บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 264 ปราณดาบเหนือเมืองชางโจว
ตู้ม!
เกือบจะในเสี้ยวพริบตาเดียวกับที่พัดขนนกสีเลือดพยายามหลบหนีลูกธนูหักซือจีก็พุ่งทะยานตามขึ้นไปทันทีลูกธนูหักทะลวงอากาศปลดปล่อยรัศมีเซียนอันงดงามประดุจภาพฝันเขาสยบพัดขนนกสีเลือดไว้กับที่ทันควัน
เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังออกมาจากพัดขนนกสีเลือดก่อนที่เสียงนั้นจะเงียบหายไปในทันที
พัดขนนกสีเลือดถูกสยบไว้โดยสมบูรณ์ไม่อาจดิ้นรนขัดขืนได้อีกต่อไป
ลูเยี่ยก้าวเข้าไปข้างหน้าหยิบพัดขนนกสีเลือดขึ้นมาถือไว้ในมือ
เพียงแค่มองดูแวบเดียวลูเยี่ยก็ขมวดคิ้วทันที
นี่คือสมบัติล้ำค่าที่ถูกสังเวยด้วยเลือด!
เครื่องมือชิ้นนี้เป็นสมบัติล้ำค่าของเทพมารชนิดหนึ่งที่โหดเหี้ยมและชั่วร้ายที่สุดโดยจะใช้เลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตและจิตเทวะเป็นเครื่องสังเวยเพื่อหล่อเลี้ยงและเพิ่มพลังอำนาจของสมบัติล้ำค่า
ยิ่งสังเวยสิ่งมีชีวิตมากเท่าใดพลังอำนาจก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
ก่อนหน้านี้เพราะได้สังเวยเลือดและวิญญาณของชาวเมืองทั้งหมดจึงทำให้พลังของสมบัติล้ำค้านี้กลายเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งเจตนาฆ่าในใจของลูเยี่ยยิ่งพุ่งพล่านทว่าแววตากลับยิ่งสงบนิ่ง
“เหลาเกาเฒ่าจ้าวรบกวนพวกท่านช่วยดูแลตระกูลลูด้วยข้าจะไปเมืองชางโจวสักหน่อย!”
ลูเยี่ยกล่าวจบก็สะบัดมือออกไปม้วนคัมภีร์สีดำม้วนหนึ่งลอยออกมาแล้วส่งผ่านอากาศไปยังเหลาเกา
“นี่คือสมบัติล้ำค่าที่สุดของสำนักเต๋าเจิงชิง หมุนเวียนเก้าความตาย!”
“หากมีปีศาจกูพิษเผาใจมาอีกก็จงใช้สมบัตินี้ออกมารับมือได้!”
เสียงยังคงก้องกังวานทว่าร่างของลูเยี่ยได้เหยียบปราณดาบพุ่งออกไปดุจสายรุ้งทะยานจากไปแล้ว
ครานี้จำเป็นต้องสะสางบัญชีกับตระกูลพานให้จบสิ้นเสียที!
นับตั้งแตที่เขาลืมตาตื่นจากการหลับใหลพานอิงชิวก็เริ่มวางแผนชิงอำนาจหมายมั่นจะควบคุมตระกูลลูและยึดครองที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูเป็นของตน
หลังจากนั้นในงานล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิที่เขาไปเยือนปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์พานโซวหก็ได้ลงมือด้วยตัวเององค์ชายสามนำปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์กลุ่มหนึ่งยึดครองที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูโดยเบื้องหลังมีพานหลานอวินเป็นผู้บงการหลังจากนั้นทั้งคำสั่งประกาศจับของสำนักเต๋าหลิงซู
รวมถึงภารกิจในเขตหวงห้ามลึกลับที่ชื่อมุ่งเป้ามาที่ลูเยี่ยตลอดจนการล้างแค้นของราชวงศ์เซียง…
ทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับพานหลานอวินทั้งสิ้น!
