถอนหายใจในใจ ต้องยอมรับว่านางปีศาจเฒ่าผู้นี้ช่างน่ากลัวจริงๆ เพียงแค่พูดไม่กี่ประโยคก็คาดเดาความจริงออกมาได้มากมายถึงเพียงนี้!
“ส่วนประการที่สาม…” กล่าวถึงตรงนี้เซิ่งจุนอวิ่นซิวถอนหายใจออกมาเบาๆ “หากข้าตายไป ความลับที่เกี่ยวกับตัวเจ้าที่ข้ารู้มา ร่างจริงของข้าจะไม่มีวันได้รับรู้อีกเลย ดังนั้นการเลือกที่จะร่วมมือกับเจ้าจึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดที่สุด”
ลู่เยี่ยย้อนถามว่า “เจ้าคิดว่าข้าจะร่วมมือกับเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
เซิ่งจุนอวิ่นซิวกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าแค่ให้ความร่วมมือกับเจ้าก็พอแล้ว ส่วนเจ้าจะปฏิเสธหรือตกลงนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ”
ลู่เยี่ยถามว่า “แล้วในสายตาของเจ้า ร่างจริงของเจ้ากำลังมุ่งหวังสิ่งใดกันแน่?”
เซิ่งจุนอวิ่นซิวใช้นิ้วม้วนปอยผมยาวสีขาวหิมะที่ข้างขมับ แววตาเป็นประกายระยิบระยับพลางกล่าวว่า “บางที… ร่างจริงของข้าอาจจะตกหลุมรักเจ้าเข้าแล้วก็ได้นะ?”
ลู่เยี่ย “…”
ชั่วขณะนั้นเขาแทบอยากชักดาบสังหารนางปีศาจเฒ่านี้เสียให้รู้แล้วรู้รอด มีคนพูดเหลวไหลแบบนี้ด้วยหรือ?
“พูดตามตรง ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” สีหน้าของเซิ่งจุนอวิ่นซิวกลายเป็นจริงจังขึ้นมา “แต่ข้ากล้ายืนยันว่าการแสดงออกหลายๆ อย่างของเจ้า ทำให้ร่างจริงของข้าให้ความสำคัญกับเจ้าอย่างถึงที่สุด ถึงได้เลือกที่จะให้ข้าให้ความร่วมมือกับเจ้าเช่นนี้!”
ลู่เยี่ยแค่นยิ้มเย็น “ไม่กลัวขาสังหารเจ้าหรือ?”
เซิ่งจุนอวิ่นซิวตอบทันที “เพื่อช่วยท่านปู่และท่านลุงของเจ้า เจ้าไม่มีทางลงมือสังหารข้าแน่นอน”
ลู่เยี่ยพยายามระงับจิตสังหารที่พลุ่งพล่านอยู่ในใจแล้วนิ่งเงียบไป
“อย่าโกรธไปเลย ข้าไม่ได้ตั้งใจเอาเรื่องพวกนี้มาข่มขู่” เซิ่งจุนอวิ่นซิวแสดงสีหน้าน่าสงสาร “ที่ทำเช่นนี้ก็เพียงเพื่อรักษาเศษเสี้ยวพลังจิตสำนึกของข้าเอาไว้เท่านั้นเอง”
ลู่เยี่ยหมุนตัวเดินจากไปทันที เขาไม่มีอารมณ์จะมาชิงไหวชิงพริบกับนางปีศาจเฒ่าผู้นี้อีกแล้ว แต่ในขณะนั้นเองเซิ่งจุนอวิ่นซิวกลับร้องเรียกเขาไว้
“ช้าก่อน! หากข้าเดาไม่ผิด เจ้าคงไปที่สุสานในใจกลางภูเขาสองภพมาแล้วใช่หรือไม่?”
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างรำคาญ “มีอะไรก็รีบพูดมาเร็ว!”
