บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 289 โอกาสเพียงหนึ่งเดียว
บทที่ 289 โอกาสเพียงหนึ่งเดียว
บนเส้นทางแห่งการฝึกฝน การตระหนักรู้มหาวิถีนั้นยากลำบากที่สุด สิ่งที่ถูกทดสอบนอกจากสติปัญญาแล้ว ยังมีจิตใจ ความกล้า และความมุ่งมั่น สำหรับผู้ฝึกตนทุกคน การตระหนักรู้มหาวิถีนั้นต้องใช้ความพยายามและเวลามหาศาล ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่สามารถรับประกันได้ว่ามหาวิถีที่ตนตระหนักรู้นั้นมีข้อบกพร่องหรือไม่ แม้แต่ในเคล็ดวิชาลับอันล้ำค่าเหล่านั้น แต่ละอย่างล้วนมีแก่นแท้มหาวิถีอยู่ข้างใน แต่ละคนอาจจะตระหนักรู้ได้มากน้อยแตกต่างกันไป
การฝึกฝนนั้นยาก ยากยิ่งกว่าการปีนป่ายขึ้นสู่สวรรค์เสียอีก นั่นคือสิ่งที่บ่งบอกถึงความยากลำบากในการแสวงหามหาวิถี
ลูเยี่ยไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับปัญหานี้ ในดินแดนแห่งรังสรรค์วิถีเขาสามารถใช้พลังแห่งการถ่ายทอดวิถีจาก ‘กระแสสายธารแห่งความโกลาหล’ ค้นหาแก่นแท้มหาวิถีต่างๆ ที่เขามีอยู่ให้ออกมาในรูปสมบูรณ์ และลูเยี่ยมั่นใจว่าเกรงว่าแม้แต่เจ้าของเดิมของมหาวิถีเหล่านั้น ก็อาจไม่สามารถเข้าใจความลึกลับของมหาวิถีได้อย่างครบถ้วนเช่นนี้!
เวลาค่อย ๆ ผ่านไปอย่างเงียบงัน ลูเยี่ยนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินสีเขียว ตกอยู่ในสภาวะลืมเลือนตนเองโดยสิ้นเชิง การตระหนักรู้เกี่ยวกับมหาวิถีต่างๆ ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในใจของลูเยี่ยทีละอย่าง
ภายในวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุ
“แม่เจ้า! ทำข้าตกใจแทบตาย เจ้าเป็นใคร?”
อีกาหัวขาวอาจื่อตกใจสุดขีด จึงพุ่งกรงเล็บตรงไปข้างหน้าโดยทันที สิ่งที่อยู่ประชิดติดตัวมันคือใบหน้ามนุษย์ที่ผมเผ้ารุงรัง มีขนาดเท่ากับหินโม่แป้ง ยามที่ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาดูเย็นเยียบราวกับประตูที่ทอดไปสู่ขุมนรก ชวนให้ขนหัวลุกยิ่งนัก
เมื่อกรงเล็บของอีกาหัวขาวฟาดผ่านไป ใบหน้ายักษ์นั้นพลันหัวเราะร่า
“ในที่สุดข้าก็ได้รอจนพบเจ้า”
น้ำเสียงนั้นต่ำพร่าและทรงพลัง กังวานก้องอยู่ในวิหารอันว่างเปล่าแห่งนี้
อาจื่อสังเกตเห็นว่าการโจมตีของตนไม่ได้ก่อให้เกิดระลอกคลื่นแม้แต่น้อย จึงรีบหยุดมือทันที มันเอ่ยอย่างเก้อเขินว่า
“ท่านผู้อาวุโส ท่านโปรดอย่าได้ถือโทษ เมื่อครู่ข้าเพียงแค้ตกใจ ไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินท่านเลยจริงๆ นะ!”
