บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 284 เศษชิ้นส่วนทองสำริด
บทที่ 284 เศษชิ้นส่วนทองสำริด
ไก่ห้าสีพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วนแล้วพบว่า ตนเองกับลูเยี่ยนั้นดูเหมือนจะไม่ได้มีความแค้นฝังลึกต่อกันจริงๆ หลานชายของเขาจี่คุนพ่ายแพ้ให้กับลูเยี่ยก็เป็นการประลองในเส้นทางมหาวิถีอย่างยุติธรรม
อย่างไรก็ตาม ไก่ห้าสียังคงไม่วางใจในตัวลูเยี่ย เขารู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้เจ้าเล่ห์เกินไป จิตใจโหดเหี้ยมเกินกว่าจะไว้ใจได้ง่าย ๆ
“ข้าเองก็ขอรับรองเช่นกัน”
ผู้พิทักษ์สุสานเอ่ยขึ้น
“เจ้าควรจะรู้ดี ตลอดช่วงเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา ข้าไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มเป็นพันธมิตรร่วมกับผู้ใดเลย”
ไก่ห้าสีรู้สึกลังเลในใจมากขึ้น เขาจ้องมองผู้พิทักษ์สุสาน
“เมื่อครู่นี้ท่านเพิ่งหลอกล่อสังหารปักษาสีทองไป จะให้ข้ากล้าไว้ใจท่านได้อย่างไร?”
ผู้พิทักษ์สุสานกล่าวว่า
“ถ้าเช่นนั้นสาบานด้วยจิตแห่งเต๋า แล้วทำสัญญาตามข้อตกลงวิถีสวรรค์เป็นอย่างไร?”
ไก่ห้าสีใจสั่นสะท้าน
“จริงหรือ?”
ผู้พิทักษ์สุสานกล่าว
“เจ้าคิดว่าข้าจำเป็นต้องล้อเล่นด้วยหรือ?”
ไก่ห้าสีถอนหายใจ
“ข้ายังคิดไม่ออกว่าเหตุใดพวกเจ้าจึงต้องร่วมมือกับข้า”
ลูเยี่ยยิ้มแล้วเอ่ยว่า
“ยามนี้ท่านยังไม่อาจเชื่อใจได้ก็นับว่าเข้าใจได้ กลับไปตรึกตรองให้ดีก่อนแล้วค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สาย”
ไก่ห้าสีสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พลางเอ่ยว่า
“ก็ดี!”
เขาดึงขนไก่ที่มีสีสันสดใสขึ้นมาหนึ่งเส้น ส่งมอบให้ลูเยี่ยจากระยะไกล
“นี่คือสิ่งยืนยันแทนตัวข้า ผู้พิทักษ์สุสานย่อมรู้ดีว่าต้องใช้สิ่งนี้ติดต่อกับข้าอย่างไร”
กล่าวจบไก่ห้าสีก็หันตัวจากไป
ลูเยี่ยพินิจดูขนไก่เส้นนั้นด้วยสายตาประหลาด
“เจ้าไก่ตัวผู้เฒ่านั้นดูเหมือนจะหวั่นไหวจริงๆ เสียด้วย”
ผู้พิทักษ์สุสานชะงักไปครู่หนึ่ง
“หรือว่าเจ้าแค่พูดล้อเล่นกัน”
ลูเยี่ยหัวเราะ
“ข้าแค่ไม่อยากปล่อยไก่ตัวผู้เฒ่าไปเฉย ๆ นึกอยากจะตุ๋นซุปไก่ดื่มสักหน่อย จึงจงใจทิ้งเหยื่อล่อไว้ ไม่นึกเลยว่าเขาจะฮุบเหยื่อเข้าจริงๆ”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อว่า
“แต่ว่าถ้าเขาหลงกลจริงๆ ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สุด”
ผู้พิทักษ์สุสานมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป พลางชี้ไปที่ขนไก่เส้นนั้น
