บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 288 ไม่ใช่ความปรารถนา
หญิงสาวในชุดขนนกนิ่งเงียบไป นางถูกความสามารถของเด็กหนุ่มทำให้สั่นสะเทือน ทว่าภายในใจกลับยิ่งลังเลและรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่งขึ้น
ผู้มีวาสนามีพรสวรรค์อันน่าตื่นตะลึงเช่นนี้ เหตุใดพลังบำเพ็ญถึงได้อ่อนแอถึงเพียงนี้?
หลังจากผ่านไปพักใหญ่ หญิงสาวในชุดขนนกก็สงบจิตใจลงและกล่าวว่า
“ข้าเป็นผู้เฝ้าประตูของวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุแห่งนี้ เจ้าสามารถเรียกข้าว่า ‘เหยาเวย’…”
“วิหารจักรพรรดิแห่งนี้เป็นสิ่งที่องค์จักรพรรดิได้ทิ้งเอาไว้ หากเจ้าสามารถผ่านการทดสอบและกลายเป็นผู้พิทักษ์วิถีของวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุได้ ข้าก็จะบอกเจ้าถึงประวัติของวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุและองค์จักรพรรดิให้เจ้าได้รับรู้”
ลูเยี่ยครุ่นคิดตาม เห็นได้ชัดว่าองค์จักรพรรดิที่นางกล่าวถึงก็คือเจ้าของวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุ มหาจักรพรรดิเผ่าปีศาจท่านนั้นที่ถูกร่ำลือว่าก้าวเข้าสู่เส้นทางเซียนนั่นเอง!
ลูเยี่ยถามต่อว่า
“ท่านผู้อาวุโสเหยาเวย ผู้พิทักษ์วิถีนี้มันคืออย่างไรกันแน่?”
เหยาเวยฝืนอดกลั้นความรู้สึกสับสนในใจแล้วกล่าวตามตรงว่า
“ผู้มีวาสนาที่องค์จักรพรรดิเฝ้ารอ หากสามารถผ่านการทดสอบต่าง ๆ ได้ ในที่สุดก็จะได้เป็นผู้พิทักษ์วิถีของวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุ”
“การมีตำแหน่งนี้จะทำให้สามารถสืบทอดและตระหนักรู้วิชาที่สืบทอดมาของวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุได้ และสิ่งที่ผู้พิทักษ์วิถีต้องทำก็คือรับประกันว่าเชื้อไฟแห่งความรู้ของวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุจะถูกสืบทอดต่อไป”
เหยาเวยจ้องมองดวงตาของลูเยี่ย
“ในความคาดหมายของข้า ผู้มีวาสนาเช่นนี้อย่างน้อยก็ควรมีพลังบำเพ็ญในขอบเขตห้าเบื้องบนขึ้นไป แต่ข้าไม่เคยคิดเลยว่าหลังจากรอมาอย่างยาวนาน กลับได้พบเจ้าเด็กน้อยเช่นเจ้า…”
กล่าวจบนางก็ถอนหายใจยาวอีกครา
ในที่สุดลูเยี่ยก็เข้าใจเสียทีว่าเหตุใดก่อนหน้านี้เหยาเวยถึงได้ใส่ใจและคำนึงถึงเรื่องที่พลังบำเพ็ญของเขาอ่อนแอนัก ที่แท้ก็เกี่ยวข้องกับการเป็น ‘ผู้พิทักษ์วิถี’ ของวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุนี้เอง!
“อย่างไรก็ตาม ข้าจะไม่ขัดต่อบัญชาขององค์จักรพรรดิ และย่อมจะไม่ขัดขวางหากเจ้าต้องการจะเป็นผู้พิทักษ์วิถี”
เหยาเวยกล่าว
“ตอนนี้เจ้าได้ผ่านขั้นบันไดหินแปดขั้นแล้ว ต่อไปเพียงแค่ผ่านการทดสอบสามขั้นที่มุ่งเน้นไปที่จิตวิญญาณ จิตเทวะ และความมุ่งมั่น…”
ยังไม่ทันที่นางจะกล่าวจบ ลูเยี่ยก็ส่ายหน้าขัดขึ้นว่า
“ข้าไม่สนใจที่จะเป็นผู้พิทักษ์วิถีของวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุ”
เหยาเวย “?”