และตอนนี้ปีศาจกูพิษเผาใจได้ลงมือสังหารล้างเมืองเพื่อจัดการกับตระกูลลูเบื้องหลังย่อมหนีไม่พ้นความเกี่ยวข้องกับตระกูลพานเช่นกัน
ความแค้นทั้งหมดที่สั่งสมมาจนถึงตอนนี้ทำให้ลูเยี่ยไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไปคราวนี้จำเป็นต้องบดขยี้ตระกูลพานให้สิ้นซาก!!
“คุณชายลูโกรธจัดเสียแล้ว…”
เมื่อมองส่งร่างของลูเยี่ยที่ลับตาไปเหลาเกาและเฒ่าจ้าวต่างก็มีลางสังหรณ์ว่าตระกูลพานคงจบสิ้นแล้ว!
ลูเชี่ยวรู้สึกตื่นตันใจพึมพำเบาๆว่าไม่ได้พบกันครึ่งปี
การเปลี่ยนแปลงของอาเยี่ยช่างยิ่งใหญ่จริงๆแตกต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง
ส่วนเรื่องที่ลูเยี่ยไปยังเมืองชางโจวนั้นลูเชี่ยวหาได้กังวลไม่
เขารู้จักน้องชายเป็นอย่างดีเขาไม่ใช่คนที่ไร้ความคิดหรือหุนหันพลันแล่นเลย
เมืองชางโจวตระกูลพานในฐานะที่เป็นหนึ่งในตระกูลเก่าแก่ที่สืบทอดมานับพันปีตระกูลพานร่ำรวยและมีอำนาจมหาศาลโดยเฉพาะหลังจากที่พานหลานอวินได้เป็นกุ้ยเฟยยิ่งทำให้ตระกูลพานกลายเป็นขุมกำลังที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองชางโจวรุ่งเรืองไร้ที่เปรียบ
แต่ในเวลานี้ภายในตำหนักใหญ่ของตระกูลพานกลับปกคลุมไปด้วยความโศกเศร้ากุ้ยเฟยพานหลานอวินสิ้นชีวิตแล้วราชวงศ์เซียงปราชัยยับเยิน
แม้แต่บัลลังก์ที่แสดงถึงอำนาจสูงสุดของตาเฉียนก็ถูกเปลี่ยนเจ้าของเสียแล้ว!
และเรื่องทั้งหมดนี้ล้วนเป็นฝีมือของลูเยี่ยแต่เพียงผู้เดียว!
เมื่อข่าวร้ายนี้แพร่มาถึงตระกูลพานก็ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกทั่วทั้งตระกูลทันที!
“จบสิ้นแล้ว! คราวก่อนเพราะเรื่องของปีศาจกูพิษเผาใจทำให้สำนักเต๋าหลิงซูเกลียดตระกูลพานของพวกเราเข้ากระดูกดำแล้วเพราะคิดว่าตระกูลพานของพวกเราทำให้พวกเขาต้องพลอยลำบากไปด้วย!”
ใครบางคนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงขมขื่น
“เจ้าสำนักมูเทียนเย่แห่งสำนักดาบพันราตรีเป็นแกนนำรวบรวมกลุ่มยอดฝีมือจากหกสำนักใหญ่แห่งตาเฉียนช่วงนี้พวกเขาจับตามองตระกูลพานของพวกเรามาโดยตลอด!”
“บัดนี้แม้แต่พานกุ้ยเฟยก็ประสบเคราะห์กรรมใครจะช่วยตระกูลพานของพวกเราได้อีกเล่า?”
ประโยคนั้นทำให้บรรดาผู้อาวุโสของตระกูลพานมีสีหน้าย่ำแย่ลงไปอีก
“จะตื่นตระหนกไปทำไม!”
พานอวินเยว่ประมุขตระกูลพานเอ่ยเสียงเย็น “เรื่องรายังไม่ถึงขั้นอับจนหนทาง!”
เขาหยุดเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “ต่อให้ลูเยี่ยจะสร้างชื่อจนสั่นสะเทือนไปทั่วเมืองหลวงในครั้งนี้ทว่าเขาไม่มีวันคาดคิดแน่ว่าตระกูลลูที่อยู่เบื้องหลังเขากำลังจะถึงกาลวิบัติแล้ว!”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมาเหล่าบรรดาผู้อาวุโสมากมายของตระกูลพานต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไปและรู้สึกผ่อนคลายขึ้นไม่น้อย
ก่อนหน้านี้หลายชั่วโมงยามปีศาจกูพิษเผาใจกลุ่มหนึ่งได้ปลอมตัวไปยังเมืองเทียนเหอ
เมื่อคำนวณเวลาดูแล้วตอนนี้น่าจะเดินทางไปถึงแล้วและไม่แน่ว่าอาจจะกวาดล้างตระกูลลูจนราบคาบไปแล้วก็ได้!
“ส่วนมูเทียนเย่และผู้แข็งแกร่งจากสำนักใหญ่ต่างๆก็ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวเลย!”
พานอวินเยว่กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “หากพวกเขาอยากจะรนหาที่ตายก็อย่าโทษว่าพวกเราตระกูลพานใจร้ายโหดเหี้ยมก็แล้วกัน!”
มีคนหนึ่งอดไม่ได้ถามขึ้น “ท่านประมุขตระกูลแต่หากทำเช่นนั้นไม่ใช่ว่าพวกเราจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงหรอกหรือ?”
พานอวินเยว่ตอบอย่างสงบนิ่ง “ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไปแล้วข้ามีลางสังหรณ์ว่าเมื่อลูเยี่ยได้รับข่าวการล่มสลายของตระกูลลูเขาจะต้องมาหาเรื่องพวกเราตระกูลพานอย่างแน่นอน”
เขากวาดสายตามองทุกคนที่นั่งอยู่ “ดังนั้นสิ่งที่พวกเราต้องทำตอนนี้ก็คือเตรียมการล่วงหน้าให้พร้อมและพาสมาชิกในตระกูลถอนกำลังออกไปในคืนนี้เลย!”
“ไปที่ใด?”
เขตหวงห้ามลึกลับที่หาพานอวินเยว่มีแววตาลึกล้ำ “ข้าได้ติดต่อกับคนข้างกายประมุขน้อยเฟิ่นหงแล้วพวกเขารับปากว่าจะยอมให้ตระกูลเราเข้าไปหลบภัยในเขตหวงห้ามลึกลับที่หาได้!”
ทุกคนต่างมีขวัญกำลังใจขึ้นมาทันทีความหม่นหมองระหว่างคิ้วเลือนหายไปจนสิ้น
พวกเขาเพิ่งจะตระหนักได้ว่าที่แท้ประมุขตระกูลได้เตรียมพร้อมไว้นานแล้ว!
และในขณะนี้เองก็มีคนรับใช้เขามารายงาน
“ท่านประมุขตระกูลมูเทียนเย่แห่งสำนักดาบพันราตรีได้นำคนจากสำนักต่างๆเข้ามาในเมืองชางโจวแล้วเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้มาด้วยความปรารถนาดี!”
พานอวินเยว่หัวเราะเยาะเสียงเย็น “ก็ดีเช่นนั้นก็สังหารพวกเขาให้สิ้นซากก่อนแล้วค่อยถอนกำลังก็ยังไม่สาย!”
ภายในเมืองชางโจว
มูเทียนเย่พร้อมกับผู้แข็งแกร่งจากสำนักต่างๆมุ่งหน้าไปยังตระกูลพานศิษย์ของสำนักกระบี่เกาสวรรค์เยว่หนึ่งจือและประมุขของตระกูลฉินฉินอูซางต่างก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
ขุมกำลังระดับนี้เพียงพอที่จะกวาดล้างอิทธิพลทั้งหมดในเมืองชางโจวได้แล้ว
ทว่าทุกคนกลับไม่กล้าที่จะประมาทในยามนี้พวกเขาสืบทราบแน่ชัดแล้วว่าตระกูลพานแอบซุกซ่อนผู้แข็งแกร่งจากปีศาจกูพิษเผาใจอยู่จริงๆ!