“มอบสิ่งนี้ให้ข้าเถิด รอจนกว่าจะมีโอกาสข้าจะลวงเขาเข้ามาในแผน ก่อนส่วนต่อไปจะได้ตุ๋นน้ำซุปไก่หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว”
ลูเยี่ยมอบขนไก่ให้ผู้พิทักษ์สุสานอย่างเต็มใจ พร้อมเอ่ยเตือนว่า
“ท่านผู้อาวุโสต้องระวังด้วย อย่าถูกไก่ตัวผู้เฒ่าใช้ขนไก่เส้นนี้หลอกให้ตกหลุมเชียว”
ผู้พิทักษ์สุสานหัวเราะ
“ถ้าเช่นนั้นก็มาลองดูเถิดว่าใครจะหลอกใคร”
เมื่อไม่มีลูกธนูหักซื่อจิที่ตั้งใจไปยั่วยุ เตาหลอมแห่งภัยพิบัติบนท้องฟ้าก็ค่อย ๆ หายไป รอยแยกแห่งความมืดมิดนั้นปิดสนิทลงอย่างเงียบเชียบ ความมืดปกคลุมทั่วฟ้าดินอีกครั้ง
“ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกก็มีสมบัติล้ำค่าคล้ายกับลูกธนูหักนั้นเช่นกัน”
ผู้พิทักษ์สุสานกล่าว
“แต่เกือบทั้งหมดต่างหักเสียหายอย่างหนัก ถูกกัดกร่อนด้วยพลังลมปราณแห่งหายนะ ในมือข้าเองก็มีอยู่ชิ้นหนึ่ง”
นางพลิกฝ่ามือขึ้น ปรากฏชิ้นส่วนทองสำริดที่เต็มไปด้วยสนิมเขรอะขระ
“นี่คือชิ้นส่วนของดาบศึกเล่มหนึ่ง เมื่อนานมาแล้ว เตาหลอมแห่งภัยพิบัติเคยปรากฏและก่อให้เกิดหายนะครั้งใหญ่ ชิ้นส่วนนี้หล่นหายไปในช่วงเวลานั้น และข้าบังเอิญได้รับมาโดยไม่ตั้งใจ”
กล่าวพลางผู้พิทักษ์สุสานก็ส่งชิ้นส่วนให้ลูเยี่ย
“เจ้าลองดูเองเถิด”
ลูเยี่ยพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยออกมาทันที
“เหมือนกับ ‘สมบัติตกทอดแห่งเทียนจิน’ ในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ไม่มีผิด!”
ผู้พิทักษ์สุสานกล่าว
“หากมีประโยชน์ต่อเจ้าก็เก็บไว้เถิด”
“ท่านผู้อาวุโสโปรดรอสักครู่”
ลูเยี่ยใช้นิ้วลูบผ่านพลังหายนะที่แฝงอยู่ในเศษชิ้นส่วน ถูกฝ่ามือที่มีผังดาบเก่าคุมขังดูดกลืนไปจนหมดสิ้น
ในทันใดนั้น บนพื้นผิวของเศษชิ้นส่วนที่เต็มไปด้วยคราบสนิม ก็ปรากฏแสงเซียนอันงดงามวิจิตรราวกับความฝันออกมา
ผู้พิทักษ์สุสานตกตะลึง
“นี่…”
อีกาหัวขาวยิ้มกว้างพลางกล่าวว่า
“ท่านยาย มหัศจรรย์ใช่หรือไม่ ท่านใต้เท้าของข้านั้นยังมีสิ่งมหัศจรรย์อีกมากมายนัก”
สายตาของผู้พิทักษ์สุสานเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้นางมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมแล้วว่า ลูเยี่ยสามารถสลายพลังแห่งหายนะของเตาหลอมแห่งภัยพิบัติได้จริงๆ!
นี่มันเหนือธรรมชาติอย่างไม่น่าเชื่อ เหตุที่เขตหวงห้ามลึกลับที่หกถูกผนึกไว้ เป็นเพราะบนม่านรัตติกาลนั้นได้ถูกเตาหลอมแห่งภัยพิบัติสะกดกดข่มเอาไว้ แต่ใครจะจินตนาการได้ว่าเด็กหนุ่มจากตระกูลลูผู้นี้ กลับมีความสามารถในการทำลายพันธนาการนั้นได้?
