บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 297 แสงหายนะมหาวิถี
ผู้พิทักษ์สุสานและคนอื่น ๆ หลบหนีออกไปนอกม่านฟ้ามืดมิดได้สำเร็จ!
เมื่อได้เห็นภาพนี้ ทั้งนักพรตพิการและเหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวต่างตะลึงงัน ในใจมีทั้งความไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งความตกตะลึงและความไม่อยากเชื่อ
ตลอดกาลขนานนับหมื่นปี ไม่รู้ว่ามีผู้ทรงพลังมากมายเท่าใดที่พยายามฉีกม่านฟ้ามืดมิดเพื่อทำลายการผนึกของเตาหลอมแห่งภัยพิบัติ ทว่าหากไม่จบลงด้วยการวิญญาณแตกสลาย ก็ต้องประสบกับความบอบช้ำสาหัสจนยากจะเยียวยา!
นักพรตพิการคือตัวอย่างที่มีชีวิต เขาเคยปะทะกับเตาหลอมแห่งภัยพิบัติมาแล้ว ย่อมรู้ซึ้งดีว่าการสังหารฝ่าออกไปนอกม่านฟ้ามืดมิดนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายเพียงใด
“พวกเขาทําเช่นนี้จะต่างอะไรกับการไปรนหาที่ตาย?” สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวกดยิ้มพลางเอ่ยออกมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่ยอมรับ
“ให้ตายเถอะ! ยอมตายภายใต้หายนะมหาวิถี ยังดีกว่าจะยอมให้พวกเราจับตัวเจ้าเด็กแซ่ลูนั่นได้งั้นหรือ? ช่างน่าแค้นนัก!”
ในบริเวณใกล้เคียง พวกสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวที่มารวมตัวกันล้วนรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง ไล่ล่าสังหารมาตลอดทาง สุดท้ายกลับเหมือนตักน้ำด้วยตะกร้าไม้ไผ่ ไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง ใครจะยอมรับได้?
“พวกโง่เขลา! คนแซ่ลูนั่นสามารถสลายแสงหายนะมหาวิถีได้ จะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะเคราะห์ร้ายตายไป?” มีคนโต้แย้งขึ้น “ข้าสงสัยว่าคนแซ่ลูนั่นคงจะหนีออกไปจากม่านฟ้ามืดมิดแล้ว และออกไปจากเขตหวงห้ามลึกลับที่หกแห่งนี้!”
รอยแยกบนม่านฟ้ามืดมิดเบื้องบนเลือนหายไปแล้ว ไม่อาจมองเห็นทัศนียภาพภายนอกได้อีก ถึงขนาดที่ว่าไม่มีใครรู้ว่าลูเยี่ยและคนอื่น ๆ ยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว
“หนีพระได้แต่หนีวัดไม่ได้!” ทันใดนั้นนักพรตพิการก็เอ่ยปากขึ้น ดึงดูดสายตาของเหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวทั้งหมดให้หันไปทางเขา
“ผู้พิทักษ์สุสานและไก่ห้าสีไม่มีทางจะหนีไปได้ เมื่อพวกเขาทั้งสองเลือกเป็นสมุนให้เสือ ก็ต้องจ่ายราคาสำหรับการกระทำนี้!”
น้ำเสียงของนักพรตพิการเย็นเยียบ กลิ่นอายสังหารแผ่กระจาย ก่อนหน้านี้เขามีโอกาสจะจับตัวลูเยี่ยได้หลายต่อหลายครั้งแต่กลับพลาดท่าไปทุกที ดังนั้นเขาจึงเป็นผู้ที่ไม่ยอมรับและคับแค้นใจมากที่สุด ความโกรธแค้นที่เก็บกดไว้ไม่มีที่ให้ระบาย
“ท่านผู้อาวุโสนักพรตพิการ พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดเช่นกัน เขาก็สมควรตายเช่นกัน!” สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวบางตนตะโกนขึ้น
นักพรตพิการเงยหน้ามองขึ้นไปบนม่านฟ้าอันมืดมิด พลางเอ่ยเน้นทีละคำว่า
“สหายน้อยลู หากเจ้าไม่ไยดีต่อชีวิตของพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขา ก็เชิญหนีออกไปจากเขตหวงห้ามลึกลับที่หกได้ตามสบาย!”
น้ำเสียงดังกึกก้องไปถึงท้องฟ้า และในชั่วขณะต่อมา นักพรตพิการก็เคลื่อนร่างผ่านท้องฟ้าพุ่งตัวไปทางห่างไกล บรรดาสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวต่างรีบตามไปโดยพร้อมเพรียงกัน ทุกตนล้วนตระหนักว่านักพรตพิการกำลังจะไปสังหารพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขา!
นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกมีผู้ใดบ้างที่ไม่รู้ว่า พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาผู้เป็นยอดฝีมือผู้ฝึกดาบนั้นแข็งแกร่งเพียงใด? หากพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาต้องตายเพราะเรื่องนี้ มันจะต้องก่อให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่อย่างแน่นอน สำคัญที่สุดคือลูเยี่ยจะถูกบีบบังคับให้ปรากฏตัวเพราะพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาหรือไม่?
