บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 287 ทะลวงด่านเหมือนผ่าไม้ไผ่
รอยประทับลับสีดำแผ่กระจายพลังลมปราณมหาวิถีอันลึกลับสายหนึ่ง มันลอยนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ไหวติง
ลูเยี่ยเดินไปข้างหน้ารองรับรอยประทับไว้ในฝ่ามือ ในชั่วขณะนั้นภาพเหตุการณ์หนึ่งพลันผุดขึ้นในห้วงความคิด
ภายใต้ท้องฟ้า บุรุษในอาภรณ์สีดำร่างกำยำสะบัดชายแขนเสื้อเพียงคราเดียว ทันใดนั้นฟ้าดินพลันถูกกลืนหายไปด้วยกระแสคลื่นมหาวิถีอันยิ่งใหญ่ ขุนเขา ธารา แผ่นดิน เมือง… สรรพสิ่งทั้งมวลที่กระจายอยู่ระหว่างฟ้าดินต่างถูกพัดพาจนพังทลายย่อยยับ แม้แต่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์บนท้องฟ้ายังถูกกระแสน้ำหลากไม่สิ้นสุดท่วมทับ!
เมื่อคลื่นกระแสบ้าคลั่งสลายไป โลกทั้งใบก็พังทลายและเหี่ยวแห้งดับสูญกลายเป็นความว่างเปล่า!
นี่คือการทำลายล้างโลกทั้งใบ… เพียงแค่การสะบัดแขนเสื้อครั้งเดียว!
ในเวลาเดียวกัน การตระหนักรู้บางอย่างพลันหลั่งไหลเข้าสู่ห้วงความคิด
มหาวิถีคลื่นสมุทร!
ควบคุมพลังแห่งหมื่นวารี เผยความลับแห่งคลื่นน้ำ หยดน้ำเพียงหยดเดียวอาจกดข่มแปดทิศ สะบัดแขนเสื้อคราเดียวอาจดับสูญโลกทั้งใบ!
เนิ่นนานกว่าที่ลูเยี่ยจะดึงสติกลับมา ดวงตาของเขาฉายแววประหลาด มหาวิถีคลื่นสมุทร! นี่ช่างวิเศษเหนือสามัญอย่างแท้จริง เป็นมหาวิถีเบิกฟ้าชั้นยอดอย่างแท้จริง!
เมื่อลูเยี่ยเก็บรอยประทับที่บรรจุมหาวิถีคลื่นสมุทรนี้ไว้ ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็เกิดการเปลี่ยนแปลง เขาปรากฏตัวอีกครั้งที่หน้าขั้นบันไดหินขั้นแรก ไม่รีรอ ลูเยี่ยก้าวเท้าขึ้นบันไดหินขั้นที่สองทันที
สนามรบปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่สิ่งที่แตกต่างคือคราวนี่ผู้พิทักษ์ด่านเป็นหญิงสาวที่สวมอาภรณ์สีเงินผู้หนึ่ง ใบหน้าของนางดูงดงามอย่างลึกลับและเย้ายวน ลูเยี่ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นว่าครั้งนี้เขาจะได้ต่อสู้กับแก่นแท้มหาวิถีแบบใด
ตูม!
หญิงสาวในอาภรณ์สีเงินลงมือโจมตี เปลวเพลิงสีเงินเจิดจ้าสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นฟ้า แปรเปลี่ยนเป็นละอองแสงเล็กละเอียดนับไม่ถ้วน ละอองแสงเหล่านั้นบางเฉียบราวกับเส้นขนวัว งดงามเจิดจ้า ทว่ายามที่พุ่งทะลวงออกมากลับน่าหวาดหวั่นถึงขีดสุด มันราวกับปราณดาบขนาดจิ๋วที่ดาหน้าเข้ามาอย่างหนาแน่น!
ปกคลุมทั่วทั้งฟ้าดินอย่างไร้ช่องโหว่ หากเปรียบสนามรบแห่งนี้เป็นม้วนภาพวาด ลำแสงเปลวเพลิงสีเงินเหล่านี้ที่พาดผ่านไป ก็ทำให้ภาพวาดนี้เกิดรอยร้าวขึ้นนับไม่ถ้วนในทันที!
