บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 270 ไม่ได้กินข้าวมาหรือไร?
ลูเยียกล่าวว่า “หากข้าพ่ายแพ้ ข้าก็จะมอบแก่นแท้มหาวิถีของข้าให้เช่นกัน!”
“ฮ่าๆ เจ้าคิดว่าพวกข้าจะชายตามองงั้นหรือ?”
ตนไม่ใหญ่ที่สูงเสียดฟ้าทนไม่ไหวจนหัวเราะออกมา กิ่งก้านนับไม่ถ้วนสั่นไหวไปมาตามแรงหัวเราะ ลูเยียแบฝ่ามือขวาออก เงาดาบสีเขียวอ่อนสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบดูราวกับไออากาศแห่งสวรรค์อันแจ่มใสและเลือนรางที่กำลังควบแน่นเป็นกลุ่มหมอก
“ของพรรคใดกัน กล้าเอาออกมาอวดอ้างให้ขายหน้าหรือ?”
เทพวานรทมิฬหัวเราะเยาะ
แต่ในชั่วขณะนั้นพยัคฆ์ขาวผู้แบกดาบสีเลือดกลับโพล่งขึ้นว่า “เดิมพัน!”
พยัคฆ์ขาวที่ก่อนหน้านี้ดูสงบนิ่งราวกับผู้บรรลุธรรมชั้นสูง แต่บัดนี้กลับเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ดวงตานั้นฉายประกายแสงลึกลับอันเจิดจ้า จ้องเขม็งไปยังฝ่ามือของลูเยียด้วยความตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
ทันใดนั้นบรรดาสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวทั้งหลายก็รับรู้ได้ว่ามีความผิดปกติและเริ่มหันมามองอย่างจริงจัง
ไม่นานนัก สิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวบางตนก็รู้สึกประหลาดใจ เจตจำนงดาบสีเขียวอ่อนที่ดูเลือนลอยและไม่สะดุดตานั้นแต่แก่นแท้มหาวิถีที่บรรจุอยู่ภายในกลับลึกลับซับซ้อนอย่างยิ่ง จนแม้แต่พวกเขาก็ยังไม่อาจหยั่งถึงหรือมองทะลุปรุโปร่งได้!
ผู้พิทักษ์สุสานซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดถึงกับเปลือกตากระตุก นางสัมผัสได้ถึงความพิเศษของเจตจำนงดาบนั้นเช่นกัน นางเอ่ยเตือนว่า “สหายน้อย ในเมื่อครอบครองแก่นแท้มหาวิถีระดับนี้แล้ว ไยต้องแสวงหามหาวิถีของผู้อื่นอีกเล่า?”
ความหมายที่แฝงอยู่ก็คือเดิมพันครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก หากพลาดพลั้งพ่ายแพ้ไป ความสูญเสียจะหนักหนาสาหัสยิ่ง!
ลูเยียหัวเราะพลางกล่าวว่า “หากพ่ายแพ้ในการประลองกับผู้ที่อยู่ในขอบเขตเดียวกัน มหาวิถีเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้!”
บนใบหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“เดิมพัน! พวกข้าก็เดิมพันด้วย!”
เทพวานรทมิฬเอ่ยปาก
ทันใดนั้นสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวอีกหลายตนต่างก็ทยอยเลือกเข้าร่วมการเดิมพันด้วย ทั้งตนไม่สูงเทียมฟ้า ไก่หกสี ปักษาดุร้ายสีทองและอื่นๆ อีกมากมาย
มีเพียงงูยักษ์สีเขียวและโครงกระดูกที่สวมชุดเกราะเก่าคร่ำคร่านั้นที่ไม่ได้เข้าร่วม ลูเยียก็ไม่ได้บังคับ พยัคฆ์ขาวกล่าวว่า “ผู้พิทักษ์สุสาน หากเป็นเช่นนี้กฎการประลองก็จะไม่ยุติธรรมเสียแล้ว การประลองหนึ่งต่อหนึ่งผู้ชนะจะได้ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป แต่หากผู้ที่เข้าร่วมเดิมพันไม่มีโอกาสได้ประลองกับลูเยียจะทำอย่างไร?”
