บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 266 กรรมตามทัน
หมอกโลหิตสีแดงฉานราวกับสายน้ำที่ไหลบ่าลงมาจากแม่น้ำสวรรค์ ท่วมท้นตระกูลพานทั้งตระกูล ดวงวิญญาณผู้ล่วงลับนับไม่ถ้วนพากันกรูเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง โจมตีเข้าใส่สมาชิกตระกูลพาน ตระกูลพานจมอยู่ในความโกลาหลอย่างสิ้นเชิง ไม่ต่างอะไรกับนรกโลกันตร์สีเลือด ทุกที่ที่หมอกโลหิตพัดผ่านไปจะหลงเหลือเพียงซากกระดูกขาวโพลนเกลื่อนพื้น
สมาชิกบางคนของตระกูลพานถูกวิญญาณมากมายฉีกปาฉีกร่างออกเป็นชิ้นๆ เนื้อและเลือดถูกกัดกินจนหมดสิ้น แม้แต่ผู้อาวุโสของตระกูลพานที่เตรียมเปิดใช้ค่ายกลปกป้องตระกูลก็ล้วนได้รับบาดเจ็บสาหัสทยอยล้มลงไปทีละคน ตระกูลพานไม่มีบรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มกัน
บรรดาผู้แข็งแกร่งปีศาจดูดพิษเผาใจที่ตระกูลพานพึ่งพาอาศัยล้วนถูกลูกธนูซือจิยิงสังหารและกลืนกินไปหมดสิ้นแล้ว ในตอนนี้ตระกูลพานแทบไม่มีกำลังเหลือที่จะต้านทานการแก้แค้นที่เปี่ยมไปด้วยเลือดครั้งนี้เลย
“จบสิ้นแล้ว จบสิ้นแล้ว…”
พานอวินเยว่ประมุขตระกูลแทบจะสติหลุด
เดิมทีเขาเตรียมตัวไว้พร้อมแล้วว่าจะพาทั้งตระกูลถอนตัวออกไปในคืนนี้เพื่อหลบภัยไปยังเขตหวงห้ามลึกลับที่หา
แต่กลับไม่คิดเลยว่าลูเยียจะมาเร็วถึงเพียงนี้!
และยิ่งไม่คิดว่าพวกปีศาจดูดพิษเผาใจเหล่านั้นจะพ่ายแพ้ง่ายดายเช่นนี้!
จนถึงขณะนี้พานอวินเยว่ได้เข้าใจแล้วว่าสถานการณ์เลวร้ายเกินเยียวยาแล้ว การล่มสลายของตระกูลพานไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แล้ว
แต่เขาจะยินยอมนั่งรอความตายได้อย่างไร?
ทันใดนั้นพานอวินเยว่เงยหน้าขึ้นมองลูเยียที่ยืนตระหง่านอยู่ใต้หมู่เมฆทันที “ลูเยีย เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดตระกูลพานของข้าถึงได้มุ่งเป้าไปที่ตระกูลลูของพวกเจ้า?”
“หากอยากรู้คำตอบก็หยุดมือเสียเดี๋ยวนี้!”
คำตอบของลูเยียนั้นเรียบง่าย เขาโบกมือฟันดาบแห่งวิถีลงมาหนึ่งสาย
ตม!
ปราณดาบราวกับแถบผ้าไหมที่แฝงไปด้วยเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ชิงซวิ สิ่งปลูกสร้างในรัศมีร้อยจั้งพังทลายกลายเป็นหน้ากลอง พานอวินเยว่หลบหนีในทันทีแต่ยังคงถูกพลังดาบอันทรงอำนาจเกินต้านทานใจหมายไว้ ทั้งร่างถูกซัดกระเด็นออกไป
ร่างกายเต็มไปด้วยรอยดาบเล็กๆ มากมาย เลือดไหลนองไม่หยุด
“ลูเยีย!!”
พานอวินเยว่ตะโกนเสียงหลงราวกับคนเสียสติ “ประมุขน้อยเฟิ่นหงจะต้องไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่นอน ต้องไม่ปล่อยแน่!”
