บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 296 เสียงลึกลับในเตาหลอมแห่งภัยพิบัติ
เมื่อเทียบกับเตาหลอมแห่งภัยพิบัติ ลูเยี่ยที่ยืนถือดาบอยู่ในยามนี้ก็มิต่างอะไรกับมดปลวกตัวจ้อยบนพื้นดินที่กำลังท้าทายมังกรศักดิ์สิทธิ์บนฟ้า ความแตกต่างนั้นช่างห่างไกลกันเหลือเกิน พลังลมปราณระหว่างทั้งสองฝ่ายก็แตกต่างกันอย่างมหาศาลไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย ด้วยเหตุนี้เมื่อเสียงของลูเยี่ยดังขึ้น ทั้งผู้พิทักษ์สุสานและไก่ห้าสีต่างตกตะลึงชั่วขณะ แทบจะสงสัยว่าตนได้ยินผิดไป
แต่แล้วทันใดนั้น ทั้งสองก็สังเกตเห็นอย่างฉับไวว่า เตาหลอมแห่งภัยพิบัติไม่ได้คำรามอีกแล้ว! พลังหายนะมหาวิถีที่แผ่ออกมาจากเตาหลอมใหญ่ใต้นั้นค่อย ๆ สงบลงอย่างเงียบงัน ความรู้สึกที่ได้รับก็ราวกับว่ามันตกใจจริงๆ จากสถานะที่โกรธเกรี้ยวสู่ความสงบและกลับมาสงบเสงี่ยมขึ้น!
ผู้พิทักษ์สุสานและไก่ห้าสีพากันงุนงงสับสน ช่างเหนือความคาดหมายไปไกลเหลือเกิน! นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่? นั่นมันคือเตาหลอมแห่งภัยพิบัติที่กดทับเขตหวงห้ามลึกลับที่หกมานับไม่ถ้วนกาลเวลา! เป็นวัตถุผนึกที่เปรียบเสมือนร่างอวตารของทัณฑ์สวรรค์ ไฉนถึงได้ถูกข่มขวัญจนหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้?
“หืม เจ้ายังพอจะฟังภาษาคนรู้เรื่องอยู่บ้างนะ” ในขณะนี้ลูเยี่ยเองก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก พลางผ่อนคลายท่าทีลง
ถูกต้องแล้ว ก่อนหน้านี้แม้แต่ใจของเขาก็ยังไม่มั่นใจ เพียงแค่ลองหยั่งเชิงดูเท่านั้น ทว่าเห็นได้ชัดว่าเตาหลอมแห่งภัยพิบัติที่กดข่มเขตหวงห้ามลึกลับที่หกมานับไม่ถ้วนปีนั้น เกรงกลัวผังดาบเก่าคุมขังเป็นอย่างมาก! มิเช่นนั้นแล้วเหตุใดจึงกลับว่าง่ายเช่นนี้ได้?
เมื่อเตาหลอมแห่งภัยพิบัติเก็บงำพลังลมปราณลง ทั้งผู้พิทักษ์สุสานและไก่ห้าสีที่ถูกข่มขวัญก็ฟื้นร่างกายและจิตใจกลับมา ทั้งสองสบสายตากัน ต่างพากันถอนหายใจออกมาอย่างยาวเหยียดราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งได้รับการช่วยเหลือ การถูกล้อมโจมตีครั้งนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์คับขัน โดยลูเยี่ยเป็นผู้แหวกวงล้อมเพื่อเปิดทางรอดออกมาได้ด้วยตนเอง! สิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือทางรอดเส้นนี้อยู่ภายนอกม่านฟ้ารัตนการนั้น!
ทั้งสองคนต่างรู้กาลเทศะดี จึงไม่มีใครเอ่ยปากถามลูเยี่ยว่าเขาททำเช่นนี้ได้อย่างไร ความลับเช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดของลูเยี่ยอย่างแน่นอน
“สหายเต๋าเฉิน ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว พวกเราสามารถออกเดินทางจากที่นี่ได้เลย พาท่านออกจากเขตหวงห้ามลึกลับที่หก!” ไก่ห้าสีเอ่ยเสียงเบา ยามที่มันเผชิญหน้ากับลูเยี่ยในตอนนี้ ถึงกับมีความระมัดระวังอยู่หลายส่วน แฝงไปด้วยความยำเกรง ความนอบน้อม และร่องรอยของการประจบประแจงอยู่ลาง ๆ!
