บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 283 ลวงสังหาร
บทที่ 283 ลวงสังหาร
เทพวานรทมิฬตายแล้วถูกลำแสงหายนะสีดำลบเลือนหายไป ความจริงนี้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวทั้งหมด ในที่สุดพวกเขาก็ตระหนักได้ว่าต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดอยู่ที่ตัวลูเยี่ย!
พวกเขาก็ตระหนักได้ว่าเด็กหนุ่มขอบเขตทะเลทองคำคนนี้ ครอบครองสมบัติล้ำค่าที่สามารถชักนำหายนะจากเตาหลอมแห่งภัยพิบัติได้!
นี่ช่างเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อเอาเสียเลย
ยามที่ผู้พิทักษ์สุสานเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีพุ่งไปที่ต้นไม้ใหญ่ที่สูงเสียดฟ้าต้นนั้น บรรดาสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวทั้งหลายต่างรู้สึกหวั่นใจพลางจินตนาการถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
เป็นไปตามคาด เพียงผู้พิทักษ์สุสานเริ่มเคลื่อนไหว ลูกธนูหักนั้นก็ชักนำลำแสงหายนะสีดำลงมาอีกสาย พุ่งตรงไปยังต้นไม้ใหญ่ที่สูงเสียดฟ้าทันที
“บัดซบ!”
ต้นไม้ใหญ่ที่สูงเสียดฟ้าตระหนกสุดขีด กิ่งก้านนับหมื่นเริ่มโบกสะบัดอย่างบ้าคลั่งแล้วเผ่นหนีไปในทันที
รากไม้ก็นับไม่ถ้วนที่โคนต้นพุ่งตัวขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งราวกับหนวดนับร้อยนับพัน ฉีกผ่านท้องฟ้าหนีไปอย่างรวดเร็วเป็นที่น่าตกใจ
ผู้พิทักษ์สุสานไม่ได้ไล่ตามไป แต่กลับหันไปโจมตีงูยักษ์สีเขียวแทน
งูยักษ์สีเขียวและสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวอื่น ๆ ที่กำลังรักษาการณ์อยู่ที่ทางเข้าเนินจักรพรรดิเบญจธาตุ ยามเห็นผู้พิทักษ์สุสานโจมตีเข้ามา งูยักษ์สีเขียวก็ตกใจ รีบหันหลังหนีสุดชีวิตทันที
ถึงกระนั้นมันก็ยังถูกลูกธนูหักซื่อจิเฉี่ยวโดนร่างอัน
ตูม!
ในชั่วขณะนั้น ส่วนหนึ่งของร่างงูยักษ์สีเขียวก็ระเบิดกลายเป็นเถ้าถ่านทันที บาดแผลบนร่างกายที่เหลืออยู่กลายเป็นรอยไหม้เกรียมสีดำสนิท
“ช่วยข้าด้วย! ช่วยข้าด้วย!”
งูยักษ์สีเขียวแผดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ทั้งหวาดกลัวและสิ้นหวัง
ทว่ากลับไม่มีใครกล้าขยับเข้าไปใกล้ ยิ่งไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยเกรงว่าจะถูกลูกหลงนั้นไปด้วย
ฉวยโอกาสนี้ ผู้พิทักษ์สุสานก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ลังเล สังหารงูยักษ์สีเขียวที่บาดเจ็บสาหัสและใกล้ตายให้สิ้นใจทันที ร่างที่เหลือเพียงครึ่งท่อนถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด ทั้งร่างและวิญญาณล้วนถูกทำลายสิ้น
ลูเยี่ยแอบเสียดายอยู่ในใจ หากเหลือทิ้งไว้สักหน่อย คงจะนำไปตุ๋นซุปงูรสเลิศให้ได้ลิ้มลองเสียบ้าง
ภาพงูยักษ์สีเขียวสิ้นชีพทำให้สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวขวัญหนีดีฝ่อ ตกใจอีกครั้ง พวกมันต่างสีหน้าแปรเปลี่ยน จิตใจปั่นป่วนอย่างรุนแรง
ไม่มีใครคาดคิดว่าในขณะที่ผู้พิทักษ์สุสานกำลังจะพ่ายแพ้ จะเกิดเหตุการณ์พลิกกลับเช่นนี้ เทพวานรทมิฬตายแล้ว งูยักษ์สีเขียวก็ตายเช่นกัน!
เหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวต่างรู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง ความมุ่งมั่นในการต่อสู้เริ่มสั่นคลอน
ฉิว!
ลูเยี่ยสลายคลื่นพลังหายนะสีดำสายนั้นแล้ว จากนั้นก็ส่งลูกธนูหักพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง
ผู้พิทักษ์สุสานเริ่มต่อสูอย่างฮึกเหิม นางยืนหยัดอยู่ ณ ทางเข้าเนินจักรพรรดิเบญจธาตุ แต่กลับหันหลังกลับไปมองสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นที่อยู่ไกลออกไป ราวกับกำลังเลือกเป้าหมายสังหารรายต่อไป
สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวทุกตนที่สายตาของนางกวาดผ่าน ต่างก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านในใจ
“เข้ามาสิ ไหนว่าพวกเจ้าจะสังหารยายเฒ่าอย่างข้าไม่ใช่หรือ? เหตุใดจึงไม่กล้าขยับเข้ามาอีกเล่า?”
ผู้พิทักษ์สุสานเอ่ยปาก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน นางเร่งกระตุ้นบัลลังก์ดอกบัวทมิฬมุ่งเข้าไปหาสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้น
พรึบ!
สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นต่างถอยหนีไปไกล ผู้หนึ่งถอยไกลกว่าอีกผู้หนึ่ง
อีกาหัวขาวอดหัวเราะออกมาไม่ได้ รู้สึกสะใจอย่างยิ่ง
“พวกตาแก่เหล่านี้นี่ หวาดกลัวจนไม่ต่างอะไรกับสุนัขขี้เรื้อนที่ไร้เจ้าของ!”
ใบหน้าของสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นดูอัปลักษณ์ยิ่งนัก ภายในใจทั้งคับแค้นและอัดอั้นเป็นที่สุด
“ทุกท่านถอยเถิด ไม่มีโอกาสชนะแล้ว!”
สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวบางตัวเริ่มมีใจอยากถอยและวางแผนจะถอนกำลัง
ทว่าในตอนนั้นเอง ผู้พิทักษ์สุสานพลันกระอักเลือดคำโตออกมา ร่างกายโอนเอนก่อนจะทรุดลงนั่งบนบัลลังก์ดอกบัวทมิฬ
อีกาหัวขาวตกใจอย่างยิ่ง
“ท่านยาย!”
เมื่อพวกสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวบางตัวเห็นเช่นนี้ ในดวงตาวาบประกายสังหารขึ้น พวกเขาเคลื่อนย้ายข้ามห้วงอากาศเข้าโจมตีอย่างไม่ลังเล
ผู้ที่พุ่งเข้ามาเร็วที่สุดคือปักษาร้ายสีทองนั้น เขาเคลื่อนที่รวดเร็วดุจสายฟ้า แม้ยังอยู่ไกลไม่ทันเข้าใกล้บัลลังก์ดอกบัวทมิฬ เขาก็ลงมือโจมตีจากระยะไกลแล้ว
ตูม!
กรงเล็บมหึมาสีทองวาววับฉีกผ่านอากาศพุ่งตรงเข้าหาบัลลังก์ดอกบัวทมิฬอย่างรุนแรง
แต่ในชั่วขณะนั้น แผนผังค่ายกลต้องห้ามที่ถักทอจากเส้นไหมนับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ปกคลุมปักษาร้ายสีทองไว้จากทุกทิศทาง ร่างของปักษาร้ายสีทองถูกกดทับจนขยับไม่ได้ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที
แย่แล้ว! ติดกับเข้าเสียแล้ว!
ในจังหวะนั้นลูกธนูหักซื่อจิก็พุ่งลงมาจากฟากฟ้า นำพาแสงหายนะสีดำลงมาอีกครั้ง
“ระเบิดซะ!”