ครึก!
หมอกโลหิตม้วนตัวโถมเข้ามา วิญญาณนับไม่ถ้วนกางเล็บเขียวเข้าปกคลุมร่างพานอวินเยว่ไว้ทั้งหมด
“และตระกูลลูของพวกเจ้าก็ถูกกำหนดให้ถูกฝังกลบไปจากโลกนี้ด้วยเช่นกัน!!”
เสียงอันเศร้าสลดของพานอวินเยว่ก็หยุดลงทันที ผู้เป็นประมุขตระกูลพานคนนี้กลายเป็นกองกระดูกขาวบนพื้นดิน
ณ เบื้องล่างกลุ่มเมฆ ลูเยียมองด้วยสายตาที่สงบลึกซึ้ง ไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวทางอารมณ์แม้แต่น้อย เขาทำเพียงแค่มองดูอยู่อย่างนั้น มองดูตระกูลพานกลายเป็นนรกนองเลือด
ฟังเสียงโหยหวนและเสียงร้องครวญครางที่ดังขึ้นสลับกันไป
ความเกลียดชังและความโกรธที่สะสมมานานในใจ ในที่สุดก็ได้รับการระบายออกเสียที
ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมตระกูลพานถึงเล็งเป้ามาที่ตระกูลลู ‘ประมุขน้อยเฟิ่นหง’ คือใครกันแน่นั้น ลูเยียไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย
อย่างไรเสียเขาก็ต้องเดินทางไปยังเขตหวงห้ามลึกลับที่หาซักครั้งอยู่แล้ว
เมื่อถึงเวลานั้นเขาจะได้ประลองฝีมือกับผู้แข็งแกร่งปีศาจดูดพิษเผาใจอย่างแน่นอน!
“ท่านผู้อาวุโส อาหารพวกนี้ธรรมดาเกินไป สู้ครรภ์มารคราวก่อนไม่ได้เลย แม้แต่จะยัดซอกฟันก็ไม่พอ”
ลูกธนูหักๆ พุ่งมาพร้อมเสียงแหวกอากาศ ‘ซื่อ’ แสดงสีหน้าเหมือนถูกรังแกพลางบ่นว่ายังหิวมาก
“เห็นด้วยอย่างยิ่ง! ล้วนแต่เป็นพวกสวะมารที่ไร้ค่า สังหารไปก็ไร้ความหมาย เก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์!”
ลูเยียรู้สึกประหลาดใจ “จนถึงตอนนี้พวกเจ้าฟื้นฟูพลังดังเดิมได้มากแค่ไหนแล้ว?”
‘ซื่อ’ และ ‘จี’ ตอบพร้อมกัน “ไม่ถึงหนึ่งส่วน”
ลูเยีย “…
เขาตกใจจริงๆ
ลูกธนูหักๆ หนึ่งดอกที่ใช้เทพมารเป็นอาหารและกลืนกินปีศาจดูดพิษเผาใจไปมากมายเช่นนี้ แต่กลับฟื้นฟูพลังดังเดิมได้เพียงน้อยนิดเท่านี้เองหรือ?
เช่นนั้นหากลูกธนูนี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ พลังอานุภาพจะร้ายกาจเพียงใด?
ลูเยียนึกถึง ‘ภูเขาเทียนจิน’ ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หา เห็นได้ชัดว่าลูกธนูหักๆ ถูกภูเขาลูกนั้นทำให้หักเช่นนั้น พลังภัยพิบัติของภูเขานี้ช่างน่าสะพรึงกลัวเพียงใด?
ลูเยียสงบจิตใจลงก่อนจะเอ่ยว่า “รอไปถึงเขตหวงห้ามลึกลับที่หาแล้วข้าจะให้พวกเจ้าได้กินอย่างเต็มที่และสังหารจนหนำใจแน่นอน!”
‘ซื่อ’ และ ‘จี’ ต่างรู้สึกยินดีและซาบซึ้งกล่าวว่า “ขอบคุณท่านผู้อาวุโส!”
