บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 269 เดิมพันสุกตัง
ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยม่านดำ เทือกเขาเฉียนเฟิงตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม
เมื่อเสียงดังสนั่นราวกับฟ้าผ่ามรณะนั้นดังกึกก้อง แม้กระทั่งนภาก็สั่นสะเทือน
ลูเยียหรี่ตามอง เห็นเพียงเทพวานรทมิฬร่างสูงใหญ่กว่าหมื่นจั้งยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเทือกเขาเฉียนเฟิง ร่างของมันสูงเกือบเท่ากับเทือกเขาเฉียนเฟิง ยืนตระหง่านระหว่างฟ้าดิน พลังลมปราณของมันดุร้ายรุนแรงท่วมท้นฟ้า
ลูเยียหรี่ตามอง
เขาเคยเห็นเทพวานรทมิฬตัวนี้มาก่อน
เมื่อครั้งที่เกิดศึกใหญ่ที่เทือกเขาเฉียนเฟิง เหล่าสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวได้บุกออกมาจากส่วนลึกของเขตหวงห้ามลึกลับที่หก
และหนึ่งในนั้นก็คือเทพวานรทมิฬตนนี้เอง!
เมื่อลูเยียกวาดสายตาไปรอบๆ ก็พบว่าในอาณาบริเวณใกล้กับเทือกเขาเฉียนเฟิงนั้นยังมี ‘ใบหน้าคุ้นเคย’ บางส่วน
อีกด้วย ปักษาดุร้ายตัวหนึ่งยืนอยู่บนกลุ่มเมฆ ปีกทั้งสองพับเข้าหากัน ทั้งร่างราวกับถูกหล่อขึ้นจากทองคำ ยามดวงตาเปิดปิดมีประกายสายฟ้าพุ่งวับวาบ สะกดขวัญผู้คนให้สั่นสะเทือน ตนไม่ใหญ่ยักษ์ตนหนึ่งหยั่งรากอยู่ที่นั่น กิ่งก้านที่โล้นเตียนแผ่ปกคลุมทั้งฟ้าดิน ดูราวกับโซ่ศักดิ์สิทธิ์สีดำนับไม่ถ้วนที่โบกสะบัดไปมา
บนก้อนหินก้อนหนึ่ง มีพยัคฆ์ขาวสีหิมะตัวหนึ่งนั่งสงบนิ่ง หลังแบกฝักดาบใหญ่สีแดงสดราวกับเลือด พยัคฆ์ขาวมีกิริยาสงบนิ่ง ดูเหมือนผู้บรรลุธรรมชั้นสูง มีสง่าราศีที่เหนือโลกและสุขุมนุ่มลึกยิ่งนัก
นอกจากนี้ยังมีสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวรูปร่างประหลาดอื่นๆ อีกด้วย
มีโครงกระดูกที่สวมชุดเกราะทองสัมฤทธิ์ที่แตกหักในเบ้าตาที่ว่างเปล่ามีเพลิงเทพสีทองลึกลับลุกโชน
มีไก่แกสีหาสีตัวหนึ่งนั่งขัดสมาธิบนก้อนเมฆสีม่วง หงอนของมันสีแดงสดราวกับกำลังลุกไหม้
งูใหญ่สีเขียวตัวหนึ่งขดตัวอยู่หัวงใหญ่เท่ากับขนาดของบ้านหลังหนึ่ง บนหน้าผากมีเขาคู่สีเงินงอกอยู่
เพียงแค่มองไปแวบเดียว พลังลมปราณล้วนแปลกประหลาดและน่าสะพรึงจนผู้คนอดไม่ได้ที่จะหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ
ทว่าอีกาหัวขาวกลับเปิดปากด่าทอทันที “เจ้าลิงแก แกจะโวยวายหาอะไร? ร้องไห้เหมือนจะไว้ทุกข์ให้บรรพบุรุษเจ้าหรืออย่างไร?”
มันถลึงตาใส่เทพวานรทมิฬที่ตัวสูงหมื่นจั้งตนนั้นโดยไม่มีท่าทีหวาดเกรงแม้แต่น้อย
“ผู้พิทักษ์สุสาน เจ้าสัตว์ขนปีกเล็กๆ ที่เจ้าเลี้ยงไว้นี่ปากเหม็นเหลือเกินนะ”
เทพวานรทมิฬเย้ยหยันด้วยรอยยิ้มเย็นชา ตูม!