“ท่านผู้อาวุโส สิ่งนี้ท่านเก็บไว้เองเถิด”
ลูเยี่ยส่งเศษชิ้นส่วนไปให้ ผู้พิทักษ์สุสานกลับปฏิเสธ
“เป็นเพียงเศษชิ้นส่วนเท่านั้น ข้าเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์อันใด”
กล่าวถึงตรงนี้นางอดไม่ได้ที่จะถาม
“เจ้า… ไม่ได้เป็นคนผู้นั้นจริงๆ หรือ?”
ลูเยี่ยเข้าใจดีว่าสิ่งที่ผู้พิทักษ์สุสานพูดถึงคือคนผู้นั้นที่สามารถก่อให้เกิด ‘การพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน’
เขายิ้มพลางกล่าวว่า
“คราวนั้นท่านอาวุโสเคยพาข้าไปยังเทือกเขาเฉียนเฟิงเพื่อพิสูจน์แล้วไม่ใช่หรือ ไม่ใช่ว่าพิสูจน์ได้แล้วหรอกหรือว่าข้าไม่ใช่คนที่ท่านรอคอย”
ผู้พิทักษ์สุสานก็รู้สึกสับสนเช่นกัน
“ใช่แล้ว หากไม่ใช่เจ้าแล้วใครในโลกนี้จะเป็นคนผู้นั้นได้อีก?”
ลูเยี่ยรู้คำตอบอยู่ในใจ ทว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของพวกผู้ใหญ่ เขาจึงกล่าวเพียงว่า
“บางทีอาจจะยังไม่ถึงเวลา”
ผู้พิทักษ์สุสานพยักหน้า
“จริงอย่างที่เจ้าว่า หากเจ้าคือคนผู้นั้น วาสนาในสุสานดาบที่เทือกเขาเฉียนเฟิงคงปรากฏออกมานานแล้ว… คงจะยังไม่ถึงเวลาจริงๆ”
ลูเยี่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ท่านผู้อาวุโส ท่านรู้หรือไม่ว่าใครบ้างที่มีสมบัติตกทอดแห่งเทียนจินคล้าย ๆ กับสิ่งนี้อยู่ในมือบ้าง?”
ผู้พิทักษ์สุสานกล่าว
“เท่าที่ข้ารู้ พยัคฆ์ขาว เจ้าขุนเขาราชันวิญญาณ และไก่ห้าสี แต่ละคนล้วนครอบครองสิ่งที่คล้ายกันนี้อยู่หนึ่งชิ้น ส่วนพวกคนแก่คนอื่น ๆ จะมีหรือไม่ข้าก็ไม่แน่ใจแล้ว”
ลูเยี่ยครุ่นคิด
“ท่านผู้อาวุโส ท่านสามารถติดต่อพวกเขาได้หรือไม่ บอกพวกเขาว่ามีวิธีสลายพลังหายนะในสมบัติล้ำค่าเหล่านั้นได้”
ผู้พิทักษ์สุสานชะงักไปชั่วขณะ
“เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”
ลูเยี่ยยิ้มพลางกล่าว
“สร้างสัมพันธ์อันดีไว้สักหน่อย”
สายตาของผู้พิทักษ์สุสานดูประหลาดขึ้นมาทันที รู้สึกว่าเป้าหมายของลูเยี่ยคงไม่ได้เรียบง่ายเพียงแค่นั้น แต่นางก็ไม่อยากซักไซ้จึงรับปากตกลงไป
ลูเยี่ยกำลังครุ่นคิดเรื่องหนึ่งอยู่ ตอนที่อยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ก็เพราะได้หลอมรวมพลังหายนะจากสมบัติตกทอดแห่งเทียนจินเหล่านั้น จึงทำให้เขาสามารถเปิด ‘ดินแดนแห่งรังสรรค์วิถี’ ในขั้นที่สองของบันไดสวรรค์แห่งชิงหมิงได้สำเร็จ หากได้หลอมรวมพลังหายนะในลักษณะเดียวกันมากขึ้น จะสามารถเปิดความลับในขั้นบันไดขั้นที่สามของบันไดสวรรค์แห่งชิงหมิงได้หรือไม่?
หากเป็นเช่นนั้น… ยามนี้ย่อมเป็นโอกาสอันดีเยี่ยม!