เสียงยังก้องกังวานอยู่ อักษรลึกลับทั้งสองก็จางหายไป บัดนี้ลูเยียรู้แล้วว่าอักษรลึกลับทั้งสองที่มีจิตวิญญาณนี้สนใจเพียงเทพมารจากนอกอาณาเขตเท่านั้น ซึ่งเขาก็ไม่ได้ประหลาดใจอะไร
เขาถือพัดขนนกสีเลือดในมือแล้วกวาดตามองลงไปยังตระกูลพานอีกครั้ง หากมองจากระยะไกล ท้องฟ้าเหนือตระกูลพานถูกปกคลุมด้วยหมอกโลหิตที่ม้วนตัวเคลื่อนไปมา ท้องฟ้าบริเวณนั้นย้อมไปด้วยสีเลือดที่แสบตา
เสียงร้องอย่างทุกข์ทรมาน เสียงครวญครางกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นเป็นระยะและแพร่กระจายออกไปด้านนอก
มู่เทียนเย่ เฉินอูซาง และคนอื่นๆ ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยใจที่สั่นคลอนไม่อาจสงบลงได้
ก่อนหน้านี้พวกเขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าลูเยียที่เป็นเพียงผู้ฝึกดาบขอบเขตแก่นทองคำจะสามารถบุกทะลวงวังหลวงและปราบปรามราชวงศ์เชียงได้อย่างไร
บัดนี้ในที่สุดพวกเขาก็เห็นร่องรอยบางอย่างแล้ว!
สำนักเซียนเทียนหนานมีบทสวดหนึ่งกล่าวว่า “ทำชั่ว ย่อมได้ชั่ว เหมือนหวานเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ ผู้กระทำชั่ว ย่อมได้รับบาปด้วยตนเอง วัฏจักรไม่สิ้นสุด”
มู่เทียนเย่เอ่ยเสียงเบา “เรื่องในวันนี้ดูเหมือนจะเป็นการพิสูจน์หลักธรรมอันล้ำลึกในบทสวดนั้นได้ดี กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง ย่อมเป็นไปเช่นนี้”
หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย มีเฉินอูซางเพียงคนเดียวที่ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “อะไรกันกับเรื่องกรรมตามสนอง ในโลกนี้มีคนดีมากมายที่ไม่ได้รับผลตอบแทนที่ดี ส่วนคนชั่วกลับอยู่ยืนยาวนับพันปี จะพูดถึงว่า ‘ทำชั่วได้ชั่ว’ ได้อย่างไร”
เย่วหนิงจือกล่าวว่า “พวกเราผู้ฝึกดาบก็ไม่เชื่อเรื่องนี้เช่นกัน ครั้งนี้หากไม่ใช่ศิษย์น้องลูชักดาบมาด้วยตนเอง ตระกูลพานคงไม่มีทางถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก และหลังจากนี้คงสร้างความเดือดร้อนไปทั่วหล้า”
นางหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อว่า “ก็เหมือนอย่างพานหลานอวินที่ซ่อนตัวอยู่ลึกในวังหลวงและควบคุมราชวงศ์เชียง หากไม่ใชเพราะศิษย์น้องลู ในใต้หล้านี้จะมีผู้ใดสามารถสังหารนางได้?”
เมื่อถูกคัดค้านเช่นนี้ มู่เทียนเย่กลับไม่โกรธเลย ซ้ำยังหัวเราะพลางกล่าวว่า “ที่ทั้งสองท่านกล่าวนั้นก็มีเหตุผล!”
กรรมตามสนองนั้นแท้จริงแล้วเป็นเรื่องลึกลับซับซ้อน เรื่องราวในโลกนี้ก็ไม่ได้เป็นเช่นที่ว่าทำดีได้ดีทุกครั้งไป อย่างไรก็ตามในมุมมองของมู่เทียนเย่ หากมีเรื่องกรรมตามสนองจริงๆ อย่างน้อยในครั้งนี้ลูเยียก็คือกรรมตามสนองของตระกูลพาน!
“ไปกันเถอะ พวกเราก็ไม่อาจเพียงแค่ยืนดูอยู่ ร่วมกันลงมือป้องกันไม่ให้มีปลาที่หลุดรอดตาข่ายไปได้!”
