บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 265 นำวิญญาณนับล้านดวงมาแก้แค้น!
ตระกูลพาน ภายนอกตำหนักหลังหนึ่ง
“ท่านใต้เท้าหง ข้าพานมีเรื่องสำคัญจะรายงานขอรับ”
ประมุขตระกูลพาน พานอวินเยว่ยืนอยู่หน้าประตูใหญ่พลางกล่าวด้วยความเคารพ ภายในตำหนักกลิ่นคาวเลือดอบอวลไปทั่ว กระดูกขาวเกลื่อนกลาดเต็มพื้น ชายในชุดขาวผมดำคนหนึ่งยืนอยู่หน้าเตาหลอมที่กำลังเดือดพล่าน เขากำลังต้มเนื้ออยู่
ภายในเตาหลอมโลหิตข้นคลั่กผุดขึ้นมาเป็นฟองอากาศหนืดๆ ปรากฏศีรษะของเด็กน้อยสิบกว่าหัวลอยอยู่ในนั้น ทั้งหมดล้วนถูกต้มจนเละเทะไปหมดแล้ว ชายในชุดขาวผมดำยื่นมือออกไปคว้าเอาศีรษะหนึ่งขึ้นมาแล้วเริ่มบดเคี้ยวคำโต เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากปากจนชโลมชุดคลุมสีขาวสะอาดให้กลายเป็นสีแดงฉาน
พานอวินเยว่คุ้นชินกับภาพอันโหดร้ายเหี้ยมโหดนี้มานานแล้วจึงไม่รู้สึกแปลกประหลาดใจอันใด อย่างไรเสียคนที่ตายก็ไม่ใช่สมาชิกตระกูลพาน แต่เป็นเด็กชายหญิงที่ไปจับมาจากบ้านของผู้ยากไร้ในเมืองชางโจว ตายก็ตายไปเถอะ
ย่อมไม่เกิดคลื่นลมอันใด ตลอดหลายปีมานี้ก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ เลย จนกระทั่งกินศีรษะนั่นจนหมด ชายในชุดขาวผมดำจึงเอ่ยว่า “มีเรื่องอันใด?”
พานอวินเยว่รีบตอบทันที “เหล่าผู้แข็งแกร่งจากสำนักใหญ่ทั้งหมดในต้าเฉียนกำลังเดินทางมายังตระกูลพานของเราแล้วขอรับ!”
“จริงหรือ?”
ชายในชุดขาวผมดำดวงตาเปล่งประกายวาววับ เขาสะบัดมือโยนหัวกะโหลกทิ้งไปแล้วเอ่ยด้วยความตื่นเต้นว่า “ในที่สุดก็ได้กินอาหารเลือดชั้นยอดเสียที!”
เมื่อเทียบกับเนื้อและเลือดของผูฝึกตนที่แข็งแกร่งเหล่านั้นแล้ว เนื้อของเด็กพวกนี้แทบจะไม่ต่างอะไรกับอาหารวันๆ ที่ไร้รสชาติเลย
“พวกเขาอยู่ที่ใด?”
ชายในชุดขาวผมดำหันหลังเดินก้าวออกมานอกตำหนัก “มีทั้งหมดกี่คน?”
พานอวินเยว่กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “มากันเยอะทีเดียวขอรับ เพียงพอที่จะให้ท่านใต้เท้าอิ่มหนำสำราญไปหนึ่งมื้อ!”
ชายในชุดขาวผมดำนับนิ้วคำนวณว่า “บรรดาลูกน้องของข้าที่อยู่ในตระกูลพานยามนี้มีสิบเจ็ดคน หากอาหารมีน้อยเกินไปคงไม่พอแบ่งกันแน่”
พานอวินเยว่รีบกล่าวว่า “วันนี้ท่านใต้เท้าลงมือสังหารได้ตามใจชอบเลยขอรับ หากไม่พอกินก็แค่เข้าไปกินในเมืองให้หนำใจ ไม่ต้องคอยหลบซ่อนอีกต่อไปแล้ว!”
