บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 259 ยิ่งมายิ่งเหลวไหล
แสงรุ่งอรุณสาดส่องขับไล่ความมืดมิดยามราตรีจนสิ้นพร้อมกับห่อหุ้มทั่วทั้งเมืองหลวงไว้ด้วยเงาแสงอันสว่างไสว
ลูเยี่ยที่ยืนอยู่บนกำแพงเมืองอันสูงตระหง่านกลายเป็นจุดสนใจของสายตานับไม่ถ้วน
ไม่จำเป็นต้องอธิบายใดๆผู้คนต่างเข้าใจแล้วว่าราชวงศ์เซียงถึงคราวล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิง
ราชวงศ์ที่สืบทอดมาแปดร้อยปีถูกลูเยี่ยเพียงผู้เดียวเหยียบย่ำไว้ใต้แทบเท้าภายในชั่วข้ามคืน!
บรรยากาศเงียบสงัดไม่มีสรรพเนียงใดๆจิตใจของทุกคนไม่อาจสงบลงได้
ลูเยี่ยกวาดสายตามองลงไปเบื้องล่างก่อนจะเอ่ยว่า “ตระกูลเวยเคยลงนามในหนังสือสารภาพผิดสาบานว่าจะไม่ขัดแย้งกับตระกูลลูของข้าอีกนี่คิดจะกลับคำแล้วอย่างนั้นหรือ?”
“ลูเยี่ยเจ้าบังอาจก่อการกบฏล้มล้างแผ่นดินเช่นนี้เป็นโจรขบถตระกูลเวยของข้ามีหรือจะ…”
เวยหมิงตะโกนด้วยความโกรธทว่ายังไม่ทันจะกล่าวจนจบประโยคเหล่านั้นก็ถูกตบจนหายเข้าไปในลำคอ
เพียะ!
เสียงตบหน้าดังสนั่นหวั่นไหว
เวยหมิงเซถลาล้มลงกับพื้นในปากเต็มไปด้วยเลือดเมื่อเงยหน้าขึ้นจึงพบว่าผู้ที่ตบตนเองกลับกลายเป็นบรรพชนเวยตงเหลียง
“คุณชายลูโปรดอย่าได้เข้าใจผิด!”
เวยตงเหลียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ตระกูลเวยของข้าปกปักษ์แผ่นดินของราษฎรไม่ใช่แผ่นดินของราชวงศ์เซียง!”
ทุกคนต่างตกตะลึงนี่เขาเปลี่ยนข้างเร็วปานนี้เชียว?
เมื่อครู่นี้ใครกันที่ป่าวประกาศเรื่องคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ประกาศก้องว่าจะจงรักภักดีต่อราชวงศ์เซียง?
แล้วใครกันที่ประณามลูเยี่ยว่าเป็นโจรขบถต่อแผ่นดินสมควรถูกประหารชีวิต?
ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!
“ท่านผู้อาวุโสเวย…”
เซียงปอฉวิโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม
ร่างของเวยตงเหลียงวาบผ่านไปเพียงพริบตาเขาก็ซัดฝ่ามือกดทับเซียงปอฉวิลงกับพื้นทันที
“จักรพรรดิของราชวงศ์เซียงสิ้นสุดลงแล้วเจ้าเดนมนุษย์ตระกูลเซียงยังกล้ามาเห่าหอนอยู่อีกช่างรนหาที่ตายนัก!”
เวยตงเหลียงกล่าวจบก็เงยหน้าขึ้นประสานมือคารวะลูเยี่ยบนกำแพงเมือง “คุณชายลูจะจัดการกับเดนขบถผู้นี้อย่างไรดี?”
ทุกคนเบิกตากว้างอย่างตกตะลึงในฐานะบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์เวยตงเหลียงผู้นี้ช่างปรับตัวได้ว่องไวนักพริบตาเดียวก็เริ่มทำงานรับใช้ลูเยี่ยเสียแล้ว!
