บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 290 สมบัติล้ำค่าในสายตาพี่สาวตัณหากลับ
บทที่ 290 สมบัติล้ำค่าในสายตาพี่สาวตัณหากลับ
ดินแดนแห่งรังสรรค์วิถี ลูเยี่ยนั่งขัดสมาธิ กำลังวิเคราะห์ความลึกซึ้งของมหาวิถีต่างๆ ที่อยู่ในร่างของตน ทุกครั้งที่เขาวิเคราะห์แก่นแท้ของมหาวิถีได้หนึ่งสาย มันก็จะกลายเป็น ‘อาหาร’ แล้วหลอมรวมเข้าไปในเจตจำนงดาบชิงซวี่
‘อาหาร’ ที่ถูกกลืนกินและหลอมรวมมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ รูปลักษณ์ของเจตจำนงดาบชิงซวี่ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป
“เมื่อเทียบกับมหาวิถีชั้นยอดเหล่านั้น การสืบทอดที่เก็บรวบรวมได้จากเมืองหลวงต้าเฉียนเหล่านี้ เป็นเพียงวิถีเล็ก ๆ เท่านั้น วิถีเล็ก ๆ เหลานี้แม้จะมีความมหัศจรรย์ แต่คุณภาพก็ยังต่ำเกินไป”
ลูเยี่ยบังเกิดความตระหนักรู้มากมายในใจ มหาวิถีที่เขาได้รับมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น ‘วิถีแห่งสายฟ้ารัตติกาล’ ‘วิถีแห่งการเกิดดับ’ ‘แก่นแท้แสงวายุ’ ‘มหาวิถีซิงจื่อ’ ‘มหาวิถีแห่งโลหิตเร้น’ ‘มหาวิถีแห่งหมื่นลักษณ์’ ‘มหาวิถีแห่งเสวียนหมิง’… ทั้งหมดล้วนนับว่าเป็นมหาวิถีขั้นสูงสุด รวมถึง ‘มหาวิถีคลื่นสมุทร’ ‘มหาวิถีเร้นลับดับสูญ’ ที่เป็นแปดมหาวิถีที่ได้รับจากบันไดหินวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุก็เช่นเดียวกัน
มหาวิถีขั้นสูงสุดเหลานี้เปรียบเสมือนมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน วิถีเล็ก ๆ เหล่านั้นก็เป็นเพียงลำธาร สระน้ำ หรือทะเลสาบ แต่ละอย่างมีข้อจำกัดของตัวเอง ย่อมไม่อาจเทียบกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ได้เลย สิ่งนี้สามารถเห็นได้จากการยกระดับคุณภาพของเจตจำนงดาบชิงซวี่
การกลืนกินและหลอมรวมมหาวิถีขั้นสูงสุดนั้น สามารถทำให้คุณภาพของเจตจำนงดาบชิงซวี่เพิ่มขึ้นได้อย่างเห็นได้ชัด แต่การกลืนกินวิถีเล็ก ๆ เหล่านั้นกลับทำให้เพิ่มขึ้นเพียงน้อยนิด! นี่คือความแตกต่าง นอกจากนี้ลูเยี่ยยังสังเกตเห็นว่า เมื่อคุณภาพของเจตจำนงดาบชิงซวี่ยกระดับขึ้น การหลอมรวมวิถีเล็ก ๆ ธรรมดาทั่วไปก็ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว
“ดูเหมือนว่าต่อไปนี้ ข้าไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปรวบรวมวิถีเล็ก ๆ จากโลกมนุษย์พวกนั้นอีก มันไม่พออะไรเลยสำหรับเจตจำนงดาบชิงซวี่ แม้แต่จะยัดซอกฟันก็ไม่พอ…”
