บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 340 คำสั่งของจักรพรรดิหมอผี
บทที่ 340 คำสั่งของจักรพรรดิหมอผี
ศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ที่มาเมืองสี่ทิศครั้งนี้มีทั้งหมดเก้าคน ผู้นำทีมคือหลี่ชิวอวี่ อีกแปดคนล้วนเป็นศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ พลังความสามารถแตกต่างกันไป ในเมื่อเป้าหมายคือการมาเสี่ยงโชคเพื่อหา ‘วาสนาเซียน’ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะส่งศิษย์หลักของสำนักมาทั้งหมด และเมื่อสองวันก่อนในตอนที่ลู่เยี่ยยังไม่ทันได้เข้าสู่เขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า คนของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ก็ถูกจับตัวไปแล้ว
เมื่อได้รับทราบข้อมูลเหล่านี้ ลู่เยี่ยก็ตระหนักได้ว่า เขาจำเป็นต้องเดินทางไปยังสายหลักหมอผีสวรรค์สักครั้ง
“ลู่เยี่ย ทำไมเจ้าถึงได้กลายเป็นท่านผู้อาวุโสที่คนเผ่าหมอผีสายฟ้าต่างเชื่อฟังคำสั่งขนาดนี้ไปได้ล่ะ?” ผู้เหิงเยว่อดถามไม่ได้ เรื่องนี้มันออกจะเหลือเชื่อเกินไปหน่อย
“เรื่องมันยาว อธิบายตอนนี้คงไม่จบ” ลู่เยี่ยกล่าว “ก่อนหน้านี้ไม่นาน ข้าเพิ่งช่วยชีวิตศิษย์พี่มู่ไอหนิงของเจ้าไว้ ตอนนี้ข้าได้จัดคนคุ้มกันนางเดินทางไปยังเมืองสี่ทิศแล้ว หากเจ้าต้องการไป ข้าก็สามารถจัดคนคุ้มกันพาเจ้าไปได้เช่นกัน”
ผู้เหิงเยว่ตอบรับทันทีโดยไม่ลังเล จากนั้นก็ถามว่า “แล้วเจ้าล่ะ? ครั้งนี้เจ้าไม่ได้มาเพื่อเมืองสี่ทิศหรอกหรือ?”
ลู่เยี่ยตอบ “รอให้ข้าจัดการธุระในมือเสร็จก่อน หากยังมีโอกาส ข้าก็ย่อมอยากจะไปดูสักครั้ง” ผู้เหิงเยว่ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไว้ เขาสัมผัสได้อย่างเฉียบคมว่า ลู่เยี่ยมีความลับบางอย่างที่ไม่เปิดเผย และไม่เหมาะที่เขาจะซักไซไล่เลียงไปมากกว่านี้
ไม่นานลู่เยี่ยก็เรียกเลยเซียวและคนอื่นๆ มา และฝากฝังให้เลยเซียวจัดคนไปคุ้มครองผู้เหิงเยว่ไปยังเมืองสี่ทิศ
“ท่านผู้อาวุโส การเดินทางไปยังภูเขาสองภพในครั้งนี้ของท่านราบรื่นดีหรือไม่?” เลยเซียวถาม ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ลู่เยี่ยยิ้มแล้วกล่าวว่า “เทพมารจากนอกอาณาเขตถูกกวาดล้างจนสิ้นซากแล้ว นับจากนี้ไป จักรพรรดิหมอผีได้สูญเสียพันธมิตรของตนไปแล้ว”
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้น ต่างก็เผยสีหน้ายินดีออกมาและไม่มีใครรู้สึกประหลาดใจเลย เพราะทุกคนต่างเชื่อว่า หากท่านผู้อาวุโสท่านนี้ลงมือเอง การจัดการกับพวกเทพมารจากนอกอาณาเขตเหล่านั้นย่อมเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ!