แววตาของลูเยี่ยดูแปลกไปเล็กน้อย “เมื่อวานที่สำนักศึกษาตาเฉียนข้าได้สังหารเวยจงโหมวประมุขตระกูลเวยตระกูลเวยของพวกเจ้าไม่ควรจะโกรธแค้นข้าหรอกหรือ?”
“โง่เขลา!”
เวยตงเหลียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน “ใครทำกรรมใดไว้ ย่อมได้รับผลนั้นเสียดายที่ตอนนั้นข้าไม่อยู่ในเหตุการณ์มิเช่นนั้นคุณชายลูคงไม่ต้องเปลืองแรงลงมือเองข้าจะเป็นคนแรกที่สังหารเขาเสีย!”
ทุกคน “…”
ลูเยี่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาไม่น่าแปลกใจเลยที่ในอดีตตระกูลเวยถูกบังคับให้เขียนหนังสือสารภาพผิดเพราะกระดูกสันหลังของพวกเขาช่างยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์โดยแท
“ข้าขอถามอีกคำเดียว ยังมีใครคิดจะตั้งตนเป็นศัตรูกับลูผู้นี้อีกหรือไม่?”
ลูเยี่ยกวาดสายตามองเงาร่างนับไม่ถ้วนเบื้องล่างเสียงของเขาดังก้องไปทั่วฟ้าดิน
“หากมีก็จงก้าวออกมาตอนนี้ข้าจะเปิดค่ายกลผนึกวังหลวงอนุญาตให้พวกเจ้าเข้ามาให้โอกาสพวกเจ้าแก้แค้นให้ราชวงศ์เซียงได้ตามใจชอบ!”
ผู้คนต่างมองหน้ากันไปมา
ไม่มีผู้ใดกล้าตอบรับราชวงศ์เซียงพ่ายแพ้แล้วจริงๆ!
แม้แต่เวยตงเหลียงผู้เป็นบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ก็ยังแปรพักตร์!
ใครกันที่เบื่อชีวิตจนกล้าออกมาในยามนี้?
“ท่านอาวุโสจีขอรบกวนท่านลงมือควบคุมตัวเซียงปอฉวิไว้ประเดี๋ยวข้ามีเรื่องจะถามเขาเสียหน่อย” ลูเยี่ยเอ่ยปาก
จิเสวียนหงตอบรับด้วยความยินดีหลายคนลอบนินทาในใจเมื่อครู่ใครกันที่บอกว่าสำนักศึกษาตาเฉียนจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกับการแย่งชิงอำนาจราชวงศ์?
ไฉนสุดท้ายกลับกลายเป็นพวกเดียวกับลูเยี่ยไปเสียได้?
อีกหลายคนก็ได้แต่ทอดถอนใจที่แท้บรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ไม่เพียงมีขั้นเชิงสูงกว่าผู้อื่นแต่เส้นแบ่งความละอายใจยังต่ำกว่าคนทั่วไปอีกด้วย…
“คนจากกรมปราบปิศาจอยู่ที่นี่หรือไม่?”
ลูเยี่ยเอ่ยถามอีกครั้ง
เมิงเสวียนยิ้มพร้อมกับประสานมือ “ข้าคือเมิงเสวียนมหาเสนาบดีแห่งกรมปราบปิศาจขอคุณชายลูโปรดวางใจแม่นางหลิงชิวปลอดภัยดีและใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในช่วงเวลาที่ผ่านมาหลังจากเรื่องในวันนี้จบลงข้าจะจัดการให้นางได้พบกับท่านทันที!”
นี่แหละสุนัขจิ้งจอกเฒ่าเพียงได้ยินเสียงสายลมก็รู้ถึงทิศทางฝน
ลูเยี่ยคลายกังวลลงประสานมือตอบกลับ “ขอบคุณมาก”
ทันใดนั้นเซียโหวคุมหาเสนาบดีแห่งกรมตรวจการเสวียนจิงก็ประสานมือคำนับด้วยท่าทางละอายใจ “คุณชายลูข้าคือเซียโหวคุมหาเสนาบดีแห่งกรมตรวจการเสวียนจิงข้ามีความผิด!”