ผู้พิทักษ์สุสานสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างว่องไว ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทอดถอนใจ หากเปลี่ยนเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวใดก็ตาม เมื่อได้เห็นภาพเตาหลอมแห่งภัยพิบัติถูกข่มจน ‘สงบเสงี่ยม’ เช่นนี้แล้ว ใครเล่าจะยังกล้าปฏิบัติต่อลูเยี่ยราวกับเด็กหนุ่มขอบเขตทะเลทองคำทั่วไปอีกเล่า? อย่าว่าแต่ไก่ห้าสีเลย แม้แต่ท่าทีของผู้พิทักษ์สุสานที่มีต่อลูเยี่ยก็ได้แปรเปลี่ยนไปอย่างจากหน้ามือเป็นหลังมือ!
“เหตุใดต้องรีบไป?” แววตาของลูเยี่ยเย็นเยียบ ในใจมีกองเพลิงแห่งโทสะกำลังแผดเผา
ในการต่อสู้ครั้งนี้พวกเขาถูกไล่ล่าและถูกขัดขวางตลอดเส้นทาง! สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นล้วนมองว่าพวกเขาเป็นเพียงอาหารในจาน พากันโจมตีอย่างบ้าคลั่ง โดยเฉพาะนักพรตพิการผู้นั้นเกือบจะปลิดชีพพวกเขาไปหลายต่อหลายครั้ง! เรื่องราวทั้งหมดนี้ทำให้ลูเยี่ยอัดอั้นตันใจจนกลายเป็นความโกรธแค้น จะปล่อยให้มันผ่านไปเช่นนี้ได้อย่างไร?
“สหายเต๋าเฉิน ท่านกำลังจะกลับไปสังหารพวกเขาหรือ?” ไก่ห้าสีสูดลมหายใจเฮือกด้วยความตกใจ เขาเปลี่ยนคำเรียกขานลูเยี่ยจาก ‘สหายน้อยลู’ กลายเป็น ‘สหายเต๋าเฉิน’ เสียแล้ว! หากไม่ใช่เพราะในใจยังมีความภาคภูมิและศักดิ์ศรีหลงเหลืออยู่บ้าง บางทีการที่เขาจะเรียกลูเยี่ยว่า ‘ท่านผู้อาวุโส’ คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
“พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขายังคงต่อสู้แลกชีวิตอยู่!” สายตาของลูเยี่ยแน่วแน่ขึ้น “แล้วท่านไก่ห้าสี ท่านไม่กังวลหรือว่าทายาทของตนจะถูกลากเข้าไปพัวพันจนต้องรับเคราะห์ไปด้วย?”
สีหน้าของไก่ห้าสีเปลี่ยนไปทันที เป็นความจริง วันนี้มันแสดงจุดยืนอยู่ข้างลูเยี่ยอย่างชัดแจ้ง ทายาทในสายเลือดของมันย่อมต้องถูกพวกปีศาจเฒ่าตนอื่น ๆ ตามล้างแค้นอย่างแน่นอน
ผู้พิทักษ์สุสานกล่าวว่า “ลูเยี่ย เจ้าวางแผนจะทำอย่างไร? ยังจะเหมือนเมื่อครู่ที่พวกเราร่วมมือกันโจมตีฝ่ายตรงข้ามหรือไม่?”
ลูเยี่ยส่ายหน้า “ไม่จำเป็น” เขาเงยหน้ามองไปทางเตาหลอมแห่งภัยพิบัติ “ช่วยอะไรข้าสักอย่างได้หรือไม่?”