นางจ้องมองลูเยี่ยด้วยความตกตะลึง
“เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่หมายความว่าอย่างไร?”
ลูเยี่ยกล่าวว่า
“พลังบำเพ็ญของข้าอ่อนแอเกินไป บ่าของข้ายังเล็กและบางเกินไป ถูกกำหนดให้แบกรับภาระหนักเช่นนี้ไม่ไหว และทนรับเหตุและผลอันยิ่งใหญ่นี้ไม่ได้”
นี่คือความจริง เหยาเวยรู้สึกประหลาดใจมาก และนั่นทำให้นางเริ่มมองลูเยี่ยในแง่ดีขึ้นมาก น้ำเสียงของนางเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนมากขึ้น
“แต่นี่เป็นกฎที่องค์จักรพรรดิกำหนดไว้ ในเมื่อเจ้ามาถึงที่นี่แล้ว เหตุใดไม่ลองดูสักหน่อยเล่า?”
ลูเยี่ยยิ้มพลางกล่าวว่า
“หากข้าผ่านไปได้ ตามกฎขององค์จักรพรรดิมิใช่ว่าข้าต้องกลายเป็นผู้พิทักษ์วิถีแห่งวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุจริงๆ หรือ?”
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็ขอถอนตัวเสียตั้งตอนนี้ดีกว่า”
เด็กหนุ่มเอ่ยอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความเสียดาย ดูเหมือนเขาจะรู้สึกโล่งใจมาก
คราวนี้กลับเป็นเหยาเวยที่เงียบงันไป การที่ลูเยี่ยเลือกที่จะละทิ้ง เดิมทีนางควรจะรู้สึกยินดี ทว่าเมื่อนึกได้ว่าภายหน้ายังต้องรอคอยไปอีกนานเท่าใดถึงจะได้พบ ‘ผู้มีวาสนา’ ที่สามารถแบกรับภาระใหญ่นี้ได้ นางก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที ต้องรู้ไว้ว่ากาลเวลาผันผ่านไปเนิ่นนานเพียงนี้ มีเพียงเด็กหนุ่มเบื้องหน้าผู้นี้เท่านั้นที่ก้าวมาถึงจุดนี้ได้!
จะทำอย่างไรดี?
ลูเยี่ยพลันเอ่ยขึ้นทันทีว่า
“ท่านผู้อาวุโส เรื่องที่อาจื่อสหายของข้าเข้าไปในวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุนี้ ท่านพอจะทราบเรื่องหรือไม่?”
เหยาเวยพยักหน้าพลางตอบว่า
“ทราบดี ทว่าข้าไม่อาจบอกเจ้าได้ว่ากำลังเผชิญกับสิ่งใด รวมถึงฐานะที่แท้จริงของเขาด้วย”
ลูเยี่ยยิ้มเล็กน้อย เรื่องนี้เดายากนักหรือ? ก็แคทายาทของมหาจักรพรรดิเผ่าปีศาจท่านนั้นไม่ใช่หรือ?
ลูเยี่ยกล่าวว่า
“หากอาจื่อปลุกพลังสายเลือดที่ติดตัวมาแต่กำเนิดได้สำเร็จ ย่อมมีความหมายพิเศษต่อวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุอย่างแน่นอน ในเมื่อเป็นเช่นนั้นเขาก็สามารถเป็นผู้พิทักษ์วิถีได้ แบกรับภาระในการสืบทอดเชื้อไฟแห่งการสืบทอดต่อไปได้”
เหยาเวยชะงักไปครู่หนึ่งก่อนตอบอย่างคลุมเครือว่า
“ในวันหน้าหากเจ้าได้พบกับอาจื่ออีกครั้ง เจ้าค่อยลองพูดคุยเรื่องนี้กับเขาก็แล้วกัน”
ลูเยี่ยสัมผัสได้อย่างรวดเร็วว่าคำตอบของเหยาเวยนั้นแฝงไปด้วยความปิดบังซ่อนเร้นบางอย่าง อย่างไรก็ตามเขาก็ขี้เกียจที่จะถามมากไปกว่านี้ เป็นดังที่เขาเคยกล่าวไว้ก่อนหน้า เขาไม่อยากจะไปพัวพันกับเหตุและผลที่ใหญ่เกินไปโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่
ลูเยี่ยถามว่า
“ท่านผู้อาวุโสพอจะบอกได้หรือไม่ว่า นานเพียงใดอาจื่อถึงจะออกมา?”