ทุกคน “…”
ทำไมเรื่องราวมันยิ่งมายิ่งเหลวไหลเช่นนี้?
ลูเยี่ยยังไม่ทันได้พูดอะไรเลยเจ้าเซียโหวคในฐานะมหาเสนาบดีทำไมถึงขอโทษขอรับผิดเองเช่นนี้?
“มีความผิดอันใดหรือ?”
ลูเยี่ยตะลึงไปชั่วขณะ
“เมื่อไม่กี่วันก่อนราชวงศ์เซียงขอให้ข้าลงมือเปิดใช้กระจกหยั่งรู้สวรรค์เพื่อสืบหาร่องรอยของคุณชายลู”
เซียโหวคถอนหายใจพลางกล่าวว่า “ทุกครั้งที่ข้าหวนคิดถึงเรื่องนี้ข้ามักจะตำหนิตนเองอยู่เสมอ ยามนี้จึงต้องมาสารภาพผิดต่อหน้าคุณชายลูด้วยตนเอง”
ทุกคน “…”
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วที่บอกว่ามาสารภาพผิดแท้จริงแล้วคือการแสดงจุดยืนให้ชัดเจนว่าจะอยู่ข้างเขานั่นเอง!
จิเสวียนหงครุ่นคิดในใจ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไม่ว่าเซียโหวคหรือเวยตงเหลียงต่างก็ตระหนักดีว่าหลังจากราชวงศ์เซียงพ่ายแพ้อย่างยับเยินอำนาจในใต้หล้าย่อมต้องมีการจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด!
และในการจัดระเบียบครั้งนี้ลูเยี่ยในฐานะผู้ชนะสุดท้ายของสงครามครั้งนี้ได้ครอบครองความได้เปรียบมากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยดังนั้นเหตุผลที่พวกตาเฒ่าเหล่านั้นทยอยออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์กับลูเยี่ยและวางหมากสำหรับอนาคต!
ลูเยี่ยเองก็มองเรื่องนี้ออกทว่าเขาหาได้สนใจจะก้าวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกับอำนาจทางโลกไม่
“ในเมื่อทุกท่านอยู่ที่นี่กันพร้อมหน้าแล้วเช่นนั้นก็จงมาเป็นพยานเถิด”
ลูเยี่ยเอ่ยปาก “ในสายตาของข้าองค์ชายใหญ่เซียงฉางลวี่ทรงปราดเปรื่องและเฉลียวฉลาดมีชื่อเสียงเป็นที่เคารพนับถือสามารถแบกรับภาระหนักในการปกครองดูแลบ้านเมืองและราษฎรได้”
“ดังนั้นข้าจึงยินดีที่จะสนับสนุนให้องค์ชายใหญ่ขึ้นครองบัลลังก์เป็นจักรพรรดิ!”
ตู้ม!
คำพูดนี้เปรียบเสมือนหินที่ทุ่มลงในน้ำจนเกิดระลอกคลื่นมหาศาล
ทั่วทั้งบริเวณสั่นสะเทือนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงม
ทุกคนเพิ่งตระหนักว่าลูเยี่ยไม่ได้มีความตั้งใจที่จะรวบอำนาจจักรพรรดิหรือผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ใหม่ตามใจตนเองลูเยี่ยไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านั้นเขาหันไปบอกให้องค์ชายใหญ่เซียงฉางลวี่ออกมาปรากฏตัว
“ทุกท่านโปรดฟังข้าสักคำ!”