หากเป็นในดินแดนเทพมารจากนอกอาณาเขต ใครที่กล้าเสียมารยาทเช่นนี้คงถูกกำจัดไปนานแล้ว แต่เซิ่งจุนอวิ่นซิวในยามนี้กลับไม่โกรธเลยแม้แต่น้อย นางกลับยิ้มแย้มแล้วกล่าวว่า
“หนึ่งปู่กุยผู้นั้นมีปัญหาใหญ่ซ่อนอยู่ เจ้าไม่อยากรู้ความเป็นมาของเขาหรือ?”
“ไม่อยากรู้” ลู่เยี่ยก้าวเท้าเดินออกไปทันที
“เช่นนั้น เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่า ไม่ช้าก็เร็วหนึ่งปู่กุยจะต้องไปที่เขาเพลิงกัลป์?”
ทันทีที่เซิ่งจุนอวิ่นซิวพูดประโยคนี้ออกมา ลู่เยี่ยก็หยุดฝีเท้ากะทันหันทันที เมื่อเห็นเช่นนั้น มุมปากอิ่มสีชมพูของเซิ่งจุนอวิ่นซิวก็ปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
เจ้าหนูคนนี้ยังคิดจะเมินเฉยต่อการมีตัวตนของข้าอีกงั้นหรือ ช่างไร้เดียงสานัก! แต่ก็ยังดีที่เป็นเช่นนี้ มิเช่นนั้นตัวนางที่ถูกกักขังอยู่ที่นี่จะแสดง ‘ความจริงใจ’ ของตนออกมาได้อย่างไร?
“เจ้าเข้ามาใกล้ๆ ข้าจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าฟัง” เซิ่งจุนอวิ่นซิวกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ข้ารับรองว่าเมื่อเจ้าได้รับรู้ความจริง เจ้าจะต้องสัมผัสได้ถึงความจริงใจของข้าอย่างแน่นอน”
ลู่เยี่ยหันกายกลับมาจ้องมองไปยังเซิ่งจุนอวิ่นซิวที่งดงามประหนึ่งสาวน้อยที่ทั้งแปลกประหลาดและเย้ายวนใจ แล้วเขาก็หัวเราะออกมา
“ฮ่าๆ ข้าจะดูสักหน่อยว่า นางปีศาจเฒ่าอย่างเจ้ามีความจริงใจมากเพียงใด!”
นางปีศาจเฒ่า?
เซิ่งจุนอวิ่นซิวขมวดคิ้วงามเล็กน้อย แทบไม่อาจสังเกตเห็น ก่อนจะยิ้มกล่าวว่า “เจ้าเข้ามาใกล้อีกหน่อยสิ ข้าถูกกักขังอยู่ที่นี่แล้ว หรือเจ้าคิดว่าข้าจะกินเจ้าได้อย่างนั้นหรือ?”
ลู่เยี่ยเดินเข้ามาใกล้แล้วนั่งลงตรงข้ามกับเซิ่งจุนอวิ่นซิว แต่กลับเป็นการนั่งลงไปบนดาบแห่งวิถีเงาลึกลับเล่มนั้น
ด้วยเหตุนี้ระยะห่างระหว่างเขากับเซิ่งจุนอวิ่นซิวจึงมีระยะห่างเพียงแค่หนึ่งฟุตเท่านั้น ในดวงตาของทั้งสองสะท้อนภาพของอีกฝ่าย แม้แต่การเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าเพียงเล็กนอยก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
เซิ่งจุนอวิ่นซิวกล่าวอย่างพึงพอใจว่า “กล้าหาญและมีสติปัญญา รู้จักผ่อนปรน ยิ่งมองก็ยิ่งน่าเอ็นดูจริงๆ”
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างไร้อารมณ์ว่า “หากพูดคำไร้สาระอีกแม้แต่คำเดียว ข้ารับรองว่าเจ้าจะได้รับบทเรียนที่สาสม”
ดวงตาหงส์งดงามของเซิ่งจุนอวิ่นซิวหรี่ลงเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น
“ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ข้าได้สำรวจเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า และเขตต้องห้ามต่างๆ ที่กระจายอยู่ในนั้นทีละแห่ง” เซิ่งจุนอวิ่นซิวกล่าวว่า “บางสถานที่นั้นอันตรายมากแม้แต่ข้าก็ไม่กล้าเข้าใกล้ได้ง่ายๆ และในบรรดาเขตต้องห้ามที่ข้าเคยเดินทางไปมานั้น ต้องยกให้ ‘หุบเขาเซียนดับสูญ’ เป็นที่แปลกประหลาดที่สุด”
“รู้หรือไม่ พลังส่วนใหญ่ของวัตถุต้องห้ามเจดีย์หมื่นเร้นลับ ถูกใช้กดทับอยู่ที่ ‘หุบเขาเซียนดับสูญ’ สาเหตุก็เพราะว่าที่นั่นมี ‘เซียนผี’ ตนหนึ่งอาศัยอยู่!”