เหยาเวยส่ายหน้า
“บอกได้ยากนัก เร็วที่สุดคือสามถึงห้าวัน ช้าที่สุดคือสามถึงห้าเดือน หรืออาจจะนานกว่านั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพลังสายเลือดและการตระหนักรู้ของตัวเขาเอง”
ลูเยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ท่านอาหร่งยังคงติดอยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า เขาไม่อยากเสียเวลาที่นี่นานเกินไป
“เจ้าไม่อยากจะรับการทดสอบต่อไปจริงๆ หรือ?”
เหยาเวยกล่าว
“หากสามารถเป็นผู้พิทักษ์วิถีได้ ถึงแม้พลังบำเพ็ญของเจ้าจะอ่อนแอเพียงใด เมื่อครอบครองพลังสืบทอดของวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุแล้ว ก็สามารถเดินหน้าอย่างรวดเร็วบนมหาวิถีและเพิ่มความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว!”
ลูเยี่ยรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง หญิงสาวผู้นี้ก่อนหน้านี้ยังต่อต้านอย่างมาก คำนึงถึงแต่ว่าพลังบำเพ็ญของเขาอ่อนเกินไป แล้วทำไมจู่ ๆ จึงเปลี่ยนใจเสียละ?
ราวกับมองทะลุความคิดของลูเยี่ย เหยาเวยก็ตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ประการแรกคือเป็นไปตามกฎขององค์จักรพรรดิ ประการที่สองคือข้าเฝ้ารอมานานเกินไปแล้ว และเจ้าเป็นคนเดียวที่ขึ้นมาบนขั้นบันไดหินได้ ข้ากังวลว่าต่อไปจะไม่ได้พบผู้มีวาสนาที่สามารถมาถึงที่นี่ได้อีก”
“แม้ว่าพลังบำเพ็ญของเจ้าจะอ่อนแอเพียงใด ข้าก็หวังว่าเจ้าจะลองดูสักครั้ง”
ลูเยี่ยกลับส่ายหน้าพลางกล่าวว่า
“มิใช่สิ่งที่ข้าปรารถนา มิอาจฝืนใจกระทำได้”
เหยาเวย “…”
ก่อนหน้านี้นางเป็นฝ่ายไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา ทว่ายามนี้กลับกลายเป็นนางที่เป็นฝ่ายถูกเมินเสียเองเล่า? ช่างเป็นการกลับตาลปัตรที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ
“เจ้าคิดดีแล้วแน่หรือ?”
เหยาเวยถามอย่างจริงจัง
ลูเยี่ยพยักหน้า เหยาเวยรู้สึกผิดหวังในใจแต่ก็ไม่ได้เกลี้ยกล่อมอีก นางกล่าวว่า
“เมื่อยามที่เจ้าจากไป จงคืนหินห้าธาตุให้แก่ผู้พิทักษ์สุสานก็พอ”
“ตกลง”
ลูเยี่ยตอบรับ เหยาเวยกล่าวทิ้งท้ายว่า
“ทั่วทั้งวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุมีร่องรอยของมหาวิถีประทับอยู่ ในขณะที่เจ้ารออยู่ที่นี่ เจ้าสามารถพิจารณาตระหนักรู้ได้ตามใจชอบ”
กล่าวจบร่างของนางก็ค่อย ๆ เลือนหายไปกลายเป็นละอองแสง แผนผังเบญจธาตุบนพื้นก็สงบลงตามไปด้วย
ลูเยี่ยคิดในใจ หญิงสาวผู้นี้ยังอุตส่าห์เตือนตนให้พิจารณาตระหนักรู้มหาวิถีที่นี่ก็นับว่ามีน้ำใจอยู่บ้าง เพียงแต่นิสัยหยิ่งผยองเกินไปหน่อยเท่านั้น
ลูเยี่ยไม่คิดอะไรมากอีก เขาไพล่มือไว้ด้านหลังเดินสำรวจไปรอบ ๆ วิหารอย่างสบายอารมณ์
ต้องยอมรับว่าวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุนี้แปลกพิเศษอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเสาหิน ผนัง ชายคา หรือแม้แต่ก้อนอิฐกระเบื้องทุกแผ่น ล้วนฝังรอยประทับมหาวิถีและแฝงไว้ซึ่งกลิ่นอายของมหาวิถี อย่างไรก็ตามแม้ลูเยี่ยจะรู้สึกสนใจ แต่ก็ไม่ได้พยายามไตร่ตรองหรือตระหนักรู้สิ่งเหล่านั้นไปเสียทุกอย่าง เขามหาวิถีอยู่ในตัวมากพออยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือการหลอมรวมให้บริสุทธิ์!