เมื่อเซียงฉางลวี่เอ่ยปากสายตาของคนนับหมื่นก็จับจองไปที่เขาเพียงผู้เดียว
เซียงฉางลวี่แสดงสีหน้าโศกเศร้าเอ่ยถ้อยคำอันกินใจโดยหยิบยกสิ่งที่เคยพูดกับลูเยี่ยเมื่อคืนมากล่าวซ้ำอีกครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขุนนางที่เปรียบเสมือนหนอนผุหรือราชวงศ์ที่เสวยสุขบนความทุกข์ราษฎร…
ทั้งเรื่องพานหลานอวินเป็นสายลับที่เทพมารจากนอกอาณาเขตส่งมาแฝงตัวนานแล้วลอบบงการอำนาจจักรพรรดิสร้างความเดือดร้อนให้ทั่วหล้า…
ท้ายที่สุดเขาก็ประกาศออกมาด้วยความตื้นตันใจว่าเป็นเพราะท่านใต้เท้าลูได้ลงมือช่วยเหลือราชวงศ์ตาเฉียนและยังช่วยทั่วหล้าเอาไว้!
ในสถานที่นั้นเงียบกริบหลายคนต่างตกตะลึงที่เพิ่งได้รู้ว่าพานหลานอวินแท้จริงแล้วเป็นสายลับของเทพมารจากนอกอาณาเขตที่แทรกซึมควบคุมอำนาจราชบัลลังก์และชักใยราชวงศ์เซียงมานานแล้ว
บรรดาผู้อาวุโสต่างมีแววตาซับซ้อน
สิ่งที่องค์ชายใหญ่กล่าวมานั้นไม่สำคัญสิ่งที่สำคัญคือพวกเขาต่างเห็นแล้วว่าด้วยการสนับสนุนจากลูเยี่ยการที่องค์ชายใหญ่จะได้ขึ้นครองราชบัลลังก์นั้นเป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว!
“ตระกูลเวยของข้าขอถวายความภักดีแด่องค์จักรพรรดิ!”
เวยตงเหลียงเป็นคนแรกที่แสดงจุดยืนตามมาด้วยมหาเสนาบดีเซียโหวคแห่งกรมตรวจการเสวียนจิงมหาเสนาบดีเมิงเสวียนแห่งกรมปราบปิศาจ จิเสวียนหงแห่งสำนักศึกษาตาเฉียนและคนอื่นๆก็ประกาศจุดยืนสนับสนุนองค์ชายใหญ่เป็นจักรพรรดิ
เมื่อเหล่าบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ต่างแสดงจุดยืนขุมกำลังต่างๆที่อยู่ในเหตุการณ์ก็รีบแสดงความจงรักภักดีตามกันในช่วงเวลานี้เซียงฉางลวี่รู้สึกตื่นเต้นมากต่อให้คิดจนหัวแตกเขาก็ไม่เคยคาดฝันว่าตนเองจะขึ้นครองบัลลังก์ด้วยวิธีเช่นนี้เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆพยายามข่มอารมณ์ภายในใจก่อนจะกล่าวเสียงหนักแน่นว่า
“ในครั้งนี้ท่านใต้เท้าลูได้ช่วยค้ำจุนแผ่นดินตาเฉียนเอาไว้ข้าขอตัดสินใจแต่งตั้งท่านใต้เท้าลูเป็นราชครูและจะจารึกชื่อรวมถึงวีรกรรมของเขาลงในประวัติศาสตร์แห่งตาเฉียน!”
“เมื่อข้าขึ้นครองราชย์จะออกพระราชโองการประกาศให้ทั่วหล้าได้รับรู้ทั่วกัน!”
ราชครูแห่งตาเฉียน!
ตลอดแปดร้อยปีที่ผ่านมาตาเฉียนไม่เคยมีราชครูที่อายุน้อยเช่นนี้มาก่อน
ทุกคนในที่นั้นต่างสั่นสะเทือนอีกครั้งจักรพรรดิตาเฉียนผู้ปกครองสูงสุดทางโลกมนุษย์ทว่าต่อหน้าตำแหน่ง ‘ราชครู’ แม้แต่จักรพรรดิก็ยังต้องแทนตนเองในฐานะศิษย์เท่านั้น!
ใครจะไม่เข้าใจความหมายที่แฝงอยู่?
นับจากนี้เป็นต้นไปลูเยี่ยจะกลายเป็นบุคคลที่อยู่เหนือทั้งราชสำนักและบ้านเมืองของตาเฉียนอย่างแท้จริง!