สีหน้าของลู่เยี่ยยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม แต่ภายในใจกลับเกิดคลื่นยักษ์โถมเข้าใส่ เขานึกถึงแผ่นหยกที่ท่านอารองทิ้งไว้ ซึ่งบนนั้นมีแผนที่ลับที่ชี้ไปยังหุบเขาเซียนดับสูญ! ตอนนั้นเขาคิดไปเองว่าท่านอารองถูกกักขังอยู่ในหุบเขาเซียนดับสูญ จนกระทั่งภายหลังถึงได้ตระหนักว่าไม่ถูกต้อง
แต่ตอนนี้เซิ่งจุนอวิ่นซิวกลับบอกว่า ในหุบเขาเซียนดับสูญมีเซียนผีอยู่ตนหนึ่ง อีกทั้งพลังส่วนใหญ่ของเจดีย์หมื่นเร้นลับก็ถูกใช้กดทับอยู่ที่นั่น เรื่องนี้จะไม่ทำให้ลู่เยี่ยตกใจได้อย่างไร?
“และที่หุบเขาเซียนดับสูญนั้นเอง ข้าได้พบกับเซียนผีตนนั้น” ดวงตาของเซิ่งจุนอวิ่นซิวฉายแววแปลกประหลาด “คนผู้นั้นเรียกตนเองว่าหนึ่งปู่ลู่ เป็นเซียนดาบที่ล่มสลายไปแล้ว และหวังว่าข้าจะช่วยเขาสักเรื่องหนึ่ง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เยี่ยก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า “หนึ่งปู่ลู่? เขากับหนึ่งปู่กุยเป็นญาติกันหรือไม่?”
เซิ่งจุนอวิ่นซิวส่ายหน้า “ไม่ใช่ เจ้าเคยได้ยินเรื่องหนึ่งร่างสองวิญญาณหรือไม่? เขาและหนึ่งปู่กุยแท้จริงแล้วคือคนคนเดียวกัน!”
หนึ่งร่างสองวิญญาณ! ลู่เยี่ยตกใจ ในโลกนี้มีผู้ที่มีกายาแห่งมหาวิถีที่หายากเช่นนี้อยู่จริงๆ หรือ?