เสียงนั้นดังระเบิดกึกก้อง แฝงไปด้วยแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว เพียงแค่คลื่นเสียงก็บดขยี้แผ่นฟ้าให้แหลกลาญกระจายวงกว้าง มุ่งตรงมายังพวกของลูเยีย ในเวลาเดียวกันเสียงแค่นหัวเราะเย็นชาเบาๆ ก็ดังขึ้น
พลังคลื่นเสียงอันน่าหวาดกลัวนั้นก็ได้สลายไปอย่างฉับพลัน ขณะที่พลังเหนือธรรมชาติที่มองไม่เห็นปกคลุมลูเยียและคนอื่นๆ พาพวกเขาเคลื่อนย้ายผ่านท้องฟ้ามาปรากฏตัวใต้ต้นหม่อนเก่าแก่ต้นหนึ่ง ผู้พิทักษ์สุสานผู้มีใบหน้าชราและเมตตายังคงเป็นเหมือนเดิมเช่นแต่ก่อน นางกำลังประชุนอาภรณ์เก่าๆ อยู่ตัวหนึ่ง นางไม่ได้เงยหน้าขึ้นแม้แต่น้อย มือเพียงขยับเข็มกระดูกในมือถักเบาๆ
ณ ที่ไกลออกไปในท้องนภา เทพวานรทมิฬส่งเสียงครางอย่างกะทันหัน
ร่างที่สูงตระหง่านหมื่นจั้งพลันหดตัวลงอย่างรุนแรง กลายเป็นร่างสูงเพียงจั้งเดียว ใบหน้าหมองคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัด
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้พิทักษ์สุสานลงมือโจมตี ทำให้เทพวานรทมิฬต้องพบกับความเสียเปรียบเข้าแล้ว
“ปีศาจวานร หากเจ้าลงมืออีกตามอำเภอใจอีก อย่าหาว่าข้าขับไล่เจ้าออกไป”
ผู้พิทักษ์สุสานเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบแต่กลับแฝงไปด้วยบารมีที่มองไม่เห็น ทำให้เทพวานรทมิฬไม่กล้าทำอะไรตามใจชอบอีก
“สหายน้อย เรื่องในครั้งนี้เจ้าได้รับรู้ทั้งหมดแล้วกระมัง?”
ผู้พิทักษ์สุสานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเมตตา
ลูเยียพยักหน้าพลางตอบว่า “มอบให้ข้าจัดการเถิด”
ผู้พิทักษ์สุสานเอ่ยกำชับว่า “เมื่อถึงเวลาประลอง จะแพ้ก็ไม่เป็นไร ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเป็นอันตรายเด็ดขาด!”
“ท่านผู้พิทักษ์สุสาน เจ้าเด็กน้อยคนนี้คือผู้เข้าร่วมประลองที่ท่านจัดเตรียมไว้จริงๆ หรือ?”
ตนไม่ใหญ่ที่สูงเสียดฟ้าตนนั้นเอ่ยปาก ดูเหมือนไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง
สายตาของสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ ต่างจับจ้องมาที่ลูเยีย
“มนุษย์ขอบเขตแก่นทองคำ?”
ไก่หกสีที่นั่งอยู่บนก้อนเมฆสีม่วงส่งเสียงหัวเราะแหลมออกมา “ผู้พิทักษ์สุสาน นี่เป็นเด็กน้อยที่ท่านไปเชิญมาจากที่ไหน ช่างอ่อนแอเกินไปหรือไม่?”
อีกาหัวขาวด่าเสียงดัง “เจ้าไก่แก่ หากประลองกันในขอบเขตแก่นทองคำ เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าท่านใต้เท้าของข้าสามารถต่อยเจ้าจนขี้ไก่แตกได้ด้วยเพียงหมัดเดียว?”