ปักษาร้ายสีทองคำรามด้วยความโกรธ ตัดสินใจใช้ทุกวิถีทางแสดงวิชาต้องห้ามที่ทำลายพลังบำเพ็ญเต๋าของตนเอง ทั้งร่างของเขามีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง โดนลูกธนูหักซื่อจิพุ่งเข้ากระแทกร่างอย่างรุนแรง
ในชั่วขณะถัดมา ร่างของเขาก็ระเบิดกลายเป็นเถ้าธุลีฟุ้งกระจาย ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา
พวกสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวตนอื่น ๆ ที่กำลังพุ่งตรงไปยังบัลลังก์ดอกบัวทมิฬต่างตกใจจนสีหน้าเปลี่ยน หันหลังเผ่นหนีทันที
“ข้ากะไว้แล้วว่าเจ้าปักษาสีทองนี่แหละที่จะพุ่งมาเร็วที่สุด”
บนบัลลังก์ดอกบัวทมิฬ ผู้พิทักษ์สุสานลุกขึ้นยืน ใบหน้าแม้จะซีดขาวแต่ยังคงสงบเยือกเย็นเหมือนเดิม
อีกาหัวขาวจ้องตาเบิกกว้างถามว่า
“ท่านยาย ท่านกำลังแสดงละครอยู่หรือ!”
ผู้พิทักษ์สุสานกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า
“หากไม่ทำเช่นนี้ จะล่อสังหารเจ้าปักษาสีทองนั้นได้อย่างไร?”
ลูเยี่ยหัวเราะขึ้นมา เขาได้รับการส่งเสียงกระแสจิตเตือนจากผู้พิทักษ์สุสานล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นจึงคอยให้ความร่วมมือ ‘เล่นละคร’ ได้แนบเนียน
“ไม่คิดเลยว่าผู้พิทักษ์สุสานอย่างเจ้าจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้!”
“จิตใจสกปรกเหลือเกิน!”
“ถุย! น่ารังเกียจ!”
เหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นในที่สุดก็รู้สึกตัว แต่ละคนต่างโกรธจนหน้ามืด
“ไร้ยางอาย?”
แววตาของผู้พิทักษ์สุสานเยียบเย็น
“พวกเจ้ารวมตัวกันโจมตีข้าแบบนั้น ไม่เรียกว่าไร้ยางอายหรือ?”
กล่าวจบนางก็เร่งกระตุ้นบัลลังก์ดอกบัวทมิฬพุ่งเข้าไปอีกครั้ง ทันใดนั้นเหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวก็รีบถอยร่นกลับไป ผู้พิทักษ์สุสานไม่ได้ไล่ตามต่อไป นางมองออกแล้วว่าหากหวังจะสังหารศัตรูที่แข็งแกร่งเหล่านั้นคงไม่มีโอกาสอีกแล้ว
“ใครอยากรนหาที่ตายอีกก็เชิญเข้ามาได้เลย”
ผู้พิทักษ์สุสานเอ่ยเสียงเรียบ
“ข้าสัญญาวาจะต้อนรับจนถึงที่สุด!”
เหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวต่างมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา ความจริงช่างโหดร้ายเหลือเกิน เมื่อเปรียบกับโชควาสนา ชีวิตนั้นย่อมสำคัญที่สุด ไม่มีใครกล้าเสี่ยงอีกต่อไป ด้วยเกรงว่าจะต้องพบจุดจบกลายเป็นเเถ้าธุลี
สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวบางส่วนไม่สามารถอยู่ได้อีกต่อไป จึงจากไปพร้อมกับความอัดอั้นและความไม่ยอมรับในใจ
“ลูเยี่ย สาเหตุที่ผู้พิทักษ์สุสานคุ้มครองเจ้าไม่ใช่เรื่องอื่น ก็เพียงเพราะจ้องมองวาสนาในตัวเจ้าอยู่เท่านั้น!”
ราชันวิญญาณกล่าวเสียงเคร่งขรึม
“เจ้าคงไม่เข้าใจว่าที่ดินบรรพบุรุษตระกูลลูของพวกเจ้ามีความพิเศษแค่ไหน มันเกี่ยวข้องกับ ‘วาสนาเซียน’ ที่ซ่อนอยู่บนเทือกเขาเฉียนเฟิง ผู้พิทักษ์สุสานเพียงแค้ต้องการใช้ประโยชน์จากเจ้าเพื่อให้ได้มาซึ่งวาสนาเซียนเท่านั้น! ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เจ้าก็ควรระวังตัวไว้บ้าง!”