“ในอนาคตพวกเจ้าก็ไม่ต้องกังวลว่าเทพมารจากนอกอาณาเขตจะกลับมาอีก” ลู่เยี่ยกล่าวว่า “จุดเชื่อมต่อมิติกาลเวลาบนภูเขาสองภพนั้น ข้าได้ลบมันทิ้งไปแล้ว”
อะไรนะ? คราวนี้ทุกคนถึงกับตกตะลึง! ลบจุดเชื่อมต่อมิติกาลเวลา? วิธีการเช่นนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน! ในทันใดนั้นสายตาของทุกคนที่มองไปยังลู่เยี่ยก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง ผู้มีตัวตนผู้นี้ช่างน่าสะพรึงกลัวและลี้ลับยิ่งกว่าที่พวกเขาคาดคิดไว้เสียอีก!
ลู่เยี่ยเคยชินกับการที่ทุกคนปฏิบัติต่อเขาในฐานะ ‘ท่านผู้อาวุโส’ แล้ว และความตกตะลึงของทุกคนก็กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับเขา
“ไม่ปิดบังทุกท่าน หลังจากข้าพักผ่อนสักครู่ ข้าจะเดินทางไปยังสายหลักหมอผีสวรรค์สักหน่อย” ลู่เยี่ยกล่าว “ถึงเวลานัน ขอรบกวนพวกท่านจัดหาคนนำทางให้ข้าสักคนก็พอ”
“ท่านผู้อาวุโสก็จะไปยังสายหลักหมอผีสวรรค์เช่นกันหรือ?” เมื่อรู้ถึงความตั้งใจของลู่เยี่ย เลยเซียวก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็กัดฟันกล่าวว่า “ท่านผู้อาวุโส เผ่าของข้าก็มีเรื่องหนึ่งที่อยากจะวิงวอนขอความช่วยเหลือจากท่านเช่นกัน!”
ลู่เยี่ยถามว่า “เกี่ยวข้องกับสายหลักหมอผีสวรรค์หรือ?”
“ใช่แล้ว!” เลยเซียวเล่าเรื่องราวต้นสายปลายเหตุออกมา “เมื่อคืนที่ผ่านมา จักรพรรดิหมอผีได้ออกคำสั่งให้เผ่าหมอผีทั้งหกสาย จัดส่งสมาชิกในเผ่าฝ่ายละห้าร้อยคนไปยังสายหลักเพื่อรอรับคำสั่ง เรื่องนี้ดูเหมือนจะง่ายๆ ทว่าเจตนาของจักรพรรดิหมอผีนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ชอบมาพากล!”
“เมื่อวานในการต่อสู้กับเจดีย์หมื่นเร้นลับ จักรพรรดิหมอผีพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ภาพมารสวรรค์หมื่นวิญญาณถูกทำลาย ข้าสงสัยว่าหลังจากจักรพรรดิหมอผีประสบความพ่ายแพ้ครั้งนี้ เขาจะต้องการรวบรวมภาพมารสวรรค์หมื่นวิญญาณขึ้นใหม่อีกครั้ง” เลยเซียวมีสีหน้าหม่นหมอง เพิ่งจะพ่ายแพ้มาหยกๆ ก็ออกคำสั่งให้เผ่าทั้งหกสายส่งมอบคนในเผ่าละห้าร้อยคน เจตนาแท้จริงช่างชัดเจนยิ่งนัก
“คนผู้นี้ยังไม่ยอมแพ้อีกหรือ…” ลู่เยี่ยตกใจ
เลยเซียวกัดฟันกล่าวว่า “จักรพรรดิหมอผีในยามนี้เสียสติไปโดยสิ้นเชิงแล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป คนในเผ่าหมอผีทั้งหกสายคงต้องกลายเป็นเครื่องสังเวยของเขาจนหมดแน่!”
ลู่เยี่ยกล่าวว่า “เจ้าอยากให้ข้าไปจัดการจักรพรรดิหมอผีอย่างนั้นหรือ?”
เลยเซียวประสานมือกล่าวว่า “ผู้น้อยพิจารณาดูแล้ว ในยามนี้ผู้เดียวที่จะช่วยเผ่าหมอผีสายฟ้าของข้าได้มีเพียงท่านผู้อาวุโสเท่านั้น หวังว่าท่านจะเมตตาด้วยเถิด!”