ไม่นานนักลูเยี่ยก็กลับมาที่หน้าประตูใหญ่ของวิหารแล้วนั่งขัดสมาธิบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ ในชั่วขณะต่อมา จิตเทวะของเขาก็ปรากฏในพื้นที่ ‘ดินแดนแห่งรังสรรค์วิถี’ ภายในผังดาบเก่าคุมขัง
ที่นี่กว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต มีเพียงกระแสสายธารแห่งความโกลาหลสายเดียวที่ทอดยาวไพศาลลอยอยู่สูงบนท้องฟ้า ลูเยี่ยยืนอยู่บนแท่นสีเขียวอันเก่าแก่ จิตใจสงบ จิตเทวะว่างเปล่า ความคิดฟุ้งซ่านทั้งหลายมลายสิ้นไป นี่คือความมหัศจรรย์ของดินแดนแห่งรังสรรค์วิถี
แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่มาที่นี่ แต่ก็ยังทำให้ลูเยี่ยรู้สึกประหลาดใจ ราวกับได้ย้อนกลับไปในช่วงบรรพกาลยามที่โลกเริ่มก่อกำเนิด คลื่นที่ซัดสาดที่อยู่ในท่ามกลางกระแสสายธารแห่งความโกลาหลนั้น ราวกับเป็นมหาวิถีนับหมื่นที่กำเนิดจากความโกลาหล!
“ต่อจากนี้ข้าต้องนำพลังมหาวิถีที่รวบรวมมาได้มาหลอมรวมให้ครบถ้วน เช่นนี้จึงจะเปลี่ยนพวกมันเป็นสารอาหารเพื่อเลื่อนระดับให้แก่เจดจำนงดาบชิงซวี่ได้”
ลูเยี่ยรำพึงในใจ เขานั่งขัดสมาธิเริ่มแสดงมหาวิถี
เพียงพริบตาเดียว ลูเยี่ยก็ตกอยู่ในสภาวะแห่งการตระหนักรู้อันแสนลึกลับ หลังจากการต่อสู้ในเมืองหลวงสิ้นสุดลง ลูเยี่ยได้รับการถ่ายทอดวิชาจำนวนมากจากทั้งคลังสมบัติวังหลวงและหอคัมภีร์ของสำนักศึกษาต้าเฉียน การสืบทอดเหล่านี้ล้วนแฝงไว้ซึ่งแก่นแท้มหาวิถีที่แตกต่างกัน เมื่อรวมกันแล้วมีมากถึงห้าสิบกว่าชนิด
เมื่อครั้งทำลายล้างตระกูลพาน เขาก็ได้รับการสืบทอดมหาวิถีเจ็ดแปดชนิดจากของที่ริบมาได้ และในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกนี้ เขายังได้รับพลังมหาวิถีระดับสูงสุดจำนวนมาก แม้ว่าเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีที่สิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นมอบให้ จะมีความไม่สมบูรณ์และคลุมเครือในแต่ละส่วน แต่ในดินแดนแห่งรังสรรค์วิถีแห่งนี้ไม่จำเป็นต้องกังวลกับข้อบกพร่องเหล่านี้เลย นอกจากนี้การที่เพิ่งฝ่าด่านบันไดหินแปดขั้นได้ ก็ทำให้ลูเยี่ยได้รับพลังมหาวิถีอีกแปดชนิด
อาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่ลูเยี่ยฝึกฝนมาจนถึงตอนนี้ เขาไม่เคยพั่งพ้อมเช่นนี้มาก่อนเลย เรียกได้ว่าร่ำรวยจนน่าหมั่นไส้จริงๆ! ลูเยี่ยอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ เมื่อหลอมรวมพลังมหาวิถีเหล่านี้ไปทีละส่วนแล้ว เจตจำนงดาบชิงซวี่จะสามารถยกระดับขึ้นไปได้อีกกี่ขั้นกันนะ