ไม่ทันที่ผู้พิทักษ์สุสานจะได้เอ่ยปาก ลูเยียก็เอ่ยขึ้นทันทีว่า “ขาสามารถประลองกับผู้ที่เข้าร่วมเดิมพันที่ละคนได้!”
เหล่าสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวต่างตกตะลึง พวกมันตระหนักว่าลูเยียกำลังจะใช้กำลังของตนเพียงคนเดียวรับมือกับการประลองแบบหมุนเวียน
แต่เด็กหนุ่มผู้นี้เอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้าท้าทายเช่นนี้?
ผู้พิทักษ์สุสานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามเพียงว่า
“มีผู้ใดคัดค้านข้อเสนอของสหายลูเยียบ้าง?”
ไก่ห้าสีหัวเราะร่า “มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะคัดค้าน!”
เหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวทั้งหมดไม่มีใครแสดงความเห็นคัดค้าน
ลูเยียกะหงเราะ “ตกลงตามนี้ ห้ามกลับคำเด็ดขาด!”
ผู้พิทักษ์สุสานกล่าวอย่างสงบ “มีข้าอยู่ตรงนี้ พวกเขาไม่กล้าหรอก”
จากนั้นภายใต้การเป็นพยานของผู้พิทักษ์สุสาน บรรดาสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวที่เดิมพันกับลูเยียต่างจัดให้ ‘ทายาทของตนจับสลาก ไม่นานก็กำหนดลำดับการประลองเสร็จสิ้น
ลูเยียเหยียบบนปราณดาบที่ทอดยาวเหมือนรุ้งทะยานเข้าสู่สนามประลองค่ายกลต้องห้ามอย่างสง่างาม
“ใครเป็นคนแรก?”
ลูเยียกวาดสายตามองไปรอบด้าน
“ท่านปู่ของเจ้าอยู่นี่!”
สิ้นเสียงระเบิดกึกก้อง ชายหนุ่มในชุดหลากสีสวมมงกุฎหยกสีเลือดก็ปรากฏตัวขึ้นในสนามประลอง
แววตาของชายหนุ่มเย็นเยียบ “เมื่อครู่อีกาหัวขาวนั้นดูหมิ่นบรรพบุรุษของข้า หนีบัญชีแค้นนี้ข้าจะมาคิดกับเจ้าเด็กอย่างเจ้าแทน!”
ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว วาจาที่เอ่ยออกมาแฝงไปด้วยการดูหมิ่นอย่างไม่ปิดบัง
ไก่หกสีที่ยืนอยู่บนเมฆสีม่วงหัวเราะอย่างปลื้มปิติ “เด็กดิบของบ้านเจ้าสิท่านใต้เท้าของบ้านข้าลงมือเมื่อใด ก็สามารถทำให้เจ้าลูกไก่ตัวน้อยนี้ขี้แตกออกมาได้อย่างสบาย!”
อีกาหัวขาวด่าทออย่างรุนแรง ความจริงในใจของมันนั้นกังวลยิ่งนัก แม้ท่านยายเคยเล่าให้ฟังว่าชายหนุ่มชุดหลากสีผู้นี้มีนามว่า ‘จิคุน’ เขามี ‘สายเลือดสุริยัน’ ติดตัวมาแต่กำเนิด เมื่อไก่ตัวผู้ขันโลกทั้งใบก็สว่างไสว
และ ‘สายเลือดสุริยัน’ ของจิคุนนั้นถือเป็นแก่นแท้มหาวิถีที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบพันปี เปี่ยมไปด้วยพลังหยางอันบริสุทธิ์ดุดันไร้ขอบเขต
เมื่อฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุด ร่างกายจะเป็นดั่งดวงตะวัน สามารถส่องสว่างทำลายราตรีนิรันดร์และสยบวิญญาณชั่วร้ายทั้งปวงในใต้หล้า!