ลูเยี่ยคิดในใจ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งได้ตระหนักรู้มหาวิถีทั้งหมดจนครบถ้วน และหลอมรวมเข้าไปในเจตจำนงดาบชิงซวี่อย่างสมบูรณ์ ลูเยี่ยจึงหยุดมือ จนถึงตอนนี้คุณภาพของเจตจำนงดาบชิงซวี่ได้เลื่อนขึ้นถึงสามระดับติดต่อกัน
ขั้นเริ่มต้นของเจตจำนงดาบชิงซวี่แบ่งออกเป็นเก้าระดับ และในตอนนี้คุณภาพของเจตจำนงดาบชิงซวี่ได้ก้าวไปถึงขั้นเริ่มต้นระดับสี่แล้ว! แต่การก้าวข้ามขีดจำกัดครั้งนี้กลับต่ำกว่าที่ลูเยี่ยคาดหวังไว้มาก
“ข้าได้หลอมรวมมหาวิถีชั้นยอดมากมายขนาดนี้ แต่กลับก้าวข้ามไปได้เพียงสามระดับเท่านั้น? เพียงแค่ขั้นเริ่มต้นของเจตจำนงดาบชิงซวี่ ถึงกับยากถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ลูเยี่ยขมวดคิ้ว เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าการจะยกระดับเจตจำนงดาบชิงซวี่นั้นยิ่งสูงยิ่งยากขึ้นทวีคูณ ยามที่เลื่อนขึ้นสู่ระดับสอง เพียงแค่หลอมรวมมหาวิถีชั้นยอดสองสายและวิถีเล็ก ๆ อีกมากมายก็สามารถบรรลุได้ ยามที่เลื่อนขึ้นสู่ระดับสาม ต้องหลอมรวมมหาวิถีชั้นยอดถึงห้าสายเต็ม ๆ และตอนนี้การหลอมรวมมหาวิถีชั้นยอดที่เหลือทั้งเก้าสาย กลับทำได้เพียงเลื่อนขึ้นสู่ระดับสี่ได้อย่างหวุดหวิดเท่านั้น
ลูเยี่ยไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า หากจะเลื่อนขึ้นสู่ระดับห้า จะต้องหลอมรวมมหาวิถีชั้นยอดอีกมากเท่าใด ต้องรู้ว่ามหาวิถีชั้นยอดมิใช่ผักกาดขาวที่หาได้ทั่วไป แม้แต่ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกแห่งนี้ ก็ล้วนอยู่ในการครอบครองของเหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวทั้งสิ้น!
บนร่างของลูเยี่ยยังมีการสืบทอดจากบรรพจารย์ถึงสิบเก้าท่าน ซึ่งในการสืบทอดเหล่านั้นแต่ละอย่างล้วนแฝงไปด้วยมหาวิถีชั้นยอด แต่ลูเยี่ยกลับไม่อาจหลอมรวมได้อีกแล้ว ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากทำ แต่เขา ‘ทำไม่ได้’
เมื่อเจตจำนงดาบชิงซวี่บรรลุถึงระดับสี่ มันก็ได้มาถึงขีดจำกัดที่พลังบำเพ็ญของลูเยี่ยจะสามารถรองรับได้แล้ว เว้นแต่จะสามารถทะลวงจากขอบเขตทะเลทองคำไปสู่ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ได้ มิเช่นนั้นเจตจำนงดาบชิงซวี่ก็ไม่มีทางก้าวหน้าได้อีกต่อไป
แต่ทว่าลูเยี่ยกลับสังเกตเห็นว่า เมื่อเจตจำนงดาบชิงซวี่เพิ่มขึ้น พลังบำเพ็ญของตนก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว! นี่คือพลังสะท้อนกลับจากเจตจำนงดาบชิงซวี่ มันสามารถขัดเกลาและยกระดับได้ทั้งพลังบำเพ็ญ ร่างกาย จิตเทวะ และสภาวะจิตใจ!