ผู้พิทักษ์สุสานและไก่ห้าสีต่างตกตะลึง พวกเขาเพิ่งตระหนักว่าวิธีแก้แค้นของลูเยี่ยอยู่ที่เตาหลอมแห่งภัยพิบัติ เพียงแต่… เตาหลอมแห่งภัยพิบัติจะยอมช่วยหรือไม่?
ทุกอย่างรอบด้านเงียบสงัด เตาหลอมแห่งภัยพิบัติเงียบไร้เสียงตอบ ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
ลูเยี่ยขมวดคิ้ว “ไม่เต็มใจหรือ?” เขากุมดาบแห่งวิถีไว้ในมือ ก้าวเดินมุ่งหน้าเข้าไปใกล้เตาหลอมแห่งภัยพิบัติ
ภาพที่น่าตกใจปรากฏขึ้น เตาหลอมแห่งภัยพิบัติถึงกับสั่นสะท้านแล้วถอยร่นไปด้านหลัง
“หยุดอยู่ตรงนั้น!” ลูเยี่ยกล่าวว่า “หากเจ้ากล้าหนี ข้าจะทำลายม่านฟ้ารัตนการนี้ทิ้งซะ ปล่อยให้เขตหวงห้ามลึกลับที่หกหลุดพ้นจากการปิดผนึกเดี๋ยวนี้!”
เตาหลอมแห่งภัยพิบัติหยุดนิ่งไม่กล้าขยับเขยื้อนจริงๆ ผู้พิทักษ์สุสานและไก่ห้าสีมองดูด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด พวกเขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า เตาหลอมแห่งภัยพิบัติที่เขตหวงห้ามลึกลับที่หกมองว่าเป็นร่างอวตารของทัณฑ์สวรรค์ กลับถูกขู่จนกลายเป็นขี้ขลาดตาขาวเช่นนี้แม้แต่จะหนีก็ยังไม่กล้า! ความลับที่ลูเยี่ยครอบครองอยู่นั้นจะต้องทรงพลังเพียงใด จึงทำให้เตาหลอมแห่งภัยพิบัติหวาดกลัวถึงเพียงนี้?
ในขณะที่ทั้งสองกำลังตกอยู่ในความตกตะลึง เสียงถอนหายใจแผ่วเบาก็ดังขึ้นข้างลูเยี่ย
“ข้าหลับใหลอยู่ที่นี่มานานนับหมื่นปี ไม่เคยคิดว่าวันนี้จะถูกเจ้าเด็กน้อยขอบเขตทะเลทองคำปลุกให้ตื่นขึ้นมา ช่างเป็นเรื่องประหลาดนัก”
ลูเยี่ยใจสั่นสะท้าน ภายในเตาเตาหลอมแห่งภัยพิบัตินี้กลับยังมี ‘สิ่งมีชีวิต’ อยู่ด้วยหรือ? เขาเงยหน้าขึ้นมองดูผู้พิทักษ์สุสานและไก่ห้าสี แต่กลับพบว่าทั้งสองคนไม่รู้สึกตัวเลย เห็นได้ชัดว่ามีเพียงเขาเท่านั้นที่ได้ยินเสียงนี้
เสียงนั้นทุ่มต่ำและแก่ชรากล่าวต่อไปว่า
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าใช้วิธีใดถึงสามารถสลาย ‘พลังหายนะ’ ได้ แต่ว่า… เจ้าเด็กน้อยขอบเขตทะเลทองคำผู้หนึ่ง กลับกล้ามายืนขู่ข้าอย่างผ่าเผยเช่นนี้ มันไม่ออกจะเกินไปหน่อยหรือ?” น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความโกรธเคืองและไม่พอใจ
ลูเยี่ยรู้สึกหวั่นไหวในใจ โกรธถึงเพียงนี้แต่ยังไม่ยอมลงมือ เห็นได้ชัดว่าชายชราลึกลับผู้นี้หวาดเกรงเขาอยู่ไม่น้อย! ในยามนี้ลูเยี่ยจึงแสดงท่าทีแข็งกร้าวขึ้นกว่าเดิม เขาส่งเสียงกระแสจิตถามออกไปตรงๆ ว่า
“แค่บอกมาว่าจะช่วยหรือไม่ช่วย!”