“ฮาๆ โอ๊ะ ช่างเก่งกาจเหลือเกิน ข้าล่ะกลัวจนตัวสั่นไปหมดแล้ว”
ไก่ห้าสีหัวเราะอย่างสนุกสนานมากขึ้น
ลูเยียเลิกคิ้วขึ้น เจ้าไก่ตัวนี้ช่างน่าโดนทุบเสียจริง แต่ไม่รู้ว่าถ้าเอาไปตุ๋นเป็นซุปรสชาติจะดีเพียงใด
พยัคฆ์ขาวที่แบกดาบสีเลือดเอาไว้ก็พลันเอ่ยขึ้นว่า “ระวัง! ผู้นี้เป็นผู้ฝึกดาบ เจตจำนงดาบในตัวเขาแปลกประหลาดอย่างยิ่ง! พวกท่านอย่าได้ดูแคลนเขาเชียว”
สิ้นเสียง สายตาของสิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นที่มองมาที่ลูเยียก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน พวกมันมองด้วยความประหลาดใจและความอยากรู้อยากเห็น พยัคฆ์ขาวตนนั้นมีนิสัยทรนงตนอย่างยิ่ง น้อยครั้งนักที่มันจะเป็นฝ่ายเปิดปากก่อน และการที่พยัคฆ์ขาวยอมวิจารณ์ว่า ‘เจตจำนงดาบช่างประหลาดนัก’ ยิ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง!
สิ่งนี้กระตุ้นให้เหล่าสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวเริ่มให้ความสำคัญขึ้นมาทันที!
“ในเมื่อเป็นผู้พิทักษ์สุสานจัดเตรียมมา จะเป็นคนธรรมดาสามัญได้อย่างไร?”
งูยักษ์สีเขียวที่มีเขาสีเงินบนหัวเอ่ยขึ้น เสียงของนางเป็นสตรีที่ไพเราะนุ่มนวลและเย้ายวนใจยิ่งนัก
“เลิกพูดจาไร้สาระเสียที ในเมื่อคนมาถึงแล้วก็เริ่มกันเถิด!”
ในกลุ่มเมฆปักษาดุร้ายสีทองเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน แสดงออกถึงความรำคาญใจอย่างชัดเจน
สิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นต่างหันไปมองผู้พิทักษ์สุสาน
โอกาสในการเข้าสู่เนินจักรพรรดิเบญจธาตุอยู่ในมือของผู้พิทักษ์สุสานและกฎการต่อสู้ก็ถูกกำหนดโดยผู้พิทักษ์สุสานโดยธรรมชาติแล้ว การจะเริ่มต่อสู้ในขณะนี้หรือไม่ก็ต้องดูท่าทีของผู้พิทักษ์สุสาน ผู้พิทักษ์สุสานมองไปทางลูเยีย “ต้องการพักก่อนหรือไม่?”
ลูเยียส่ายหน้า “ไม่จำเป็น”
เขาได้สำรวจรอบข้างไปแล้วก่อนหน้านี้ และสังเกตเห็นว่าใกล้ๆ กับสิ่งมีชีวิตน่ากลัวเหล่านั้นมี ‘ทายาท’ ของพวกเขา ยืนอยู่ตามลำดับ เช่น ทายาทของเทพวานรทมิฬนั้นเป็นชายหนุ่มในชุดคลุมยาวสีดำมีเคราเต็มใบหน้าโครงคิ้วใหญ่ พลังลมปราณหยาบกระด้างยิ่งนัก
“ถ้าเช่นนั้นก็เริ่มกันเลย”
หญิงชราค่อยๆ ลุกขึ้นยืน สะบัดมือโยนสิ่งหนึ่งออกไป อาภรณ์เก่าแก่ตัวนั้นก็ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ขยายตัวกลายเป็นสนามประลองค่ายกลต้องห้ามขนาดกว้างนับพันจั้งลอยสูงอยู่กลางนภา
“ในการประลองภายในค่ายกลต้องห้าม ผู้ที่มีพลังบำเพ็ญสูงกว่าจะถูกกดพลังลงมาให้อยู่ในขอบเขตเดียวกันกับคู่ต่อสู้”
หญิงชราค่อยๆ เอ่ยปาก “นอกจากนี้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของภายนอกหรือพลังภายนอกใดๆ ก็ตามล้วนไม่สามารถนำมาใช้ได้…”
ปักษาดุร้ายสีทองเอ่ยตัดบทว่า “กฎเหล่านีมิเห็นต้องกล่าวซ้ำ ใครกล้าเล่นตุกติกมีหรือจะพ้นหูพ้นตาพวกเราไปได้!”