ตามที่ลูเยี่ยคาดการณ์ พลังบำเพ็ญของตัวเองน่าจะได้ทะลวงถึงขอบเขตทะเลทองคำขั้นกลางแล้ว และอีกไม่ไกลจากขั้นปลายมากนัก นี่คือคำตอบที่เขาวิเคราะห์ได้จากลักษณะของ ‘ทะเลทองคำ’ ภายในร่างกาย เพราะว่าขอบเขตทะเลทองคำของเขานั้นไม่เหมือนกับของคนอื่น ทะเลทองคำที่รวมตัวกันในตำหนักวิญญาณแห่งตันเถียน ปรากฏในรูปแบบของดาบแห่งวิถี ตอนนี้พลังมหาวิถีที่รวมตัวกันเป็นดาบแห่งวิถีนี้ค่อย ๆ สมบูรณ์มากขึ้นแล้ว หมายความว่าพลังบำเพ็ญทั้งหมดของเขากำลังอยู่ไม่ไกลจากขั้นปลาย
“เพียงแต่ไม่ทราบว่า เจตจำนงดาบชิงซวี่ขั้นเริ่มต้นระดับสี่ พลังอานุภาพของมันจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด”
ในห้วงความคิดของลูเยี่ย ปรากฏภาพของไป๋เสวียนอี เขามั่นใจว่าหากได้ประมือกับไป๋เสวียนอีอีกครั้ง เขาย่อมจะชนะได้อย่างง่ายดายแน่นอน ส่วนจะง่ายดายเพียงใดนั้น… เขาก็ไม่อาจล่วงรู้ได้
หลังจากออกจากดินแดนแห่งรังสรรค์วิถีแล้ว ลูเยี่ยก็มองไปยังบันไดสวรรค์ขั้นที่สามโดยสัญชาตญาณ ที่นั่นยังคงเงียบสงัด ปกคลุมไปด้วยแสงหลากสีอันพร่าเลือน ไม่มีสิ่งใดอยู่เลย ขั้นแรกคือดินแดนแห่งปฐมกำเนิด ขั้นที่สองคือดินแดนแห่งรังสรรค์วิถี ขั้นที่สามจะเป็นอะไรต่อไป? แล้วเมื่อใดกันที่จะได้ก้าวขึ้นไปบนขั้นบันไดหินขั้นที่สามนั้นได้อย่างแท้จริง?
ลูเยี่ยไม่อาจทราบได้ เขาตระหนักอย่างลึกซึ้งแล้วว่า บันไดสวรรค์นี้ช่างเหนือธรรมชาติเหลือเกิน แต่ละขั้นล้วนซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่เอาไว้
“สักวันหนึ่งข้าจะต้องก้าวขึ้นไปให้ถึงจุดสิ้นสุดของบันไดสวรรค์นี้ เพื่อไปดูว่าวิหารอันลึกลับที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหุ่นตุนนั้น ซ่อนความลับไว้มากมายเพียงใด”
ลูเยี่ยถอนสายตากลับมา เขาเหยียบย่างไปบนเงาดาบแห่งวิถีนั่นแล้วจากไป
หน้าประตูใหญ่วิหาร ลูเยี่ยที่นั่งสมาธิขัดสมาธิค่อย ๆ ตื่นขึ้นมา ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำจิตให้สงบเพื่อรับรู้การเปลี่ยนแปลงของพลังบำเพ็ญและมหาวิถีในร่าง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเสียก่อน
“เจ้าต้องการพิจารณาเรื่องการเป็นผู้พิทักษ์วิถีอีกครั้งหรือไม่?”
ลูเยี่ยเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นหญิงสาวในชุดขนนกนามว่าเหยาเวยกำลังจ้องมองเขาอยู่ ดวงตาคู่สวยนั้นเต็มไปด้วยความคาดหวังที่ไม่ปิดบัง สายตานั้นร้อนแรงราวกับจะสามารถหลอมละลายคนได้ ลูเยี่ยพลันรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างกะทันหัน เขารู้สึกราวกับกำลังถูกพี่สาวตัณหากลับจ้องจะงับอย่างไรอย่างนั้น
ลูเยี่ยกระแอมไอออกมาทีหนึ่ง พลางกล่าวว่า
“ท่านผู้อาวุโส เหตุใดท่านจึงจ้องข้าเช่นนี้ ทำให้ข้ารู้สึกกระดากใจอย่างบอกไม่ถูกเลย”
เหยาเวยตะลึงไปเล็กน้อย พยายามระงับความรู้สึกที่กำลังปั่นป่วนในใจ ก่อนเอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า
“หากเจ้ายอมตกลง ข้าขอสัญญาว่าจะทุ่มเททุกวิถีทางเพื่อปูทางให้กับเส้นทางการฝึกฝนของเจ้าในอนาคต! เจ้าอยากรู้อะไรข้าก็สามารถบอกเจ้าได้ทุกอย่าง! เป็นอย่างไร?”