‘ม้วนภาพวาด’ ก็ลุกไหม้ขึ้นอย่างรุนแรง!
ยามที่ถูกลำแสงเปลวเพลิงสีเงินที่หนาแน่นเหล่านี้โจมตีใส่ร่าง ร่างของลูเยี่ยพลันบังเกิดแสงเพลิงกระเซ็นซ่านออกมานับไม่ถ้วน ทั้งร่างถูกแรงสะเทือนจนต้องถอยกรูดออกไป โชคดีที่พลังปกป้องร่างยังไม่แตกสลาย มิเช่นนั้นลูเยี่ยสงสัยยิ่งนักว่าตนเองคงมีรูพรุนไปทั่วร่างเสียแล้ว…
ตูม! ตูม!
ลำแสงเปลวเพลิงสีเงินที่อยู่ทุกหนแห่งยังคงพุ่งสังหารเข้ามาจากรอบทิศทาง ราวกับกระแสธารปราณดาบมหาศาลที่ถูกย่อส่วนลงนับล้านเท่า พุ่งทะยานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่มีช่องว่างให้หลบหลีกเลยแม้แต่น้อย
ลูเยี่ยไม่ลังเล ทุ่มเทกำลังทั้งหมดออกมา เขาฟันดาบออกไปหนึ่งครั้ง ท่วงท่าดุจการผ่าไม้ไผ่ ฉีกกระชากรอยแยกขนาดมหึมาขึ้นกลางอากาศ
เมื่อพลังของเจตจำนงดาบชิงซวี่แผ่ขยายออกไป ลำแสงเปลวเพลิงสีเงินที่ปกคลุมทั่วสนามรบพลันแหลกสลายกลายเป็นผุยผง และในตำแหน่งที่ดาบฟันลงไป ร่างของหญิงในอาภรณ์สีเงินก็ถูกกระแทกกระเด็นออกไกลพร้อมเสียงระเบิดกึกก้อง ก่อนจะระเบิดออกกลางอากาศ
เมื่อม่านควันฝุ่นจางหายไป รอยประทับสีเงินเจิดจ้าชิ้นหนึ่งก็ลอยอยู่กลางอากาศ ลูเยี่ยแสดงสีหน้าสงสัยใคร่รู้ ก่อนจะเดินตรงไปยังที่นั้นทันที
มหาวิถีนั้นมีทั้งใหญ่และเล็ก มีทั้งสูงและต่ำ อีกทั้งยังมีความแข็งแกร่งและอ่อนแอ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิถีคลื่นสมุทร หรือมหาวิถีที่หญิงอาภรณ์สีเงินแสดงออกเมื่อครู่ ล้วนเป็นความลึกลับขั้นสูงสุดของมหาวิถีทั้งสิ้น หากอยู่ในโลกภายนอก สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนคลั่งไคล้อย่างแน่นอน
ลูเยี่ยเข้าใจดีว่านี่เป็นเพียง ‘การประลองในขอบเขตเดียวกัน’ และคู่ต่อสู้ก็ไม่ใช่คนที่มีชีวิต จึงทำให้เขาชนะได้อย่างง่ายดาย ยามที่เขาประคองรอยประทับสีเงินนั้นไว้บนฝ่ามือ ภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเขา
สนามรบที่เต็มไปด้วยเลือดแห่งหนึ่ง มีปีศาจร้ายมากมายกำลังอาละวาด มีจำนวนอย่างน้อยหนึ่งล้านตัว หญิงสาวอาภรณ์สีเงินปรากฏกายขึ้นกลางอากาศ มือถือพัดขนนกสีเงินเล่มหนึ่ง ก่อนจะโบกมันในอากาศ
ลำแสงสีเงินนับร้อยพุ่งออกมาในพริบตาแล้วแผ่ไปคลุมทั่วสนามรบทั้งหมด เมื่อลำแสงเปลวเพลิงสีเงินหายไป บรรดาปีศาจนับล้านตนในสนามรบล้วนล้มตายสิ้น เพียงลงมือหนึ่งครั้ง ศพนอนเกลื่อนนับล้าน!