เสียงแหบแห่งชราแสดงความโกรธอย่างชัดเจน
“เจ้าร่วงรู้หรือไม่ว่าเหตุใดเตาหลอมแห่งภัยพิบัติถึงต้องกดข่มสถานที่แห่งนี้ไว้? แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าหากพลังผนึกถูกทำลาย จะเกิดผลลัพธ์ที่ร้ายแรงเพียงใดตามมา?”
ลูเยี่ยแน่นอนว่าไม่รู้เรื่องพวกนี้ “ความอดทนของข้ามีขีดจำกัด ข้าจะนับหนึ่งถึงสาม หากเจ้ายังมัวแต่ออกนอกเรื่อง ข้าจะถือว่าเจ้าปฏิเสธที่จะช่วย”
“เจ้าเด็กสารเลว! ข้าอยู่มานับไม่ถ้วนกัลป์ ยังไม่เคยพบเคยเจอเจ้าเด็กเหลือขอที่ไร้เหตุผลเช่นเจ้ามาก่อน! เจ้าคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะบงการข้าได้งั้นหรือ?” เสียงชรานั้นแผดร้องอย่างเดือดดาล
ลูเยี่ยกล่าว “หนึ่ง… สอง…”
เสียงชรานั้นพลันตะโกนขึ้นทันที “ช่วย! ข้าจะช่วยเจ้า พอใจหรือยัง? ฝากไว้ก่อนเถอะ รอให้ข้าทำนายที่มาที่ไปของเจ้าได้เมื่อใด วันหน้าข้าจะทำให้เจ้าต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอขมาข้าให้จงได้!”
ลูเยี่ยถอนหายใจอย่างโล่งอก ยอมรับดีว่าการกระทำครั้งนี้เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง หากชายชราลึกลับผู้นั้นยอมแลกชีวิตขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายเพียงใด โชคดีที่ชายชราผู้นั้นสุดท้ายก็ไม่กล้าทำอะไรบ้าบิ่น
“เจ้าต้องการทำอะไร?” เสียงแก่ชราเอ่ยว่า “แต่ข้าต้องเตือนเจ้าไว้ก่อน ข้าไม่มีทางช่วยเจ้าขโมยพลังต้นกำเนิดของเตาหลอมแห่งภัยพิบัติเป็นอันขาด และยิ่งไม่มีทางช่วยเจ้าขุดค้นความลับที่ถูกปิดผนึกไว้ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกนี้ด้วย!”
ลูเยี่ยตอบกลับไปตรงๆ ว่า “วางใจเถิด ข้าเพียงต้องการสังหารศัตรูบางคน เจ้าแค่แบ่งแสงหายนะมาให้ข้าใช้สักหน่อยก็พอแล้ว”
“แค่นี้เองหรือ?” เสียงแก่ชราดูเหมือนไม่อยากจะเชื่อ
ลูเยี่ยถามกลับ “แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?”
“ทำไมไม่บอกแต่แรก! ปล่อยให้ข้าหลงนึกว่าเจ้าจ้องจะงัดความลับที่ฝังอยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับนี้ออกมาเสียอีก!” เสียงอันแก่ชราผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด แม้กระทั่งน้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้น ลูเยี่ยจึงตระหนักได้ว่า ชายชราลึกลับผู้นี้เพิ่งจะตื่นขึ้นมาจริงๆ และไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เลยแม้แต้น้อย
“ไม่อาจให้เจ้าหยิบยืมพลังของเตาหลอมแห่งภัยพิบัติได้โดยตรงหรอกนะ หากเจ้ารอบนำไปหลอมขึ้นมาจะทำอย่างไร?” เสียงชราเอ่ย “อย่างไรก็ตาม ข้าสามารถช่วยเจ้าสังหารคนได้ เจ้าเพียงแค่บอกว่าจะให้สังหารใครก็พอแล้ว”
ยังมีเรื่องดี ๆ แบบนี้ด้วยหรือ? ลูเยี่ยแย้มยิ้มออกมา เช่นนี้สิถึงจะยอดเยี่ยมที่สุด!