กล่าวพลางดวงตาของเหยาเวยก็เปล่งประกายร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง ราวกับอยากจะกลืนกินลูเยี่ยทั้งเป็นเลยทีเดียว ลูเยี่ยรู้สึกเสียวสันหลังวาบ หญิงสาวผู้นี้เป็นอะไรไปกันแน่? ไฉนถึงได้ดูไม่สำรวมเลยสักนิด! ความสง่างามเย่อหยิ่งที่เคยมีหายไปไหนหมด?
สิ่งที่ลูเยี่ยไม่รู้ก็คือ การที่เหยาเวยได้เห็นพลังบำเพ็ญในร่างของเขาและการเปลี่ยนแปลงกลิ่นอายของมหาวิถีในตัวเขา ได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับร่างกายและจิตใจของนางไปแล้ว ทำให้ความเข้าใจเดิมทั้งหมดของนางถูกพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ!
ตอนนี้นางมีความคิดเพียงอย่างเดียว นั่นคือต้องรั้งลูเยี่ยไว้ให้ได้เพื่อให้เป็นผู้พิทักษ์วิถี ขุมสมบัติเช่นนี้ช่างหาได้ยากยิ่งในรอบพันปี ไม่เคยพบไม่เคยเห็นมาก่อน! เหยาเวยรู้ดีว่าหาก ‘องค์จักรพรรดิ’ ยังอยู่ ท่านจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรับลูเยี่ยเป็นศิษย์ปิดสำนักแน่นอน อะไรที่ว่าพลังบำเพ็ญอ่อนแอหรือเส้นทางในอนาคตจะเต็มไปด้วยอันตรายและความเสี่ยงนะหรือ? ล้วนไม่ใช่ปัญหา!
ลูเยี่ยตกอยู่ในความเงียบ ถึงแม้เขาจะโง่เพียงใดก็ยังตระหนักได้ว่า การเปลี่ยนแปลงท่าทีของเหยาเวยนั้นมีความเป็นไปได้อย่างมากว่าเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของพลังบำเพ็ญในร่างของตน
“หากเจ้ามีเงื่อนไขใด สามารถเสนอมาได้ทั้งหมด ตราบใดที่ข้าทำได้ข้ารับรองว่าจะไม่ขมวดคิ้วแม้แต่น้อย!”
ราวกับกลัวว่าลูเยี่ยจะปฏิเสธ ท่าทีของเหยาเวยก็ยิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ จนเกือบจะเป็นการอ้อนวอน ถึงขั้นดูต่ำต้อยลงเลยทีเดียว!
ลูเยี่ยนวดหว่างคิ้วของตน กล่าวว่า
“ท่านผู้อาวุโสมีเมตตาถึงเพียงนี้ ทำให้ข้าลำบากใจยิ่งนัก”
เหยาเวยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะกล่าวออกมาตรง ๆ ว่า
“หากเจ้ารู้สึกว่ามันยุ่งยาก การทดสอบต่อจากนี้ก็ไม่จำเป็นต้องทำต่อแล้ว ขอเพียงเจ้ายอมตกลง ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะขัดต่อกฎขององค์จักรพรรดิ!”
ลูเยี่ย “……”
“ยังไม่พอหรือ?”
เมื่อเห็นลูเยี่ยนิ่งเงียบไปนาน เหยาเวยก็กัดฟันกล่าวว่า
“เจ้ากับอาจื่อเป็นสหายสนิทกันไม่ใช่หรือ? ข้าสามารถยกเว้นเปิดเผยความลับอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับอาจื่อให้เจ้ารู้ได้!”