ในใจของมันกำลังคร่ำครวญว่า นี่มันวาสนาบ้าบออะไรกันเนี่ย? ก่อนหน้านี้มันเข้ามาในวิหารหลังนี้อย่างงง ๆ มาปรากฏตัวอยู่บนเก้าอี้ขนาดมหึมาตัวหนึ่ง เก้าอี้ตัวนี้ตั้งอยู่ใจกลางวิหาร ทั้งตัวล้วนเป็นสีดำสนิทคล้ายหยกแต่ก็ไม่ใช่หยก คล้ายทองแต่ก็ไม่ใช่ทอง จากจุดนี้สามารถมองเห็นภาพเหตุการณ์ทุกอย่างในวิหารได้อย่างทั่วถึง แต่อีกาหัวขาวพิจารณาอย่างละเอียดเป็นเวลานานกลับไม่พบโอกาสหรือวาสนาใด ๆ เลย ทั่วทั้งวิหารว่างเปล่านอกจากเก้าอี้ที่มันนั่งอยู่แล้ว ไม่มีแม้แต่เครื่องตกแต่งสักชิ้นเดียว!
ในขณะที่มันกำลังหวาดหวั่นพรั่นใจอยู่นั้น ใบหน้ายักษ์ที่ผมเผ้ารุงรังนี้ก็ปรากฏขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ในอดีต หญิงชราที่เฝ้าเทือกเขาเฉียนเฟิงเป็นคนพาเจ้าไปจากที่นี่ หรือว่าเจ้าลืมไปสิ้นแล้ว?”
ใบหน้ายักษ์นั้นจ้องเขม็งมาที่อีกาหัวขาวด้วยดวงตาเย็นเยียบ
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?”
อีกาหัวขาวตกตะลึง
“ท่านยายไม่เคยบอกข้าเรื่องนี้เลยนะ!”
“แน่ละ ยามนั้นเป็นข้าเองที่ผนึกพลังสายเลือดของเจ้าไว้ ทั้งยังปิดกั้นความทรงจำของเจ้า เจ้าจึงนึกอะไรไม่ออกเป็นธรรมดา”
ใบหน้ายักษ์เอ่ยเสียงแผ่ว อีกาหัวขาวอดไม่ได้ที่จะถาม
“เหตุใดท่านถึงทำเช่นนี้? ข้าได้กระทำความผิดอะไรต่อท่านหรือ?”
ใบหน้ายักษ์มองอาจื่อด้วยสายตาล้ำลึก
“เมื่อยามที่พลังสายเลือดตื่นขึ้น สิ่งที่เจ้าควรรู้เจ้าก็จะรู้ได้เอง”
ตูม!
ในชั่วขณะถัดมา ใบหน้ายักษ์พลันสลายกลายเป็นละอองแสงอันลึกลับเข้าโอบล้อมร่างของอีกาหัวขาวไว้อย่างสมบูรณ์
“บัดซบ!”
อีกาหัวขาวเพียงแค่ได้ส่งเสียงร้องอุทานคำเดียวก็สิ้นสติไปในทันที
ในเวลาเดียวกัน บนกำแพงโดยรอบวิหารแห่งนี้ ภาพวาดอันน่าพิศวงหลายภาพก็ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน หากลูเยี่ยอยู่ที่นี่เขาจะต้องจำได้แน่นอนว่า ในจำนวนภาพวาดทั้งแปดภาพนั้น แต่ละภาพคือเหล่าแม่ทัพทั้งแปดที่เคยปรากฏบนขั้นบันไดหิน และ ‘ใบหน้ายักษ์’ ที่เพิ่งสนทนากับอีกาหัวขาวก็ปรากฏอยู่ในภาพวาดหนึ่งเช่นกัน
เขาที่อยู่ในภาพวาดนั่งสูงอยู่บนบัลลังก์สีดำ สวมเสื้อคลุมยาวสีดำที่ปักลวดลายดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ราวกับจักรพรรดิองค์หนึ่งที่กำลังทอดพระเนตรลงมายังเก้าสวรรค์สิบทิศ!