“ขอท่านผู้อาวุโสโปรดเมตตาด้วย!” ผู้อาวุโสแห่งเผ่าหมอผีสายฟ้าต่างก็ลุกขึ้นยืนคำนับเช่นกัน
ลู่เยี่ยครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “แก้ปมต้องใช้คนที่ผูกปม ข้ามีวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้พวกเจ้าแก้ไขปัญหานี้ได้” กล่าวจบเขาก็สะบัดแขนเสื้อ หอกสั้นสีทอง ไข่มุกวิญญาณสีดำ ตะเกียงทองแดงสีเลือด และดาบกระดูกสีเขียว สมบัติล้ำค่าแห่งหายนะทั้งสี่ปรากฏขึ้น
“หอกทองสังหารของเผ่าหมอผีทอง ไข่มุกวิญญาณลมกรดของเผ่าหมอผีวายุ ตะเกียงยมโลกกลั่นโลหิตของเผ่าหมอผียมโลก ดาบกระดูกชิงจินของเผ่าหมอผีทมิฬ!” ในทันใดนั้น เลยเซียวและคนอื่นๆ ต่างก็จำได้และพากันตื่นตะลึง สมบัติล้ำค่าเหล่านี้เหมือนกับโถกลืนสายฟ้า ล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าประจำเผ่าหมอผีทั้งสี่!
“พลังหายนะในเหลาสมบัติล้ำค่าเหล่านี้ถูกข้าสลายทิ้งไปหมดแล้ว” ลู่เยี่ยกล่าวว่า “พวกเจ้าสามารถจัดคนถือสมบัติเหล่านี้ แยกย้ายกันไปพบปะกับเผ่าอื่นๆ โดยใช้นี่เป็นข้ออ้างในการเจรจาเรื่องการร่วมมือกันต่อต้านจักรพรรดิหมอผี” กล่าวจบ ลู่เยี่ยก็ยกมือขวาขึ้นเรียกโถกลืนสายฟ้า “และข้าก็จะสั่งให้จักรพรรดินีหมอผีเซียนหนึ่ง ร่วมมือกับเผ่าหมอผีสายฟ้าของพวกเจ้าในการลงมือครั้งนี้ด้วย”
เลยเซียวและคนอื่นๆ ต่างรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที ต่างก็เข้าใจเจตนาของลู่เยี่ย การกระทำของท่านผู้อาวุโสในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าต้องการให้พวกเขารวมพลังของทั้งหกเผ่าเข้าด้วยกันเพื่อไปต่อต้านจักรพรรดิหมอผี! หากทำสำเร็จก็เพียงพอที่จะแก้ปัญหาภัยแฝงอย่างจักรพรรดิหมอผีได้อย่างสิ้นเชิง ต่อไปจะไม่ต้องทนกับการควบคุมจากจักรพรรดิหมอผีอีก!
ลู่เยี่ยนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “อ้อ ผู้ฝึกดาบหนึ่งปู่กุยล่ะ ตอนนี้ยังอยู่ในสายหลักหมอผีสวรรค์หรือไม่?”
เลยเซียวส่ายหน้า “ไม่ทราบขอรับ”
ลู่เยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย สำหรับเขาแล้ว การไปที่สายหลักหมอผีสวรรค์ในครั้งนี้ ผู้ฝึกดาบหนึ่งปู่กุยถือเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หลังจากครุ่นคิด ลู่เยี่ยกล่าวว่า “ข้าจะรอให้พวกเจ้าจัดเตรียมการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยเริ่มลงมือ”
ในวันนั้น ลู่เยี่ยพักอยู่ที่ภูเขาชิงหลัว เลยเซียวและคนอื่นๆ ต่างก็เริ่มดำเนินแผนการอย่างเร่งด่วนเพื่อติดต่อกับคนในเผ่าอื่นๆ ภายในห้องพักห้องหนึ่ง ลู่เยี่ยนั่งขัดสมาธิอยู่ ส่วนจิตเทวะของเขาได้เข้าสู่ ‘ซากปรักหักพังแห่งชิงหมิง’ ภายในผังดาบเก้าคุมขังอีกครั้ง
“ข้ารู้แล้วว่าเจ้าจะกลับมาหาข้าอีก” ท่ามกลางดินแดนแห่งความว่างเปล่าที่โอบล้อมด้วยความโกลาหลนั้น เมื่อเห็นเงาร่างของลู่เยี่ยปรากฏขึ้น จิตสำนึกส่วนหนึ่งของเซิ่งจุนอวิ่นซิวก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา นางพินิจพิเคราะห์ลู่เยี่ยด้วยความสนใจ “เจ้าคือผู้สืบทอดของเจ้าแห่งวิหารเต๋าอย่างนั้นหรือ?”
