บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 267 ข้าคือเซียนดาบแห่งโลกมนุษย์
งานเลี้ยงสุราคึกคักมากผู้คนต่างรินสุราคารวะผลัดกันดื่มไม่ขาดสาย
“ศิษย์พี่เยว หลังจบงานเลี้ยงสุรานี้ท่านร่วมเดินทางกลับตระกูลลูไปกับข้าได้หรือไม่?” ลูเยี่ยเอ่ยกับเยว่หนึ่งจือที่นั่งอยู่ข้างกาย
เยว่หนึ่งจือถามด้วยความสงสัย “มีธุระอันใดหรือ?”
ลูเยี่ยจึงบอกกล่าวความตั้งใจของตน “ข้าอยากจะย้ายตระกูลลูเข้าสู่สำนักกระบี่เกาสวรรค์ตอนนั้นหวังว่าศิษย์พี่เยวจะช่วยออกหน้าคุ้มกันคนในตระกูลลูเดินทางไปที่นั่น”
เยว่หนึ่งจือเข้าใจในทันทีพยักหน้าตอบรับ “ได้!”
ลูเยี่ยยิ้มพลางชูจอกสุราขึ้นเพื่อคารวะเยว่หนึ่งจือ
เมืองเทียนเหอในยามนี้กลายเป็นเพียงซากปรักหักพังแม้แต่ที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูก็จางหายไปในเขตหวงห้ามเทือกเขาเฉียนเฟิงตั้งนานแล้วจึงไม่มีความจำเป็นต้องให้ตระกูลลูฝังรากอยู่ที่นั่นอีกต่อไป
การเลือกที่จะตั้งถิ่นฐานในสำนักกระบี่เกาสวรรค์จะทำให้ทุกคนในตระกูลลูได้รับการคุ้มครองและทำให้ลูเยี่ยไม่ต้องกังวลอีกต่อไปเมื่อต้องเดินทางไปยังเขตหวงห้ามลึกลับที่หก
“น้องลูมาข้าขอคารวะเจ้าหนึ่งจอก”
มูเทียนเย่เจ้าสำนักดาบพันราตรีลุกขึ้นเดินมาคารวะสุราต่อหน้าลูเยี่ยด้วยตนเอง
ลูเยี่ยลุกขึ้นยกจอกดื่มตอบรับจากนั้นเหล่าผู้อาวุโสจากสำนักต่างๆต่างทยอยกันเข้ามาคารวะสุราอย่างต่อเนื่อง
ทุกคนต่างให้เกียรติและยกย่องไม่ได้ปฏิบัติต่อลูเยี่ยในฐานะผู้น้อยแม้แต่นิดเดียว
ฉินอูซางเฝ้ามองภาพนั้นพลางหวนนึกถึงวันที่ลูเยี่ยเพิ่งฟื้นตื่นจากการหลับใหลในตอนนั้นตระกูลลูต้องเผชิญกับปัญหาทั้งภายในและภายนอกสั่นคลอนราวกับต้องอยู่ท่ามกลางพายุฝน
ในตอนนั้นลูเยี่ยถูกมองว่าเป็นอัจฉริยะที่ร่วงหล่น
ยามนั้นคนทั้งใต้หล้าต่างลืมเลือนลูเยี่ยผู้ที่เคยเป็นจวงหยวนด้านวิถียุทธที่อายุน้อยที่สุดไปเสียสิ้น
แต่บัดนี้…
ในใต้หล้ามีใครบ้างไม่รู้จักเจ้า!
แม้แต่บรรดาผู้อาวุโสผู้สูงส่งจากสำนักต่างๆที่อยู่เหนือโลกิยะต่างก็ต้องเป็นฝ่ายเดินมาคารวะสุราด้วยตนเอง
และลูเยี่ยทำเรื่องทั้งหมดนี้สำเร็จโดยใช้เวลาเพียงครึ่งปีเศษนับจากต้นปีที่ผ่านมาเท่านั้น!
เรื่องนี้จะไม่ให้ฉินอูซางทอดถอนใจได้อย่างไร?
คนยุคนี้ไม่เห็นไม่สูงเสียดฟ้าจนกระทั่งมันทะยานขึ้นสูงเหนือฟ้าผู้คนจึงค่อยยอมรับความสูงส่งของมัน?