“การรอคอยมานานแสนนาน ในที่สุดก็ได้พบโอกาสเพียงหนึ่งเดียวนี้”
เสียงทอดถอนใจดังขึ้น
“ทุกท่าน ข้าหวังเพียงว่าสายเลือดแห่งวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุ จะยังมีโอกาสกลับไปพิชิตมหาวิถี และชี้ดาบไปยังประตูเซียนอีกครั้ง!”
น้ำเสียงนั้นดังก้องอยู่นานแสนนาน จากนั้นภาพวาดเหล่านั้นก็ค่อย ๆ กลายเป็นละอองแสงทีละสาย ซึมซาบหายเข้าไปในร่างของอีกาหัวขาว
นอกประตูใหญ่วิหาร ลูเยี่ยนั่งขัดสมาธิอยู่ ไม่ได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในวิหารเลยแม้แต่น้อย และย่อมไม่รู้ว่าขณะที่เขากำลังนั่งสมาธิอยู่นั้น ร่างของหญิงสาวในชุดขนนกนามเหยาเวยก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
“กลิ่นอายทั่วร่างช่างลึกลับและซับซ้อน ทั้งมืดมิดและลึกล้ำดังห้วงเหว ข้าถึงกับมองไม่เห็นความลับใด ๆ เลย ช่างมีดีอยู่บ้างจริงๆ”
เหยาเวยจ้องมองเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีดำที่กำลังนั่งสมาธิอย่างเงียบ ๆ ด้วยสายตาที่ลุ่มลึก เมื่อได้รับการเลือกจากผู้พิทักษ์สุสาน เด็กหนุ่มผู้นี้ย่อมมีพรสวรรค์ที่ไม่เคยมีผู้ใดมีมาก่อน การที่เขาผ่านบันไดหินแปดขั้นได้อย่างง่ายดาย ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ในข้อนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาจะระมัดระวังมากเกินไปสักหน่อย
เมื่อนึกถึงเรื่องที่ลูเยี่ยปฏิเสธการเป็นผู้พิทักษ์วิถีของวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหยาเวยก็อดรู้สึกหงุดหงิดในใจไม่ได้ ในโลกนี้จะมีคนใดที่สามารถปฏิเสธการสืบทอดของวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุได้?
ดวงตาของเหยาเวยหรี่ลงเมื่อสังเกตเห็นว่า พลังปราณในร่างของลูเยี่ยพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน พลังแห่งมหาวิถีอันพร่าเลือนราวกับเป็นภาพลวงตาปรากฏขึ้นรอบร่างของลูเยี่ย นี่คือมหาวิถีของเขางั้นหรือ?
เมื่อเหยาเวยสงบจิตใจลงเพื่อสัมผัสรับรู้ หัวใจของนางก็อดสั่นสะเทือนไม่ได้ สีหน้าของนางเปลี่ยนไป ในการสัมผัสรับรู้ของนาง ราวกับว่านางมองเห็นท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลเหนือขอบฟ้า ปกคลุมสรรพสิ่งทั้งปวง สูงส่งเหนือทุกสรรพสิ่ง ยิ่งใหญ่และไร้ขอบเขต!
นี่มันมหาวิถีอะไรกันแน่?
จิตใจของเหยาเวยปั่นป่วน นางรู้สึกถึงแรงกดดันอย่างรุนแรง นี่ทำให้นางแทบไม่อยากเชื่อ มหาวิถีที่ถูกครอบครองโดยเด็กหนุ่มขอบเขตทะเลทองคำ กลับสามารถทำให้คนอย่างนางเกิดความรู้สึกถูกกดดันได้เชียวหรือ?
ในฐานะผู้พิทักษ์แห่งวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุ หญิงสาวผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยติดตามองค์จักรพรรดิออกรบมาก่อน ตลอดชีวิตของเหยาเวยนางได้เห็นพลังของมหาวิถีอันน่าพิศวงมาแล้วมากมาย แต่นางยังไม่เคยเห็นพลังของมหาวิถีที่ประหลาดพิกลเช่นนี้มาก่อนเลย!