ต้องยอมรับว่ารูปโฉมของเซิ่งจุนอวิ่นซิวโดดเด่นมาก ผมขาวดังหิมะ อาภรณ์สีแดงสด รูปร่างเพรียวบางราวกับเด็กสาว มีเสน่ห์เฉพาะตัวอันแปลกตาและงดงาม ทว่าลู่เยี่ยไม่มีอารมณ์จะมาชื่นชมความงาม เขากล่าวด้วยความสงสัยว่า “เจ้าแห่งวิหารเต๋าอะไรกัน?”
“ยังจะเสแสร้งทำอีก!” เซิ่งจุนอวิ่นซิวหัวเราะ แสดงท่าทางมั่นใจว่านางมองทะลุเบื้องหลังของลู่เยี่ยตั้งนานแล้ว “ตัวตนที่แข็งแกร่งในคุกฮุ่นตุ้นเหล่านั้น ได้บอกเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับเจ้าออกมาจนหมดสิ้นแล้ว!”
ลู่เยี่ยอดขำในใจไม่ได้ เจ้าพวกที่ถูกคุมขังอยู่ในคุกทั้งเก้าแห่งฮุ่นตุ้นนั้นจะไปรูอะไร หากตนเองเป็นผู้สืบทอดของผู้แข็งแกร่งจริงๆ ป่านนี้คงประสบความสำเร็จไปนานแล้ว ไยยังต้องมาตกอยู่ในสภาพอันน่าอนาถเช่นนี้ ลู่เยี่ยขี้เกียจจะต่อความยาวสาวความยืด จึงกล่าวตรงๆ ว่า “ข้าพบเจอร่างจริงของเจ้าแล้ว”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเซิ่งจุนอวิ่นซิวหายวับไป “เจ้าพบนางได้อย่างไร”
ลู่เยี่ยไม่ตอบคำถามนั้นเลย แต่กล่าวต่อไปว่า “นางบอกข้าว่า ให้ข้ามาพบเจ้าดูบ้าง ที่อาจมีเรื่องน่าประหลาดใจรออยู่”
“อย่างนั้นหรือ…” เซิ่งจุนอวิ่นซิวนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ แล้วจู่ๆ ก็กล่าวว่า “นับจากตอนนี้เป็นต้นไป นอกจากเคล็ดวิชาลับในการแก้ ‘คำสาปผนึกหัวใจศักดิ์สิทธิ์’ แล้ว ตราบใดที่เป็นเรื่องที่เจ้าอยากรู้ ข้าจะบอกเจ้าทุกอย่าง”
ลู่เยี่ยหรี่ตาลง “นี่คือเรื่องน่าประหลาดใจหรือ?”
แววตาของเซิ่งจุนอวิ่นซิวดูซับซ้อน “ก็เพราะมันทำให้เจ้าคาดเดาไม่ได้ ถึงได้เรียกว่าความประหลาดใจไม่ใช่หรือ?”
ลู่เยี่ยเงียบไป ในเวลาเพียงครู่เดียว เขาก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า เหตุใดเซิ่งจุนอวิ่นซิวถึงมีการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เหตุใดนางปีศาจเฒ่าผู้นี้ถึงเลือกที่จะให้ความร่วมมือ? และนางกำลังวางแผนเพื่อหวังผลประโยชน์อะไรจากตัวเขากันแน่?
ลู่เยี่ยจึงตัดสินใจโยนคำถามเหล่านี้ออกไปตรงๆ เขาตั้งใจจะรอดูว่า เซิ่งจุนอวิ่นซิวจะให้คำอธิบายกับเขาอย่างไร