เซิ่งจุนอวิ่นซิวกล่าวต่อว่า “ในตอนนั้นเพื่อจะจับตัวท่านอารองลู่ซิงอีของเจ้า ข้าพลาดท่าไปหลายครั้งจนรู้สึกอึดอัดใจ จึงได้ยื่นข้อเสนอเงื่อนไขหนึ่ง”
“หากหนึ่งปู่ลู่สามารถช่วยข้าเข้าไปในเขาเพลิงกัลป์ได้ ขากก็จะช่วยเขา”
“หนึ่งปู่ลู่บอกว่า ภายใต้เขาเพลิงกัลป์มีสุสานซึ่งได้ชื่อว่าเป็นที่อันตรายที่สุดในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า หากข้าไปที่นั่น ย่อมต้องตายสถานเดียว”
“ตอนนั้นข้าก็ได้เล่าเรื่องของท่านอารองของเจ้าให้เขาฟัง เพราะคิดว่าหนึ่งปู่ลู่กำลังโกหก”
“หลังจากหนึ่งปู่ลู่ฟังจบ เขากลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งและตื่นเต้นอย่างที่สุด ในปากยังค่อยพึมพำประโยคหนึ่งที่ฟังดูประหลาดซ้ำไปซ้ำมา” เซิ่งจุนอวิ่นซิวขมวดคิ้วกล่าวว่า “ประโยคนั้นคือ สวรรค์ส่งสัญญาณแห่งการสังหาร ดวงดาวเปลี่ยนทิศ!”
ลู่เยี่ยใจสั่นสะท้านและนิ่งอึ้งไป ในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้านี้ เซียนผีหนึ่งปู่ลู่คนนั้นถึงกับรู้จักประโยคนี้ด้วยหรือ? ยิ่งไปกว่านั้นคนผู้นี้พูดประโยคนี้หลังจากที่รู้ว่าท่านอารองถูกกักขังอยู่ที่เขาเพลิงกัลป์! ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เซียนผีหนึ่งปู่ลู่คนนั้นจะต้องล่วงรู้ความลับที่ซ่อนอยู่ในคำว่า ‘สวรรค์ส่งสัญญาณแห่งการสังหาร ดวงดาวเปลี่ยนทิศ’ อย่างแน่นอน
“ดูเหมือนว่าเจ้าก็รู้ถึงความหมายของประโยคนี้เช่นกันสินะ?” เซิ่งจุนอวิ่นซิวดูเหมือนกำลังครุ่นคิด แม้สีหน้าของลู่เยี่ยจะดูสงบนิ่ง แต่เพราะอยู่ใกล้กันถึงเพียงนี้ นางจึงจับอารมณ์ที่ผิดปกติของเขาได้อย่างชัดเจน!
“เจ้าพูดต่อไป” ลู่เยี่ยไม่สนใจคำถามของเซิ่งจุนอวิ่นซิว
เซิ่งจุนอวิ่นซิวกล่าว “หนึ่งปู่ลู่ตื่นเต้นมาก ตะโกนพูดประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมา แล้วยังบอกว่าเวลาได้มาถึงแล้ว…” นางส่ายหน้าเบาๆ แล้วกล่าวต่อ “หลังจากที่เขาสงบสติอารมณ์ลงได้ เขาก็บอกความลับเรื่องหนึ่งแก่ข้า ข้าถึงได้รู้ว่าที่ใจกลางภูเขาสองภพมีสุสานแห่งหนึ่งซ่อนอยู่”
“ยามนี้เจ้าคงรู้แล้วว่า นั่นคือสุสานที่สะกดหนึ่งปู่กุยเอาไว้”
“หนึ่งปู่ลู่บอกว่า ขอเพียงข้าปล่อยหนึ่งปู่กุยออกมา เขาสัญญาว่าจะบุกขึ้นเขาเพลิงกัลป์เพื่อจับตัวท่านอารองของเจ้ามาให้ข้า” เซิ่งจุนอวิ่นซิวกล่าว “ข้าจึงตกลง”
ลู่เยี่ยจ้องมองใบหน้างดงามดังหยกของเซิ่งจุนอวิ่นซิวในระยะประชิดแล้วถามว่า “เจ้าไม่กลัวถูกหลอกใช้หรือ?”
“เขาต้องการใช้ประโยชน์จากข้า แล้วข้าจะไม่ใช้ประโยชน์จากเขาบ้างหรือ?” เซิ่งจุนอวิ่นซิวยิ้ม ดวงตาโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว ดูราวกับจิ้งจอกที่เพิ่งได้กินไก่