ชายในชุดขาวผมดำหัวเราะ “ดูเหมือนว่าตระกูลพานของพวกเจ้าคงเตรียมการที่จะถอนกำลังออกไปแล้วสินะ”
ทันใดนั้นเขาก็ส่งเสียงหวิดแหลมออกมา ไม่นานบรรดาชายหญิงทั้งสิบเจ็ดคนที่แปลงกายมาจากปีศาจดูดพิษเผาใจก็พากันมารวมตัวกันที่นี่จนครบ
“พวกเจ้าฟังให้ดี วันนี้พวกเจ้าจะได้เปิดฉากการเข่นฆ่าอย่างยิ่งใหญ่!”
ชายในชุดขาวผมดำสั่งการ “แต่ก่อนอื่นพวกเราต้องจัดการกับกลุ่มผู้แข็งแกร่งจากสำนักต่างๆ ของต้าเฉียนเสียก่อน!”
“ฮาๆๆ ยังมีเรื่องดีๆ เช่นนี้ด้วยหรือ?”
“เยี่ยมไปเลย!”
“ตลอดหลายปีมานี้ต้องซ่อนตัวอยู่ที่นี่ไม่เคยได้กินให้อิ่มสักมื้อเลย คราวนี้ข้าต้องกินให้สะใจแน่!”
“สังหารล้างเมืองเลยเป็นอย่างไร?”
“ไฉนจะไม่ได้เล่า?”
บรรดาผู้แข็งแกร่งปีศาจดูดพิษเผาใจต่างพากันกำหมัดเตรียมพร้อมอยู่อย่างอดใจไม่ไหว
แม้พานอวินเยว่จะเคยชินกับเรื่องโหดร้ายเพียงใด แต่เมื่อได้ยินคำว่า ‘สังหารล้างเมือง’ หัวใจของเขาก็อดที่จะสั่นสะท้านไม่ได้ ในสมองพลันปรากฏภาพเมืองชางโจวทั้งเมืองกลายเป็นภูเขาซากศพและทะเลเลือดทันที
“ท่านประมุขตระกูลพาน ในเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องให้พวกตระกูลพานเข้ามาเกี่ยวของและห้ามเปิดค่ายกลปกป้องตระกูลเด็ดขาด!”
ชายในชุดขาวผมดำจ้องมองด้วยนัยน์ตาเปล่งประกาย
“อาหารเลือดที่ส่งตัวเองมาถึงที่เช่นนี้จะปล่อยให้ตกใจจนหนีไปไม่ได้เด็ดขาด!”
พานอวินเยว่หัวเราะ “ทำตามที่ท่านใต้เท้าหงสั่งทุกประการขอรับ!”
ตม!
เสียงแหวกอากาศดังกำปนาทประดุจเสียงสายฟ้าฟาด ดังมาจากเส้นขอบฟ้าที่ไกลแสนไกล
“มาเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ชายในชุดขาวผมดำเอ่ยด้วยความยินดี
“คนพวกนั้นจากสำนักใหญ่ทั้งหลายช่างโอหังจริงๆ พวกเขาไม่รู้หรือว่าห้ามบินเหนือเมืองชางโจว?”
พานอวินเยว่แค่นเสียงพลางขมวดคิ้ว
แต่เมื่อเขาเงยหน้ามองขึ้นไป เขากลับต้องอึ้งตะลึงงันไป เห็นเพียงบนท้องฟ้ามีปราณดาบสีเขียวพุ่งทะยานมาดั่งรุ้งกินน้ำ บนนั้นมีเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีดำยืนตระหง่านอยู่
“เหตุใดจึงมาแค่คนเดียว?”
ชายในชุดขาวผมดำเอ่ยอย่างไม่พอใจ “ไม่ใช่บอกว่ามาเป็นกลุ่มหรอกหรือ?”
ใบหน้าของพานอวินเยว่แข็งค้าง เขาแผดเสียงตะโกนว่า “ท่านใต้เท้าหง เรื่องใหญ่แล้ว คนผู้นั้นคือ… คือลูเยีย!”
เมื่อวานนี้ข่าวที่ลูเยียปราบปรามราชวงศ์เชียงเพิ่งจะถูกส่งกลับมา ใครจะไปคาดคิดว่าวันนี้เขาจะปรากฏตัวขึ้นที่นี่แล้ว?