และไม่ได้มีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น
“ทุกท่านตระกูลพานคงไม่มีทางนั่งรอความตายแน่ครั้งนี้ที่จะไปยังตระกูลพานจำเป็นต้องระมัดระวังหากเกิดเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลก็ให้ลงมือทันที!”
มูเทียนเย่เอ่ยกำชับตลอดชีวิตเขาเข่นฆ่าเหล่าปีศาจและกำจัดมารมานับไม่ถ้วนมีบารมีสูงมากคำพูดของเขาจึงไม่มีใครกล้าขัด
“หากบุตรเขยผู้เก่งกาจของข้ามาด้วยก็คงดี”
ฉินอูซางกล่าว “เขานั้นเกลียดชังตระกูลพานเข้ากระดูกดำอยากจะถล่มตระกูลพานด้วยมือตนเองใจจะขาด”
บุตรเขย?
ทุกคนต่างตกตะลึงไปชั่วครู่แต่แล้วก็เข้าใจทันทีว่าฉินอูซางกำลังพูดถึงใคร
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงพวกเขาต่างก็ได้ยินมาแล้วและก็รู้สึกตกตะลึงอย่างมากจนถึงตอนนี้พวกเขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าลูเยี่ยผู้เป็นผู้ฝึกดาบขอบเขตแท่นทองคำจะสามารถใช้พลังเพียงลำพังบุกเข้าวังหลวงและเหยียบย่ำราชวงศ์เซียงไว้ใต้ฝ่าเท้าได้อย่างไร
มันช่างเหนือความคาดหมายเหลือเกิน
“ได้ยินว่าพานหลานอวินคือสายลับของเทพมารจากนอกอาณาเขตดูเหมือนว่าตระกูลพานจะเป็นพวกทรยศทั้งตระกูลจริงๆ!”
มีคนกล่าวด้วยความรังเกียจ
“สุนัขจนตรอกย่อมพร้อมจะแว้งกัดยิ่งเป็นเช่นนี้พวกเรายิ่งต้องระวังตัว”
มูเทียนเย่เอ่ยกำชับเสียงทุ้มกลุ่มผู้แข็งแกร่งพูดคุยกันพลางมุ่งหน้าไปยังตระกูลพานตู้ม!
ทันใดนั้นเองเสียงแหวกอากาศอันแหลมคมและเร่งรีบก็ดังมาจากท้องฟ้า
มูเทียนเย่ฉินอูซางและคนอื่นๆต่างเงยหน้ามองขึ้นไปโดยไม่รู้ตัว
พวกเขาเห็นรุ้งปราณดาบสีเขียวสายหนึ่งทะลวงผ่านกลุ่มเมฆด้วยความเร็วที่ไม่มีใครเทียบได้พุ่งผ่านท้องฟ้าเหนือเมืองชางโจว!
“เอ๊ะ! นั่นดูเหมือนจะเป็นศิษย์น้องลู!”
เยว่หนึ่งจืออุทานอย่างประหลาดใจ
นางมองเห็นร่างของเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีดำที่ยืนอยู่บนปราณดาบสีเขียวนั่นดูคล้ายกับลูเยี่ยยิ่งนักฉินอูซางตบเข่าอย่างยินดีพลางกล่าวด้วยความตื่นเต้น
“เป็นบุตรเขยผู้เปี่ยมคุณธรรมของข้าแน่นอนไม่มีทางผิดแน่ดูจากทิศทางแล้วดูเหมือนเขากำลังมุ่งหน้าไปยังตระกูลพานเช่นกัน…”
ทุกคนต่างใจสั่นสะท้านมองหน้ากันไปมาพลางคิดในใจเป็นทางเดียวกันว่าลูเยี่ยที่พกพาเจตนาฆ่าฟันมาอย่างดุดันขนาดนี้คงไม่ได้มาเพื่อจัดการตระกูลพานเหมือนกับพวกเขาหรอกนะ?
“ไปกันเถิดรีบตามไปดู!”
ทุกคนต่างไม่คิดปิดบังกลิ่นอายพลังอีกต่อไปเร่งทะยานร่างมุ่งหน้าไปในเมืองอย่างสุดกำลัง