ภาพนองเลือดนี้ได้สั่นสะเทือนจิตวิญญาณของลูเยี่ยอีกครั้ง
มหาวิถีดับสูญ!
หลอมรวมอานุภาพการสลายดับสูญของแสงเพลิง บรรลูความลับสูงสุดแห่งการเผาผลาญ
“แก่นแท้ของมหาวิถีดับสูญนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่ามหาวิถีคลื่นสมุทรเลย! ส่วนความแข็งแกร่งของผู้พิทักษ์ด่านก็มิได้ต่างกันมาก”
ลูเยี่ยคิดในใจ
“ไม่รู้ว่าผู้พิทักษ์ด่านต่อไปจะครอบครองแก่นแท้มหาวิถีแบบใดบ้าง”
ไม่นานเขาก็ก้าวขึ้นบันไดหินขั้นที่สาม
สำหรับลูเยี่ยแล้ว การทดสอบเช่นนี้ไม่ถือว่าอันตรายและไม่มีความยากลำบากอะไร แม้จะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่แก่นแท้มหาวิถีเหล่านั้นทำให้เขารู้สึกว่าการมาที่นี่ไม่สูญเปล่า เขาอดคิดไม่ได้ว่าเมื่อรวบรวมแก่นแท้มหาวิถีทั้งหมดมา ‘ป้อน’ ให้กับเจตจำนงดาบชิงซวี่ เจตจำนงดาบชิงซวี่จะเลื่อนขั้นขึ้นไปได้มากแคไหน
หลังจากนั้น ลูเยี่ยก็ค่อย ๆ ก้าวขึ้นบันได ผ่านด่านได้อย่างง่ายดายราวกับฟันไผ่ เวลาที่ใช้ในการฝ่าด่านแต่ละด่านล้วนใช้เวลาเพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น และทุกครั้งที่ผ่านด่านไปได้ ก็จะได้รับ ‘รอยประทับมหาวิถี’ หนึ่งดวง ณ ด้านหน้าวิหารโบราณ แผนผังเบญจธาตุกำลังหมุนวนปลดปล่อยแสงเงาอันงดงาม
หญิงสาวในชุดขนนกยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น คอยสังเกตความเคลื่อนไหวบนบันไดหินอยู่ตลอดเวลา เมื่อลูเยี่ยฝ่าด่านบันไดหินขั้นแรกได้ หญิงสาวในชุดขนนกรู้สึกประหลาดใจ นางไม่คาดคิดว่าลูเยี่ยจะผ่านด่านได้เร็วเช่นนี้ ทว่าเมื่อเห็นลูเยี่ยก้าวเดินต่อไป ผ่านด่านอื่น ๆ อย่างง่ายดาย หลังจากนั้นหญิงสาวในชุดขนนกก็ถึงกับตะลึงไปเลยทีเดียว
ผู้พิทักษ์ด่านบนบันไดหินแปดขั้นนั้น เดิมทีเคยเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แปดนายที่รับใช้ ‘องค์จักรพรรดิ’ แต่ละคนล้วนครอบครองมหาวิถีขั้นสูงสุด พลังบำเพ็ญเต๋าลึกล้ำ อำนาจยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน แม้บนบันไดหินจะมีเพียงพลังมหาวิถีที่หลงเหลือไว้จากแม่ทัพทั้งแปดทิ้งเอาไว้สายหนึ่ง แม้แต่การต่อสู้มหาวิถีระหว่างผู้ที่อยู่ในขอบเขตเดียวกัน หากมิใช่ยอดอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งในหมู่คนนับหมื่น ก็อย่าหวังว่าจะผ่านด่านไปได้ง่าย ๆ!
เพราะเหตุนี้ในช่วงเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา แม้ว่าเนินจักรพรรดิเบญจธาตุจะปรากฏขึ้นหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยมี ‘ผู้มีวาสนา’ คนไหนที่สามารถฝ่าด่านบันไดหินทั้งแปดขั้นได้จริงๆ ไม่มีเลยแม้แต่นคนเดียว!