ลูเยีย?
ชายในชุดขาวผมดำโกรธเกรี้ยว “ก็คือเจ้าเด็กที่สังหารทารกศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าข้าน่ะหรือ?”
ผู้แข็งแกร่งทั้งสิบเจ็ดคนจากปีศาจดูดพิษเผาใจข้างกายเขาก็ตางก็โกรธเกรี้ยวจนถึงขีดสุดเช่นกัน ทารกศักดิ์สิทธิ์?
พานอวินเยว่ไม่เข้าใจและไม่มีเวลาให้คิดมาก เขาตระหนักถึงสถานการณ์ที่ไม่ดีนักจึงตะโกนออกมาทันที
“ทุกคน! เปิดใช้ค่ายกลปกป้องตระกูลเดี๋ยวนี้!”
เสียงดังกล่าวก้องกังวานทั่วฟ้าดินแล้วแพร่กระจายไปทั่วทุกมุมของตระกูลพาน ทันใดนั้นทั่วทั้งตระกูลพานเริ่มเกิดความโกลาหล สมาชิกส่วนใหญ่ของตระกูลพานไม่ทันได้ตอบสนองในความรีบร้อนนี้ พวกเขาไม่อาจรับมือได้อย่างทันท่วงที
และในเวลานี้ลูเยียได้เหยียบปราณดาบพุ่งทะยานปรากฏตัวเหนือท้องฟ้าของตระกูลพาน แววตาของเด็กหนุ่มเย็นเฉียบประดุจน้ำแข็ง เขากวาดสายตาจากเบื้องบนมองลงมายังตระกูลพานทั้งหมด เจตนาฆ่าที่อัดอั้นมานานแสนนาน บัดนี้มิอาจควบคุมได้อีกต่อไป
“ไป!”
ลูเยียสะบัดแขนเสื้อหนึ่งที
“ตม!”
ลูกธนูซือจิพุ่งทะยานออกไปพร้อมกับปลดปล่อยแสงสว่างเจิดจ้าราวกับความฝันและภาพลวงตาออกมา
“หิวจะตายอยู่แล้ว หิวจะตายอยู่แล้ว! เร็วเข้า ฆ่าพวกมันให้ข้าได้กินให้อิ่มหนำสักมื้อ!”
“อย่าเร่งนัก พวกมันไม่มีใครหนีรอดไปได้หรอก!”
อักษรลับสองตัว ‘ซือ’ และ ‘จิ’ ส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความตื่นเต้นยิ่งกว่าพวกปีศาจดูดพิษเผาใจที่กระหายจะกินให้อิ่มเสียอีก
พวกมันพบพวกปีศาจดูดพิษเผาใจในทันทีที่ปรากฏตัว แล้วพุ่งเข้าไปสังหารโดยไม่รีรอ
ตม!
ลูกธนูหักๆ พุ่งผ่านไป เปลวเพลิงระเบิดออก ทำให้ปีศาจดูดพิษเผาใจหลายตนร่างระเบิดเป็นจุณในทันที สิ่งที่น่าประหลาดคือในยามที่ร่างระเบิดออกนั้น เลือดเนื้อของเหล่าปีศาจดูดพิษเผาใจเหล่านั้นถูกลูกธนูหักๆ กวาดกลืนกินจนสิ้นซาก ไม่หลงเหลือเลยสักนิด
“บัดซบ! นี่มันเป็นสมบัติล้ำค่าอันใดกัน?”
ชายในชุดขาวผมดำตกใจสุดขีดจนหนังหัวสั่นสะท้าน เขาหันหลังกลับหนีไปทันที
กลิ่นอายของลูกธนูหักๆ นั้นน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน เพียงแค่ความสัมผัสก็ทำให้เขารู้ว่าตัวเองไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ได้เลย
ตม!
ลูกธนูหักๆ พุ่งผ่านไป ร่างของชายในชุดขาวผมดำก็ระเบิดแหลกเป็นชิ้นๆ เลือดเนื้อถูกกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่เศษซาก
“ทำไม… ทำไมถึงเป็นเช่นนี้…”
พานอวินเยว่หน้าถอดสี จิตใจสั่นคลอนจนเกือบจะเสียสติ พลังของปีศาจดูดพิษเผาใจเหล่านั้นมีมากพอที่จะสังหารผู้แข็งแกร่งขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างง่ายดาย!