มู่เทียนเย่สั่งการและเริ่มเคลื่อนไหวก่อนเป็นคนแรก คนอื่นๆ ก็ติดตามมาด้านหลัง ยามนี้ทั่วทั้งเมืองชางโจวต่างตื่นตระหนก ผู้คนมากมายเห็นภาพแสงเลือดพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าที่ตระกูลพาน และลูเยียที่ยืนอยู่ใต้กลุ่มเมฆกลายเป็นจุดสนใจที่ได้รับความสนใจมากที่สุดโดยไม่ต้องสงสัย ไม่มีเรื่องเหนือความคาดหมายเกิดขึ้น ตระกูลพานถูกทำลายล้างในวันนั้น ทุกคนในตระกูลต่างสิ้นชีพ
ตระกูลเก่าแก่ที่มีประวัติมายาวนานพันปี กินอยู่อย่างหรูหรา มีชื่อเสียงกระเดื่องไปทั่วหล้า กลับต้องพบจุดจบในวันนี้!
ทั่วทั้งเมืองชางโจวสั่นสะเทือนด้วยเรื่องนี้ ก่อให้เกิดความโกลาหลวุ่นวายนับไม่ถ้วน ยามค่ำคืนโคมไฟเพิ่งจุดสว่าง ตระกูลฉินซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่นับพันปีก็ตั้งอยู่ในเมืองชางโจวเช่นกัน
ฉินอูซางจัดงานเลี้ยงด้วยตัวเองเพื่อต้อนรับลูเยีย มู่เทียนเย่และคนอื่นๆ
“ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของตระกูลพานข้าจะจัดการให้คนนำส่งไปยังตระกูลลูของพวกเจ้าทั้งหมด”
ในงานเลี้ยงฉินอูซางส่งเสียงกระแสจิตไปถึงลูเยีย
ลูเยียยิ้มและยกจอกสุราขึ้น “ข้าขอคารวะท่านลุงหนึ่งจอก!”
“จอกเดียวจะพอได้อย่างไร ต้องสามจอกสิ!”
ฉินอูซางหัวเราะร่า
เขายิ่งรู้สึกว่าตนเองโชคดีที่ได้บุตรเขยที่ยอดเยี่ยมไร้เทียมทานให้บุตรสาวอย่างฉินชิงหลี่ได้เช่นนี้
หลังจากดื่มสุราไปสามจอก ฉินอูซางส่งเสียงกระแสจิตว่า “สมัยที่ข้ายังหนุ่ม ตอนที่อยู่กับมารดาของชิงหลี่ ข้าเคยถูกตระกูลอวินแห่งเวยซานดูหมิ่น พวกเขาบังคับให้พวกเราแยกจากกัน น่าเสียดายที่ความสามารถของข้ามีจำกัด ชาตินี้คงยากจะชำระแค้นนี้ได้”
“เด็กน้อย หากภายหน้าไปดินแดนหลิงชางเพื่อตามหาลูเฉียว ก็มีโอกาสอย่างมากที่จะถูกตระกูลอวินแห่งเวยซานกีดกัน เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าต้องสั่งสอนตระกูลอวินแห่งเวยซานให้หลาบจำแทนข้าด้วย!”
ฉินอูซางชี้นิ้วมาที่จมูกตัวเอง “จะได้เป็นการระบายแค้นให้ข้าด้วย!”
ลูเยียแทบจะหลุดหัวเราะออกมา
เห็นได้ชัดว่าฉินอูซางเต็มไปด้วยความแค้นต่อตระกูลอวินแห่งเวยซานและยังคงฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้
ลูเยียรับคำทันที “ท่านลุงโปรดวางใจได้ ถึงเวลานั้นข้าจะไม่เพียงพาชิงหลี่กลับมา แต่จะพาท่านปู่กลับมาให้ท่านด้วย!”
ฉินอูซางดวงตาเปล่งประกายด้วยความดีใจทันทีที่เป็นบุตรเขยคนดีของเขาจริงๆ!