ไม่ใช่เช่นนั้น
เมื่อหลายปีก่อนทั่วหล้าต่างรู้จักลูเยี่ยผู้เป็นจวงหยวนด้านวิถียุทธที่อายุน้อยที่สุดในรอบสามร้อยปีของตาเฉียนอยู่แล้ว
แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่าเมื่อลูเยี่ยผู้ร่วงหล่นสู่ก้นบึ้งฟื้นตื่นขึ้นมาเขาจะทะยานขึ้นมาได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ราวกับดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆทอแสงสุกสกาวอยู่ภายใต้ท้องนภาแห่งแผ่นดินตาเฉียน!
ยามดึก
ลูเยี่ยและเยว่หนึ่งจือขี่ปราณดาบพุ่งทะยานราวกับรุ้งยามราตรีในที่สุดก็กลับมาถึงเมืองเทียนเหอเมื่อมาถึงตระกูลลูลูเยี่ยก็แปลกใจที่พบว่าโคมไฟในตระกูลสว่างไสวทุกคนต่างมารอคอยอยู่ที่นั่น
เมื่อเห็นลูเยี่ยกลับมาทุกคนต่างมีสีหน้าโล่งอกและกรูเข้ามาหาด้วยความตื่นเต้น
“เหลาเกาในถุงเก็บของนี้มีสุราชั้นดีนับร้อยไหข้าได้มาจากในวังหลวงของราชวงศ์เซียงพอให้ท่านดื่มไปได้อีกนาน”
“เฒ่าจ้าวท่านชอบหลอมอาวุธคราวนี้ข้าได้รวบรวมวัสดุวิญญาณและวัตถุล้ำค่ามาจำนวนมากข้ามอบให้ท่านทั้งหมดเลย”
ลูเยี่ยยิ้มพลางส่งถุงเก็บของสองใบให้แก่เหลาเกาและเฒ่าจ้าวตามลำดับเขาไม่ได้ถามถึงอาการบาดเจ็บของทั้งสองอีกทั้งไม่ได้ถามว่าทั้งสองต้องจ่ายราคาอันแสนสาหัสเพียงใดในการต่อสู้ตลอดวันที่ผ่านมา
บุญคุณนี้เพียงจดจำไว้ในใจก็พอแล้ว
“ยังคงเป็นคุณชายลูที่เข้าใจข้าที่สุด!”
เหลาเกายิ้มตาหยีเฒ่าจ้าวเองก็เผยกายยิ้มออกมาอย่างหาได้ยากยิ่ง
ลูเยี่ยยังอุตส่าห์จำได้ว่าเขาชอบการหลอมอาวุธนับว่ามีน้ำใจจริงๆ
“แล้วมีของข้าบ้างหรือไม่?”
ลูหลิงซวงถามด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม
“แน่นอนว่ามีทุกคนล้วนมีส่วน!”
เมื่อลูเยี่ยกล่าวจบก็เรียกเสียงโห่ร้องยินดีจากทุกคน
“พี่ใหญ่ท่านช่วยแจกให้ทุกคนด้วยนะ”
ลูเยี่ยยิ้มพลางหยิบถุงเก็บของออกมาส่งให้พี่ใหญ่ลูเชี่ยวครั้งนี้พวกเขาได้รวบรวมสมบัติล้ำค่าจากวังหลวงมาเป็นจำนวนมหาศาลลูเยี่ยเลือกเก็บไว้เพียงแค่สิ่งที่จะช่วยให้การฝึกฝนของตนเองเท่านั้น
ส่วนวัตถุล้ำค่าทั้งหมดที่เหลือเขามอบให้กับลูเชี่ยวทั้งหมด
เนื่องจากฟ้ามืดแล้วลูเยี่ยจึงสั่งให้คนในตระกูลแยกย้ายไปพักผ่อนส่วนตัวเขาหยุดดื่มสุราสนทนากับพี่ใหญ่ลูเชี่ยวต่อลูเยี่ยเล่าประสบการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงให้ฟังทีละเรื่องหลังจากลูเชี่ยวฟังจบจิตใจก็ปั่นป่วนอย่างรุนแรง
เขาคาดไม่ถึงเลยว่าเบื้องหลังสงครามที่ด่านเทียนหลางจะซ่อนเร้นความจริงที่น่าตกใจและระทึกขวัญไว้มากมายเพียงนี้
“พี่ใหญ่ท่านวางใจเถิดไม่ว่าท่านปู่และคนอื่นๆจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ข้าจะสืบหาความจริงให้ได้”
ลูเยี่ยจิบสุราหนึ่งอึก “นอกจากนี้ข้าจะไปรับตัวท่านอารองกลับมาด้วย”
ลูเชี่ยวเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ครึ่งปีที่ผ่านมาเจ้าอยู่ข้างนอกคงต้องลำบากมามากสินะ”
ลูเยี่ยหัวเราะ “ไม่หรอกขาสบายดีมาก! ท่านอย่าได้กังวลแทนข้าเลย”
เมื่อมองน้องชายที่มีใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มลูเชี่ยวกลับรู้สึกไม่สบายใจเลย
ตระกูลลูมีวันนี้ได้เพราะน้องชายคอยเป็นร่มบังแดดฝนให้ในฐานะพี่ชายเขากลับช่วยอะไรไม่ได้มากนักจิตใจจึงย่อมรู้สึกไม่เป็นสุข
แต่ลูเชี่ยวไม่ได้แสดงออกมา
เขาเพียงตบไหล่ลูเยี่ย “ตระกูลลูมีข้าอยู่เจ้าวางใจเถิด”
ลูเยี่ยพยักหน้า
“พานอิงชิว…ตายแล้วหรือ?”