เดิมทีนางคิดจะพยายามสัมผัสให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทว่าสุดท้ายก็ยับยั้งชั่งใจไว้ได้ เพราะเกรงว่าจะไปรบกวนเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ แต่เพียงแค่การรับรู้จากภายนอก เหยาเวยก็พบได้อย่างชัดเจนว่ากลิ่นอายมหาวิถีทั่วร่างของลูเยี่ยกำลังแข็งแกร่งขึ้น ราวกับกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง!
หรือว่าเจ้าหนุ่มคนนี้กำลังฝึกฝนมหาวิถีของตนเองอยู่?
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นปลุกความอยากรู้อยากเห็นในใจของเหยาเวยอย่างรุนแรง
“ข้าอยากจะรู้นักว่ามหาวิถีในตัวเจ้าจะแปรเปลี่ยนไปในทิศทางใด”
เหยาเวยเฝ้ามองอย่างเงียบ ๆ รอคอยอยู่ตรงนั้น เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงต่อมา เหยาเวยพลันสังเกตเห็นอย่างฉับพลันว่า มหาวิถีในตัวลูเยี่ยเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว!
ในเวลาเดียวกัน พลังบำเพ็ญทั้งร่างของลูเยี่ยก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในระดับหนึ่ง สิ่งนี้สามารถเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงของพลังปราณรอบร่างของลูเยี่ย
“มหาวิถีเกิดการเปลี่ยนแปลง ยังทำให้พลังบำเพ็ญของตนเองเพิ่มขึ้นด้วยหรือ?”
เหยาเวยสูดลมหายใจเข้าอย่างหนาวเย็น นี่มันปีศาจที่มาจากที่ใดกัน ถึงได้ทำเรื่องเช่นนี้ได้สำเร็จในเวลาอันสั้นเพียงเท่านี้?
เพราะนางเคยผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกับเส้นทางแห่งมหาวิถี เหยาเวยถึงได้รู้ชัดว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้านี้ช่างมหัศจรรย์เพียงใด อย่างไรก็ตาม เหยาเวยสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงบนร่างลูเยี่ยยังไม่สิ้นสุด ทว่ามันยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง!
เหยาเวยพยายามอดกลั้นความตกตะลึงในใจ และนางก็ตระหนักถึงเรื่องหนึ่ง ดูเหมือนนางจะประเมินเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีดำผู้นี้ต่ำเกินไปมากนัก! พรสวรรค์ รากฐาน และมหาวิถีที่เขาครอบครองนั้น ล้วนเหนือกว่าที่นางจินตนาการไว้มากนัก
“น่าสนใจ ช่างน่าสนใจเหลือเกิน… หากองค์จักรพรรดิยังอยู่ ท่านก็คงจะรู้สึกประหลาดใจเช่นกันกระมัง?”
เหยาเวยพึมพำ
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมงอย่างรวดเร็ว
ตูม!
บนร่างของลูเยี่ยที่นั่งขัดสมาธิอยู่พลันมีเสียงลมพายุและสายฟ้าแผดคำราม กลิ่นอายมหาวิถีทั่วร่างเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง มันกลายเป็นสิ่งที่ลึกลับซับซ้อนยิ่งขึ้น เร้นลับยิ่งขึ้น ลักษณะที่แสดงออกมาต่างจากตอนเริ่มต้นโดยสิ้นเชิง และยิ่งไปกว่านั้น พลังบำเพ็ญของเขาก็เพิ่มสูงขึ้นอีกขั้นเช่นกัน
เหยาเวยแทบจะเสียสติ การเปลี่ยนแปลงครั้งที่สอง! และใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น คนผู้นี้เป็นปีศาจที่หลุดมาจากที่ไหนกันแน่? ช่างเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!