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ท่านใต้เท้าหง’ ผู้นั้นในสถานการณ์ที่แอบลอบโจมตี เขาสามารถบุกรุกเข้าไปในจิตใจของบรรพชนแก่นศักดิ์สิทธิ์และแย่งชิงร่างได้เลยทีเดียว!
แต่ใครจะคาดคิดได้ว่าเพียงชั่วพริบตาเดียวจะมาตายไปเช่นนี้?
ตม!
ลูกธนูหักๆ ยังคงคำรามพุ่งฉวัดเฉวียนสังหารเหล่าปีศาจดูดพิษเผาใจพวกนั้นอีกระลอกหนึ่ง ในขณะนี้เองพานอวินเยว่ก็เสียขวัญอย่างสิ้นเชิง เขาร้องเสียงแหลมด้วยความหวาดกลัว “เร็ว! เร็วเข้า! เปิดใช้ค่ายกลปกป้องตระกูลเดี๋ยวนี้!”
สิ้นเสียงพานอวินเยว่ก็หันหลังหนีมุ่งหน้าไปยังเขตหวงห้ามของตระกูลทันที
ยามนี้คนในตระกูลพานทุกคนต่างก็พบเห็นลูเยียที่ยืนตระหง่านอยู่บนท้องฟ้าแล้ว บรรดาผู้อาวุโสของตระกูลพานมีการตอบสนองรวดเร็ว ต่างรีบมุ่งหน้าไปเปิดใช้ค่ายกลปกป้องตระกูลในทันที
ทว่าทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว
ลูเยียมาเร็วเกินไปและลงมือเร็วยิ่งกว่า แทบจะในจังหวะเดียวกับที่เขาส่งลูกธนูซือจิออกไป ลูเยียก็ได้หยิบพัดขนนกสีเลือดออกมาแล้ว
นั่นคือ ‘สมบัติลับที่ต้องสังเวยด้วยเลือด’ ชิ้นเดียวกับที่เคยสังหารชาวเมืองเทียนเหอนับล้านดวงนั่นเอง!
เมื่อลูเยียเริ่มควบคุมพัดขนนกสีเลือด แสงสีเลือดอันเจิดจ้าก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ท่ามกลางแสงสีเลือดนั้น ปรากฏวิญญาณแค้นนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาแน่นขนัดปกคลุมทั่วฟ้า ปกคลุมท้องฟ้าเหนือตระกูลพานทั้งหมด!
พลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและความชั่วร้ายก็ได้ปกคลุมตระกูลพานไว้อย่างสมบูรณ์
“เป็นตระกูลพานที่สมรู้ร่วมคิดกับเทพมารจากนอกอาณาเขต ทำให้พวกเจ้าต้องตาย วันนี้ข้าพาพวกเจ้ามาแก้แค้นแล้ว!”
“ไปเถิด ฆ่าพวกเขาให้หมดสิ้น อย่าให้เหลือรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!”
ลูเยียแววตาเย็นเยียบ เขาสะบัดพัดขนนกสีเลือดออกไปอย่างแรง
ตม!
วิญญาณแค้นนับล้านที่ปกคลุมท้องฟ้าพร้อมด้วยหมอกสีเลือดอันเชี่ยวกรากพุ่งทะยานเข้าสู่ตระกูลพาน
เมื่อมองจากระยะไกลราวกับมีประตูนรกสีเลือดเปิดออกใต้ท้องฟ้า กระแสคลื่นสีเลือดและดวงวิญญาณมากมายหลั่งไหลออกมากลืนกินตระกูลพานจนสิ้น
ฉินอูซาง ดูฉิน และคนอื่นๆ ที่รีบมาถึงก็ได้พบกับภาพเหตุการณ์นั้นที่นองไปด้วยเลือดและน่าสะพรึงกลัวเช่นนั้น ทุกคนต่างพากันสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บในใจและตกตะลึงกับภาพเบื้องหน้าอย่างรุนแรง