“ตายแล้วตระกูลพานเคยทำสงครามกับตระกูลฉินท่านลุงฉินได้ประหารชีวิตนางและพานอวินเฟิงไปนานแล้ว”
“ท่านลุงฉินดีต่อพวกเราจริงๆ”
“ฮ่าๆถึงอย่างไรเขาก็คือท่านพ่อตาในอนาคตของข้านี่”
“เจ้าก็อายุสิบเจ็ดแล้วคิดจะแต่งงานกับแม่นางจงชิงหลีเมื่อไหร่?”
“ยังเร็วเกินไปนักพี่ใหญ่ท่านยังจำได้หรือไม่ตอนที่พวกเรายังเด็กท่านอารองมักจะร้องเพลงลำนำเที่ยวชมแดนเซียนบ่อยๆได้หรือไม่?”
“แน่นอนว่าจำได้”
พี่น้องสองคนนั่งเคียงข้างกันท่ามกลางความมืดมิดของราตรีเช่นเดียวกับเมื่อครั้งยังเยาว์วัยลูเชี่ยวเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีริมฝีปากพลางเอื้อนเอ่ยบทกวีออกมาแผ่วเบา
“ข้าเป็นเพียงเซียนดาบในโลกมนุษย์ เมฆาโอบกอดดาราหนุนจันทราต่างหมอน พลันได้ยินเสียงมังกรสมุทรคำรามจากทะเลบูรพา วางจอกสะบัดแขนเสื้อประกายดาบพลันเยือกเย็น อย่าได้กล่าวว่าชีวิตอันยืนยาวเป็นเพียงภาพลวง หัวเราะซี้ไปยังประตูสวรรค์ว่ากว้างไม่พอ พลิกกลับสาดสายฟ้ามาเป็นจอกสุรา บังอาจหยิบยืมสุริยันจันทรามาหลอมกลั่นเป็นโอสถเซียน”
ในช่วงสามวันต่อมาลูเยี่ยปล่อยวางทุกสิ่งเพื่ออยู่เคียงข้างคนในตระกูลเขาร่วมเล่นสนุกกับเหล่าเด็กๆสอนการฝึกฝนให้แก่คนรุ่นเยาว์รำสุราตกปลาและเดินหมากกับผู้อาวุโสในตระกูล…
ครึ่งปีแล้วที่ลูเยี่ยไม่ได้ผ่อนคลายเช่นนี้มานานแล้วเขาต้องเร่งเดินทางและสะสางปัญหาที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อนเมื่อได้สงบนิ่งจิตใจของลูเยี่ยจึงได้รับการตกตะกอนในอีกระดับเรื่องภายนอกไม่ต้องสนใจปล่อยให้เป็นไปตามครรลองของฟ้าดิน
ขอเพียงเป็นคนว่างงานสักคราเถิด
มีเพียงแสงจันทร์และสายลมเย็นรื่นห้อยู่คู่บ้านข้าก็พอ
สามวันต่อมาเยว่หนึ่งจือพาผู้คนจากตระกูลลูออกจากเมืองเทียนเหอมุ่งหน้าไปยังสำนักกระบี่เกาสวรรค์ก่อนจะออกเดินทางเฒ่าจ้าวใช้ ‘วิชาย้ายขุนเขา’ เก็บเอาจวนตระกูลลูทั้งหมดติดไปด้วย
นี่เป็นความต้องการของลูเยี่ย
เขาเกิดที่นี่เติบโตที่นี่อิฐทุกก้อนกระเบื้องทุกแผ่นหญ้าทุกใบต้นไม้ทุกต้นแม้จะเป็นสิ่งของเก่าคร่ำคร่าเพียงใดก็ล้วนมีความทรงจำในอดีตฝังอยู่