แต่ตอนนี้เด็กหนุ่มขอบเขตทะเลทองคำกลับก้าวขึ้นบันไดไปทีละขั้น ผ่านด่านอย่างรวดเร็วราวกับผ่าไม้ไผ่ หญิงสาวในชุดขนนกจะไม่ตกตะลึงได้อย่างไร? นางถึงกับสงสัยว่า หรือเป็นเพราะเวลาหมื่นปีที่ผันผ่าน ทำให้พลังดั้งเดิมในบันไดหินเสื่อมสภาพอย่างรุนแรง จึงเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมดนี้หรือไม่
เพียงแค่ในเวลาไม่นาน หญิงสาวในชุดขนนกก็ปฏิเสธความคิดนี้ทิ้งไป พลังดั้งเดิมบนบันไดหินนี่คือสิ่งที่ ‘องค์จักรพรรดิ’ ทิ้งไว้ด้วยตัวเองในอดีต เป็นไปไม่ได้ที่มันจะถูกกาลเวลากัดกร่อน!
ถ้าเช่นนั้นคำตอบก็เหลือเพียงอย่างเดียว เด็กหนุ่มผู้นี้ช่างท้าทายสวรรค์ยิ่งนัก! เขามีรากฐานไร้คู่ต่อสู้ในขอบเขตเดียวกันในขอบเขตทะเลทองคำอย่างแท้จริง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ แก่นแท้มหาวิถีที่เด็กหนุ่มผู้นี้ครอบครองก็น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่งเช่นกัน!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หญิงสาวในชุดขนนกจึงเริ่มเข้าใจว่า ทำไมผู้พิทักษ์สุสานจึงมอบหินห้าธาตุให้แก่เด็กหนุ่มในอาภรณ์สีดำผู้นี้
“พลังบำเพ็ญของเขาอ่อนแอเกินไป แม้แต่คนรับใช้ที่คอยกวาดลานในวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุในอดีต ก็ยังมีพลังบำเพ็ญเหนือกว่าเขาอย่างมาก…”
หญิงสาวในชุดขนนกถอนหายใจในใจ เด็กหนุ่มเช่นนี้จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ค้ำฟ้าได้เมื่อใดกัน? ช่างอ่อนแอเหลือเกิน เมื่อเดินบนเส้นทางการฝึกฝนต่อไปย่อมต้องพบเจอความยากลำบากและอันตรายนับไม่ถ้วน หากตายตั้งแต่ยังเยาว์จะทำอย่างไร?
สิ่งสำคัญที่สุดคือตามกฎที่องค์จักรพรรดิตั้งไว้แต่แรก ‘ผู้มีวาสนา’ สามารถผ่านบันไดหินแปดขั้นและทนต่อการทดสอบต่างๆ ได้ ก็จะได้เป็น ‘ผู้พิทักษ์’ แห่งวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุ แต่เด็กหนุ่มที่อ่อนแอเช่นนี้จะแบกรับสถานะ ‘ผู้พิทักษ์’ ได้อย่างไรกัน?
ต้องรู้ไว้ว่าผู้พิทักษ์แห่งวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุในอดีตนั้น มีพลังที่แข็งแกร่ง พลังบำเพ็ญเต๋าสูงส่ง สามารถยืนเทียบเคียงกับแม่ทัพทั้งแปดได้ นับได้ว่าเป็นผู้แข็งแกร่งรองจากองค์จักรพรรดิเท่านั้น ยิ่งเปรียบเทียบ หญิงสาวในชุดขนนกก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ อดถอนหายใจอีกครั้งไม่ได้ นางรู้สึกลำบากใจและกลัดกลุ้มเช่นนี้เป็นครั้งแรก
ทันใดนั้นเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น
“ท่านยินดีจะบอกข้าหรือไม่ว่าท่านคือผู้ใดกันแน่?”
หญิงสาวในชุดขนนกเพิ่งสังเกตเห็นว่า เด็กหนุ่มขอบเขตทะเลทองคำผู้นั้นได้ฝ่าฟันผ่านขั้นบันไดหินมาถึงขั้นที่แปดแล้ว และมายืนอยู่ตรงหน้านาง กำลังยิ้มมองนางอยู่
สายตาของหญิงสาวในชุดขนนกเริ่มพร่าเลือนไปชั่วขณะ ผ่านด่านไปได้แล้วอย่างนั้นหรือ?