ตูม!
ใต้ท้องฟ้า ลิงคลั่งและพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขากำลังต่อสู้อย่างดุเดือด คมดาบส่งเสียงหวีดหวิว ปราณดาบแผ่กระจายไปทั่ว ต่อสู้จนทุกพื้นที่พลิกฟื้นปั่นป่วนไปหมด เห็นได้ชัดว่าลิงคลั่งเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่เล็กน้อย ถูกพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขากดดันอยู่
เมื่อนักพรตพิการและกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นมาถึง ลิงคลั่งก็ดีใจเป็นล้นพ้น มันเงยหน้าหัวเราะก้องฟ้า
“ฮ่า ๆ ๆ เฒ่าพยัคฆ์ขาวเอย เจ้าจบสิ้นแล้ว!”
หัวใจของพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาจมดิ่งลงไป นักพรตพิการ! ถ้าตาเฒ่านี้ลงมือ นั่นไม่ใช่หมายความว่าสหายน้อยลูและคนอื่น ๆ…
“ไป!” นักพรตพิการไม่ยอมเสียเวลาเอ่ยคำไร้สาระ เขาสะบัดมือทันที โซ่ตรวนกระดูกขาวพุ่งแหวกอากาศออกไป
ตูม!
ท่ามกลางเสียงปะทะที่สั่นสะเทือนฟ้าดิน พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาถูกโจมตีบาดเจ็บ ร่างกายเซถอยหลังอย่างโงนเงน พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาหมุนตัวหมายจะหนี แต่รอบทิศทางพวกสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นได้ปิดล้อมไว้แล้ว ทำให้เขาตกอยู่ในวงล้อมอย่างแน่นหนา
“ใครสามารถบอกข้าได้หรือไม่ ตอนนี้ลูเยี่ยและคนอื่น ๆ เป็นอย่างไรบ้าง?” พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาเอ่ยปาก เสียงแผ่ขยายไปทั่วฟ้าดิน
สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นต่างมีสายตาแปลกประหลาด ตกอยู่ในภาวะคับขันแต่ยังห่วงใยชีวิตความเป็นความตายของผู้อื่น พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาเหตุใดถึงได้เลอะเลือนเพียงนี้?
ตูม!
ลิงคลั่งกวัดแกว่งดาบเข้าสังหาร ไม่เปิดโอกาสให้พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาได้หายใจหายคอเลยแม้แต้น้อย สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวตนอื่น ๆ ต่างร่วมมือกันลงมือปิดกั้นพื้นที่ทั้งสี่ทิศ ผู้ที่โจมตีรุนแรงที่สุดย่อมหนีไม่พ้นนักพรตพิการ วาดนิ้วไปข้างหน้าเบา ๆ โซ่ตรวนกระดูกขาวทำลายความว่างเปล่าของท้องฟ้า ทะลวงร่างของพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาอย่างง่ายดาย พร้อมกับทิ้งรอยเลือดร้อนระอุไว้เป็นสาย
พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาครางออกมา กำลังจะตอบโต้แต่โซ่ตรวนกระดูกขาวนั้นก็พันรัดร่างกายของเขาเป็นชั้น ๆ เสียแล้ว
“จงมานี่!” นักพรตพิการสะบัดมือเพียงครั้งเดียว พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนก็หล่นลงมาตรงหน้า
“ร้ายกาจ!” ลิงคลั่งอุทานด้วยความทึ่ง ยามที่นักพรตพิการจัดการกับพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขานั้นช่างดูง่ายดายราวกับหยิบของในถุงออกมา ใครเล่าจะไม่ตกตะลึง?
“หากลูเยี่ยไม่มาช่วยเจ้า ข้าจะถลกหนังเสือของเจ้าออกมา ทุบกระดูกเจ้าให้แหลกละเอียด แล้วควักเอาเนื้อเลือดและอวัยวะภายในของเจ้าออกมาแบ่งให้สหายเต๋าเหล่านี้ได้ลิ้มลองทั่วกัน” นักพรตพิการที่มีเพียงร่างกายท่อนบนลอยเด่นอยู่ตรงนั้น มองลงมาที่พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขา “ส่วนข้าจะได้ลิ้มรสจิตเทวะของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว”
นี่ไม่ใช่เพียงคำขู่ ทันทีที่เสียงพูดดังขึ้น นักพรตพิการก็ลงมือทันที เขาวาดนิวดุจใบมีดกรีดลงไปเบา ๆ ร่างกายของพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาก็ปรากฏรอยแผลที่มีเลือดไหลนองทันที เขาคิดจะถลกหนังเสือออกมาจริงๆ!