เมื่อกล่าวจบ ราชันวิญญาณก็หมุนตัวจากไป
“ตาแก่นี่ เห็นชัด ๆ ว่ากำลังจะหนีหัวซุกหัวซุนแท้ ๆ ยังจะมาเสี้ยมให้คนอื่นแตกคอกันอีก จิตใจช่างชั่วร้ายนัก!”
อีกาหัวขาวด่าอย่างรุนแรง ผู้พิทักษ์สุสานไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย ลูเยี่ยเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อย
ด้วยความทรงจำจาก ‘ศึกเทือกเขาเฉียนเฟิง’ ทำให้เขามีแต่ความซาบซึ้งใจต่อผู้พิทักษ์สุสาน และไม่มีทางระแวงในเจตนาของผู้พิทักษ์สุสานแม้แต่น้อย
ไม่นานนัก บรรดาสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวที่เหลืออยู่ก็ทยอยถอนตัวออกไป เหลือเพียงไก่ห้าสีตัวเดียวเท่านั้น
“สหายน้อยลู วิธีการเยี่ยมยอด! ท่วงท่าสง่างาม! นึกไม่ถึงว่าพวกข้าตาแก่ทั้งหลายจะต้องมาพ่ายแพ้ให้แก่เจ้าเลย!”
ไก่ห้าสีรำพึง
“ข้าเชื่อมั่นว่าไม่เกินหนึ่งวัน วิธีการของเจ้าที่สามารถดึงดูดเตาหลอมแห่งภัยพิบัติ จะต้องแพร่กระจายไปทั่วเขตหวงห้ามลึกลับที่หกอย่างแน่นอน!”
กล่าวจบเขาจ้องมองลูเยี่ยอย่างลึกซึ้ง
“เจ้าอย่าได้อยู่ตามลำพังเชียวนะ มิฉะนั้นแม้เจ้าจะมีลูกธนูหักนั้น เจ้าก็คงหนีไม่พ้นชะตากรรมที่ต้องกลายเป็นปลาบนเขียงที่รอถูกเชือดอย่างแน่นอน”
ในคำพูดแฝงไว้ซึ่งการข่มขู่โดยไม่มีการปิดบัง ผู้พิทักษ์สุสานขมวดคิ้วอย่างเงียบ ๆ เขตหวงห้ามลึกลับที่หกนี้ยังมีสถานที่ลึกลับที่ยังไม่รู้จักอีกมากมาย และมีอันตรายมากพอที่จะทำให้แม้แต่นางต้องรู้สึกหวาดระแวง หากการแสดงออกของลูเยี่ยในวันนี้แพร่งพรายออกไป อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติที่คาดเดาไม่ได้มากมาย!
ไก่ห้าสีก็เตรียมตัวจะจากไปเช่นกัน
“ช้าก่อน!”
ลูเยี่ยเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง
“ท่านไก่ห้าสี ข้าคิดว่าท่านเป็นคนที่ไว้ใจได้มากทีเดียว ทำไมไม่ลองอยู่ดูต่อล่ะ พวกเราร่วมมือกัน ร่วมกันขุดค้นวาสนาเซียนของเทือกเขาเฉียนเฟิง!”
ไก่ห้าสีชะงักก่อนจะหัวเราะเยาะว่า
“วาจาเหลวไหลเช่นนี้จะหลอกใครได้กัน?”
“ระหว่างท่านกับข้าไม่ได้มีความแค้นฝังลึก เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็เป็นเพียงความเข้าใจผิดเท่านั้น เหตุใดจะคลี่คลายไม่ได้เล่า?”
ลูเยี่ยกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า
“ท่านลองคิดดูสิ ด้วยความสามารถของข้าบวกกับพลังของท่านและท่านผู้อาวุโสผู้พิทักษ์สุสาน พวกเราย่อมสามารถเดินเหินได้อย่างสง่าผ่าเผยในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกแห่งนี้ได้อย่างสบาย!”
ไก่ห้าสีลังเลอย่างเห็นได้ชัดแล้วถามว่า
“แล้วข้าจะเชื่อใจเจ้าได้อย่างไร?”
ลูเยี่ยชี้ไปที่ท้องฟ้าแล้วกล่าวว่า
“ข้าลูเยี่ยขอสาบานต่อฟ้าเซียนนี้ พอหรือไม่?”
ไก่ห้าสีตกอยู่ในความเงียบงัน