ลูเยี่ยทำใจทิ้งมันไม่ลงเขาหวังว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดเมื่อภายหลังเขาได้รับท่านอารองกลับมาและตามหาท่านพ่อท่านแม่พบเขาอยากให้พวกท่านได้เห็น ‘ตระกูลลู’ ในอดีต
บนกำแพงเมืองหลังจากส่งคนในตระกูลลูลับตาไปแล้ว
ลูเยี่ยจึงหันกลับมามองเมืองเทียนเหอ
เมืองที่ยิ่งใหญ่ยามนี้เต็มไปด้วยรอยแผลและกลิ่นอายแห่งความตาย
กองกระดูกขาวกระจายอยู่ทั่วเมืองฝูงดูดแรงมากมายนับไม่ถ้วนมากินซากศพ
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งลูเยี่ยก็หยิบพัดขนนกสีเลือดออกมาและที่ข้างกายของเขาพลันปรากฏร่างเงาเสมือนของหลวงจีนชราผู้ซูบผอมรูปหนึ่ง
เสวียนไฉ
หนึ่งในสิบเก้ารอยประทับของบรรพจารย์บรรพจารย์แห่ง ‘วัดพรหมสุทธิ’ สำนักพุทธอันดับหนึ่งของดินแดนหลิงชาง
ทั่วร่างเปี่ยมล้นด้วยพุทธธรรมพลังบำเพ็ญล้วนแตกฉานถึงขั้นสรรค์สร้างฟ้าดิน
“ท่านผู้อาวุโสเสวียนไฉรบกวนท่านแล้ว”
ลูเยี่ยประสานมือคารวะพลางส่งพัดขนนกสีเลือดให้ในหมู่บรรพจารย์ทั้งหมดหลวงจีนชราเสวียนไฉเป็นผู้ที่มีบารมีสูงสุดอารมณ์ดีที่สุดและเป็นที่น่าเคารพนับถือที่สุด
เขามีจิตใจเมตตาดังพระโพธิสัตว์แต่ก็มีวิธีการอันเฉียบขาดราวกับพระวัชระ
“เดินทางให้ปลอดภัยเถิด”
หลวงจีนชราเสวียนไฉพยักหน้าใช้นิ้วแตะลงบนพัดขนนกสีเลือดเบาๆจากนั้นจึงประนมมือสวดภาวนา
พัดขนนกสีเลือดลุกเป็นไฟอย่างรุนแรงดวงวิญญาณล้านดวงปรากฏขึ้นพร้อมกันภายใต้การนำทางของแสงพุทธธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ดวงวิญญาณทุกดวงต่างเผยสีหน้าที่หลุดพ้นจากทุกข์
พร้อมกับเสียงสวดมนต์ที่ดังขึ้นเป็นระลอกเมืองเทียนเหอทั้งเมืองก็อาบไล้ไปด้วยแสงพุทธธรรมอันศักดิ์สิทธิ์
กระดูกที่เกลื่อนพื้นค่อยๆหายไปอย่างเงียบงันดวงวิญญาณแค้นนับล้านเหล่านั้นในยามนี้ต่างสลายไปได้รับการปลดปล่อยและส่งไปสู่สุคติอย่างสมบูรณ์
“เดินทางให้ปลอดภัยเถิด”
ลูเยี่ยเอ่ยเบาๆในใจ
เมืองเทียนเหอคือบ้านเกิดเพชร
ไม่รู้ว่าครั้งหน้าที่กลับมาจะเป็นเมื่อใดและจะเกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายเพียงใด
และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหนาคือสิ่งเดียวที่ลูเยี่ยทำได้เพื่อ ‘บ้านเกิด’ ของตน