ที่สำคัญที่สุดคือแม้จีคุนจะเป็นหลานของไก่ห้าสีตนนั้น แต่พลังบำเพ็ญของเขาได้ทะลวงเข้าสู่หาขอบเขตเบื้องบนมาแล้วตั้งแต่พันปีก่อน!
พวกบรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ในโลกมนุษย์เหล่านั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าจิคุนก็ไม่ต่างอะไรกับ ‘เด็กน้อย’ กล่าวได้ว่าหากไม่มีการกดระดับพลังในการต่อสู้ ลูเยียไม่มีทางชนะเลยแม้แต่น้อย!
“ต่อยข้าจนขี้แตกงั้นหรือ? เหอะเหอะๆ”
จิคุนหัวเราะ
เขาชี้ไปที่ลูเยีย “ข้าจะทุบเขาให้ทั้งอุจจาระและปัสสาวะราดออกมาเดี๋ยวนี้!”
ตูม!
สิ้นเสียงนั้นร่างของจิคุนในชุดหลากสีก็พลันโบกสะบัด ร่างของเขาพลันระเบิดแสงสว่างเจิดจ้า ทันทีที่ทั้งร่างของเขาราวกับกลายเป็นดวงตะวันดวงหนึ่ง สาดแสงหมื่นจั้ง แผ่ซ่านอานุภาพทำลายล้างที่สั่นสะเทือนฟ้าดิน ดวงตาของลูเยียเปล่งประกาย ช่างน่าสนใจจริงๆ!
เนื่องจากการแรงกดดันของสนามรบค่ายกลต้องห้าม พลังบำเพ็ญที่จิคุนแสดงออกมาในยามนี้คือขอบเขตแก่นทองคำจริงๆ
แต่พลังอำมหิตที่น่ากลัวนั้นกลับร้ายกาจถึงขั้นที่สามารถบดขยี้ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างง่ายดาย!
เรื่องนี้ทำให้ลูเยียนึกถึงคำพูดของอาจู
“ทายาทของเหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นล้วนแข็งแกร่งไร้เทียมทาน หากหยิบยกผู้ใดออกมาสักคนก็ยังมีพื้นฐานที่เทียบเคียงกับตัวเอกของยุคสมัย!”
พอมองดูเช่นนี้แล้วก็ไม่นับว่าเกินจริงแต่แต่อย่างใด
ตุม!
จิคุนลงมือ ร่างกายของเขาพุ่งทะยานเข้าหากาลูเยียราวกับดวงอาทิตย์ดวงหนึ่งที่เคลื่อนที่เข้ามาบดขยี้
ทุกอณูขุมขนของเขาล่วนเปล่งประกายเจิดจ้า ไหลเวียนไปด้วยแก่นแท้แห่งสุริยันที่ลุกโชนเจิดจ้าสว่างไสวไร้ขอบเขต ยามที่เขาเหวี่ยงหมัดออกไปราวกับดวงอาทิตย์ที่ระเบิดแสงเทพออกมาสายหนึ่ง!
เหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวที่อยู่นอกสนามประลองต่างแสดงสีหน้านิ่งสงบราวกับน้ำในบ่อโบราณ ราวกับเคยชินกับภาพเหล่านี้
ทายาทที่พวกเขานำมาเข้าร่วมประลองย่อมต้องเป็นอัจฉริยะที่ท้าทายสวรรค์ที่สุดในเผ่าพันธุ์ของตน มิเช่นนั้นจะแย่งชิงโอกาสเข้าสู่ ‘เนินจักรพรรดิเบญจธาตุ’ ได้อย่างไรกัน?
เกี่ยวกับการกดพลังบำเพ็ญให้อยู่ในขอบเขตแก่นทองคำเพื่อการประลองนั้นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร
ขั้นชื่อว่าเป็น ‘อัจฉริยะที่ท้าทายสวรรค์’ แล้ว ย่อมต้องมีพื้นฐานที่กดข่มคนในขอบเขตเดียวกันได้ทุกคนไม่ใช่หรือ?