แต่พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขากลับหัวเราะออกมา “ที่แท้นักพรตพิการอย่างเจ้าลงมือเองก็ยังทำอะไรสหายลูไม่ได้งั้นหรือ เช่นนี้ข้าก็วางใจแล้ว”
ท่าทางที่สงบนิ่งและไร้ซึ่งความหวาดกลัวนั้นทำให้นักพรตพิการขมวดคิวแน่น กลิ่นอายสังหารในดวงตาพุ่งทะยานถึงขีดสุด เขาวาดปลายนิ้วซ้ำ ๆ กรีดลงบนร่างของพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาให้เกิดรอยเลือดมากมาย มุ่งหมายจะถลกหนังเสือที่สมบูรณ์ออกมาให้ได้
ภาพอันโหดเหี้ยมนั้นทำให้บรรดาสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวที่อยู่ใกล้เคียงรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาที่แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นกลับต้องตกเป็นนักโทษใต้เท้าผู้อื่น ถูกสังเวยตามใจชอบ!
นอกเหนือจากความคาดหมายของทุกคน พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขายังคงสงบนิ่งตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีเสียงโอดครวญไม่มีการวิงวอนขอชีวิต ความสงบนั้นเป็นความสุขุมราวกับพร้อมที่จะเผชิญความตาย! สิ่งนี้กลับยิ่งกระตุ้นโทสะของนักพรตพิการให้โกรธมากขึ้น
“สิ่งที่ข้าเกลียดที่สุดก็คือพวกโง่เขลาหัวรั้นเช่นเจ้านี่แหละ!” แววตาของนักพรตพิการอำมหิตยิ่งนัก เขาเงยหนามองท้องฟ้า “ไม่ว่าลูเยี่ยเจ้าเด็กนั่นจะปรากฏตัวออกมาหรือไม่ ข้าก็จะสังหารเจ้าเสียก่อน!”
ที่ปลายนิ้วของเขาปรากฏแสงคมกริบพุ่งออกมา ก่อนจะฟาดฟันลงมาอย่างรุนแรง
พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาจิตใจสงบนิ่ง ไม่มีทั้งความไม่ยินยอมและความเสียใจ เรื่องราวครั้งนี้เดิมทีเป็นสิ่งที่เขาต้องการทำด้วยตัวเอง เพื่อสร้างสายสัมพันธ์อันดีกับลูเยี่ย เพื่อปูทางให้หลานชายไป๋เสวียนอี แม้จะพ่ายแพ้ในยามนี้ก็ไม่มีความเสียดาย ยิ่งไปกว่านั้นเขาเป็นผู้ฝึกดาบที่มองความเป็นความตายอย่างจืดจางมานานแล้ว! ความเสียดายเพียงหนึ่งเดียวอาจเป็นเพราะไม่ได้พบหน้าหลานชายไป๋เสวียนอีอีกครั้ง…
ทว่าเมื่อการโจมตีของนักพรตพิการฟาดฟันลงมา ในขณะที่ทุกคนต่างคิดว่าพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาจะต้องตายอย่างแน่นอนนั้น เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!
บนท้องฟ้า ม่านฟ้ามืดมิดพลันขยายตัวออกอย่างฉับพลัน ประดุจม่านผืนยักษ์ที่ถูกกระชากเปิด แสงหายนะสีขาวโพลนสายหนึ่งพุ่งทะลักลงมา แสงหายนะนั้นเจิดจ้ารวดเร็ว และนำพากลิ่นอายต้องห้ามที่ยากจะพรรณนา ซัดเข้าใส่สังหารนักพรตพิการ ความเร็วนันรวดเร็วถึงขั้นสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหล้า
“มาอีกแล้วหรือ?” สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกใจ พากันหลบหนีออกไปไกลตามสัญชาตญาณ
ในชั่วพริบตานั้น นักพรตพิการสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง หัวใจเต้นรัวราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบไว้แน่น ความรู้สึกนั้นคือภัยพิบัติใหญ่ที่กำลังมาถึงอย่างแท้จริง!
“คิดจะสังหารข้าหรือ? อย่าหวังเลย! ข้าจะให้พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาตายอยู่ภายใต้หายนะนี้ไปพร้อมกัน!” นักพรตพิการคว้าโซ่ตรวนกระดูกสีขาวไว้แน่นแล้วกระชากอย่างแรง จนสามารถเหวี่ยงพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาออกไปเบื้องหน้า โยนเขาไปหาแสงหายนะมหาวิถีที่พุ่งทะลักลงมาจากฟ้าโดยตรง! ส่วนตัวนักพรตพิการเองก็ทะยานร่างหลบหนีออกไปไกลแสนไกล
การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว รวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ
“ก็ดีเหมือนกัน ตายภายใต้หายนะมหาวิถีนี้ ยังดีกว่าต้องตายด้วยน้ำมือนักพรตพิการ!” พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขารำพึงในใจ
แต่ในชั่วขณะถัดมา ทั้งนักพรตพิการและเหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นต่างได้เห็นภาพที่ตกตะลึง แสงหายนะนั้นกลับกลายเป็นแถบผ้าสายหนึ่งเข้าห่อหุ้มพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาไว้ทั้งตัว แล้วพุ่งทะยานกลับขึ้นไปนอกม่านฟ้ามืดมิดอย่างรวดเร็ว
ทุกคน “???”