ปล่อยให้ลูกธนูหักซื่อจิไปยั่วยุต่อ ชักนำเอาพลังหายนะของเตาหลอมแห่งภัยพิบัติตกลงมา แล้วตนเองจะได้หลอมรวมพลังนั้น!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ลูเยี่ยก็รู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาทันที แต่สุดท้ายเขาก็ข่มความรู้สึกนั้นเอาไว้ สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือไปยังเนินจักรพรรดิเบญจธาตุเพื่อหาโอกาสให้กับอาจื่อ หากต้องการหลอมรวมพลังหายนะย่อมมีโอกาสอีกมากมาย อีกทั้งในเขตหวงห้ามลึกลับอื่น ๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน!
จากนั้นผู้พิทักษ์สุสานพาลูเยี่ยและอีกาหัวขาวมาถึงทางเข้าเนินจักรพรรดิเบญจธาตุ
“เมื่อเรื่องในวันนี้แพร่ออกไป ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกจะต้องเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่แน่นอน”
ผู้พิทักษ์สุสานเอ่ยกำชับว่า
“ทว่าพวกเจ้าเพียงหลบซ่อนตัวอยู่ในเนินจักรพรรดิเบญจธาตุก็พอ ไม่ว่าภายนอกจะเกิดเรื่องใดขึ้นก็ย่อมส่งผลไม่ถึงพวกเจ้า”
อีกาหัวขาวถาม
“ท่านยาย แล้วท่านเล่า?”
ผู้พิทักษ์สุสานกล่าวด้วยสายตาเมตตาว่า
“อย่ากังวลไปเลย ข้าจะกลับไปที่เทือกเขาเฉียนเฟิง ที่นั่นไม่มีใครสามารถทำอะไรข้าได้”
นางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ
“อีกเจ็ดวันข้ามารับพวกเจ้า”
ลูเยี่ยพลันเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านผู้อาวุโส เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้เมื่อแพร่ออกไปจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ท่านสามารถใช้ประโยชน์จากเรื่องที่ข้าสามารถสลายพลังหายนะของเตาหลอมแห่งภัยพิบัตินี้ เพื่อดึงดูดคนที่เชื่อถือได้ให้มาช่วยท่าน”
ผู้พิทักษ์สุสานครุ่นคิดเล็กน้อยก็เข้าใจความหมายในคำพูดของลูเยี่ย ในใจรู้สึกทั้งตกใจและปลื้มใจ สิ่งที่ตกใจคือลูเยี่ยอายุน้อยเช่นนี้ แต่กลับมีจิตใจและสายตาที่มองการณ์ไกลและวางแผนได้อย่างดี สิ่งที่ปลื้มใจคือการที่อาจื่อได้ติดตามลูเยี่ยไปฝึกฝนด้วยกัน นับเป็นเรื่องโชคดีอย่างแท้จริง!
ในที่สุดภายใต้สายตาที่ส่งลาของผู้พิทักษ์สุสาน ลูเยี่ยและอาจื่อก็เข้าไปในทางเข้าเนินจักรพรรดิเบญจธาตุแล้วหายวับไปในชั่วพริบตา ละอองแสงแห่งมิติกาลเวลาโปรยปราย ทางเข้าเนินจักรพรรดิเบญจธาตุก็หายไปอย่างไร้สุ้มเสียง ท่ามกลางฟ้าดินแถบนั้นเหลือเพียงรอยแยกมิติที่ถูกปกคลุมด้วยละอองแสงแห่งกาลเวลาเท่านั้น
หวังเพียงว่าครั้งนี้อาจื่อจะสามารถปลุกพลังสายเลือดที่แท้จริงขึ้นมาได้ หากเป็นเช่นนั้น เส้นทางมหาวิถีในภายหน้าของเขาก็คงไม่ต้องให้ยายแก่คนนี้คอยห่วงกังวลอีกต่อไป…
ผู้พิทักษ์สุสานพึมพำในใจ ขณะที่นางกำลังจะหันหลังกลับ พลันสัมผัสได้ถึงบางอย่าง จึงเงยหน้ามองไปยังทิศทางอันไกลโพ้น