สิ่งที่ทำให้พวกเขาสนใจอย่างแท้จริงกลับเป็นลูเยีย เด็กหนุ่มที่มาจากโลกมนุษย์ต่างหาก
เหตุใดผู้พิทักษ์สุสานถึงมีความเชื่อมั่นในเด็กหนุ่มคนนี้หนัก?
เจตจำนงดาบที่เด็กหนุ่มผู้นี้ครอบครองมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่?
เมื่อเผชิญกับการโจมตีอย่างไร้ความปราณีของจิคุน เขาจะรับมืออย่างไร?
ขณะที่ความคิดกำลังหมุนวน หมัดของจิคุนก็พุ่งมาถึงเบื้องหน้าลูเยียแล้ว
“เจ้าเด็กน้อยมีดีแค่นี้หรือ? ดูท่าทุกคนจะประเมินเจ้าสูงเกินไป…”
จิคุนเอ่ยเยาะเย้ย แต่คำพูดหยุดกลางคันอย่างกะทันหัน ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าพลันแข็งค้าง ท่ามกลางแสงอันเจิดจ้าโปรยปรายลงมาทั่วท้องฟ้า ร่างของลูเยียค่อยๆ ปรากฏขึ้น
เขายังคงยืนอยู่ที่เดิม ไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
อาภรณ์ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไร้ซึ่งรอยขีดข่วนแม้แต่เส้นผม!
มีเพียงเจตจำนงดาบสีเขียวอ่อนสายหนึ่งโอบล้อมรอบตัวเขา ราวกับเป็นวงแหวนเทพให้ความรู้สึกว่าสมบูรณ์เป็นหนึ่งเดียวและไร้ซึ่งช่องโหว่ใดๆ
สิงมีชีวิตด้านนอกสนามประลองต่างพากันตกตะลึง อาศัยแค่พลังป้องกันของมหาวิถีของตนเองก็สามารถรับหมัดของจิคุนเข้าไปตรงๆ ได้อย่างนั้นหรือ?
เด็กหนุ่มผู้นี้… มีความลับซ่อนอยู่จริงๆ!
“ฮาๆ ที่แท้ท่านใต้เท้าก็แค่ไม่อยากลดตัวลงไปตอบโต้” อีกาหัวขาวที่เมื่อครู่ยังกังวลแทบตาย บัดนี้หลุดหัวเราะพรืดออกมา ดวงตาของผู้พิทักษ์สุสานฉายแววประหลาด
จริงดังคาด เด็กหนุ่มตระกูลลูผู้นี้ ถึงแม้จะไม่ใช่คนที่นางรอคอยมาตลอด ผู้ซึ่งสามารถทำให้ ‘พลิกฟ้าคว่ำดิน’ แต่พื้นฐานพลังบำเพ็ญของเขาก็เข้าขั้นวิปริตเกินมนุษย์ไปแล้ว!
ร่องรอยและความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับการต่อสู้ที่เทือกเขาเฉียนเฟิงได้ถูกลบเลือนไปนานแล้ว
แม้แต่ผู้พิทักษ์สุสานก็ไม่ได้เป็นข้อยกเว้น แต่นั่นมิได้เป็นอุปสรรคต่อการที่นางจะทำความรู้จักลูเยีย นางรับรู้ถึงสิ่งที่ลูเยียกระทำมาตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
การเชิญลูเยียเข้าร่วมประลองในครั้งนี้ก็เพราะนางมั่นใจว่าหากเป็นการประลองในขอบเขตเดียวกัน ลูเยียย่อมมีโอกาสที่จะคว้าชัยชนะมาได้
แต่ผู้พิทักษ์สุสานก็ไม่คาดคิดว่าลูเยียจะมอบ ‘ความประหลาดใจ!’ ที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ให้กับนาง
เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็สามารถรับหมัดเต็มแรงจากทายาทไก่ห้าสีตนนั้นได้โดยไม่มีอาการบาดเจ็บใดๆ!
“ไม่ได้กินข้าวมาหรือไร?”
สนามรบภายในค่ายกลต้องห้าม เมื่อแสงเพลิงจางหายไป ลูเยียก็เอ่ยถามขึ้นเบาๆ