ทันใดนั้นหญิงชราก็นิ้วแล้วดีดออกไปหนึ่งครั้ง
ปักษาดุร้ายสีทองดูเหมือนจะตกใจรีบเคลื่อนย้ายหลบหลีกในทันที ตูม!
กลุ่มเมฆที่มันยืนอยู่ก่อนหน้านี้พลันระเบิดสลายไปอย่างรุนแรง แม้แต่ห้วงมิติตรงนั้นก็พังทลายแตกสลาย
ปักษาดุร้ายสีทองเดือดดาล “ผู้พิทักษ์สุสาน ท่านกำลังทำอะไร?”
ผู้พิทักษ์สุสานตอบอย่างสงบ “หากเจ้ายังส่งเสียงหนวกหูขัดจังหวะข้าอีก ก็มิต้องส่งทายาทเข้าร่วมประลองแล้ว”
ปักษาดุร้ายสีทองก็เงียบปากทันที ลูเยียลอบทอดถอนใจในใจ ท่านยายของอาจูดูภายนอกใจดีเมตตาแต่แท้จริงแล้วกลับเป็นคนเด็ดขาดและดุดันยิ่งนัก!
“การประลองในครั้งนี้เพื่อความยุติธรรม จะใช้กฎประลองแบบตัวต่อตัว ผู้ชนะจะได้ผ่านเข้ารอบถัดไปจนกระทั่งผู้ชนะเลิศคนสุดท้ายจะได้รับโอกาสเข้าสู่เนินจักรพรรดิเบญจธาตุ กฎเหล่านี้ผู้อื่นย่อมรู้ดีอยู่แล้ว” ผู้พิทักษ์สุสานตั้งใจพูดให้ลูเยียฟังโดยเฉพาะ
กล่าวจบผู้พิทักษ์สุสานก็ถามความเห็นของลูเยีย
“สหายน้อย เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
ลูเยียครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ขาสามารถลงเดิมพันได้หรือไม่?”
เดิมพัน?
สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวทั้งหลายต่างงุนงง เจ้าเด็กนี่เห็นการประลองนี้เป็นสิ่งใดกัน?
บ่อนพนันหรือ?
แววตาของผู้พิทักษ์สุสานก็มีแววประหลาดใจ
“เจ้าต้องการเดิมพันสิ่งใด?”
ลูเยียกล่าวว่า “มหาวิถี! หากข้าชนะในที่สุด ผู้เข้าร่วมประลองทุกคนจะต้องมอบแก่นแท้มหาวิถีที่แข็งแกร่งที่สุดที่สุดของแต่ละคนออกมา!”
เมื่อเอ่ยคำนี้ออกมา สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นก็แทบจะสงสัยว่าตัวเองได้ยินผิดไป!
เด็กหนุ่มคนนี้ช่างละโมบเหลือเกิน!
แก่นแท้มหาวิถีมีค่ามหาศาลเพียงใด ล้วนเป็นความลับสูงสุดที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น เป็นรากฐานของการสืบทอดที่แม้จะถูกทำลายล้างทั้งตระกูลก็ไม่อาจมอบให้ผู้อื่นได้!
“บัดซบ! เจ้าเด็กน้อยนี้ช่างโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!”
เทพวานรทมิฬตวาดด่า “ผู้พิทักษ์สุสาน ท่านคงไม่ได้หมายตามองแก่นแท้มหาวิถีของพวกเราแล้วจงใจสั่งให้เจ้าเด็กน้อยนั่นทำเช่นนี้กระมัง?”
สิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวคนอื่นๆ ต่างก็มีสายตาไม่เป็นมิตรมองตรงไปยังผู้พิทักษ์สุสาน ผู้พิทักษ์สุสานตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ในเมื่อเป็นการเดิมพัน พวกเจ้าสามารถปฏิเสธไม่รับคำก็ได้”
ในใจของนางเองก็ตกใจไม่น้อย ไม่คาดคิดว่าลูเยียจะเสนอเดิมพันที่อาจหาญถึงเพียงนี้!
งูยักษ์สีเขียวเอ่ยด้วยความสนใจ “เจ้าเด็กน้อย เจ้าเดิมพันใหญ่โตเพียงนี้แล้วหากเจ้าเป็นฝ่ายแพ้เล่า?”