บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 260 จดหมายที่ส่งมาถึงประตู
“เด็กหนุ่มที่ชื่อลูเยี่ยผู้นั้นได้สังหารทารกศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลเราที่แฝงตัวอยู่ในปราณโชคชะตาแห่งแผ่นดินตาเฉียนทำให้แผนการของพวกเราต้องพังพินาศย่อยยับจะปล่อยเขาไว้ไม่ได้เด็ดขาด!”
ที่ชั้นบนสุดของโรงเหล้าแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างไกลจากวังหลวงออกไปริมหน้าต่างปรากฏเด็กหนุ่มชุดขาวผู้หนึ่งที่มีจิตสังหารรุนแรงจู่โจมผ่านนัยน์ตา
เด็กหนุ่มชุดขาวมีรูปโฉมหล่อเหลาเหนือสามัญแต่ระหว่างคิ้วและดวงตาของเขากลับมีกลิ่นอายของความโหดร้ายที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดให้กลิ่นอายทั่วร่างดูมืดมนและเย็นเยียบยิ่งนัก
“ด้วยกำลังของทารกศักดิ์สิทธิ์ในโลกมนุษย์เช่นนี้ย่อมสามารถสังหารบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์ได้โดยง่ายเหตุใดจึงพ่ายแพ้ได้…”
ข้างกายเด็กหนุ่มชุดขาวมีชายวัยกลางคนร่างผอมแห้งประดุจไม้ซีกนั่งอยู่
สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปมาเห็นได้ชัดว่ากำลังกังวลใจมาก “การต่อสู้เมื่อคืนที่เทือกเขาพันมังกรจะต้องมีความผิดปกติอย่างแน่นอน”
“ถ้าเช่นนั้นก็หาโอกาสจับตัวลูเยี่ยผู้นี้มาเสียจะได้สืบสาวราวเรื่องให้กระจ่าง”
แววตาของเด็กหนุ่มชุดขาวเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “น่าแค้นใจนักที่ข้าถูกกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินในโลกมนุษย์บีบกดไว้ไม่สามารถเปิดเผยกลิ่นอายพลังในตัวได้ไม่เช่นนั้นข้าคงล้างบางเมืองนี้แล้วกลั่นเอาเลือดและวิญญาณของพวกมนุษย์ในเมืองนี้มาสังเวยนานแล้ว!”
ชายวัยกลางคนร่างผอมกล่าวเสียงหนักแน่นว่า “ประมุขน้อยโปรดอย่าได้รีบร้อนโอกาสย่อมมีมาถึงแน่นอนคน”
เด็กหนุ่มชุดขาวเอ่ยถามทันที “เจ้าว่ามาเลยว่าจะลงมือที่ไหน?”
ชายวัยกลางคนร่างผอมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “เมื่อฟ้าส่งสัญญาณสังหารดวงดาวจะเคลื่อนย้ายเมื่อแผ่นดินส่งสัญญาณฆ่าสังหารมังกรและงูจะปรากฏบนพิภพเมื่อมนุษย์ส่งสัญญาณสังหาร…”
“พูดจาไม่อ้อมค้อมหน่อย! พูดจาใหม่ให้น่ารำคาญเรื่องหน่อย!”
เด็กหนุ่มชุดขาวตัดบทอย่างรำคาญ “อย่ามาพูดจาอ้อมค้อมวกวนเช่นนี้ใครจะไปฟังเข้าใจ?”
สีหน้าชายวัยกลางคนร่างผอมชะงักไปเขากระแอมอย่างเก้อเขินแล้วกล่าวว่า “ข้าหมายความว่าต้นตอของเรื่องทั้งหมดอยู่ที่ตระกูลลู!”
เด็กหนุ่มชุดขาวถาม “เจ้าคิดจะเริ่มลงมือที่ตระกูลลูอย่างนั้นหรือ?”
ชายวัยกลางคนร่างผอมแห้งส่ายหน้า “หากประมุขน้อยลงมือในโลกมนุษย์ย่อมเลี่ยงที่จะถูกพลังสะท้อนกลับจากกฎเกณฑ์ฟ้าดินได้ง่าย”
“แต่หากเป็นที่เขตหวงห้ามลึกลับที่หาย่อมแตกต่างออกไป”
เด็กหนุ่มชุดขาวถามต่อ “เจ้ามีวิธีทำให้ลูเยี่ยไปยังเขตหวงห้ามลึกลับที่หายอย่างนั้นหรือ?”
ชายวัยกลางคนร่างผอมแห้งหัวเราะพลางกล่าวว่า “ลูซิงอีท่านอาของลูเยี่ยถูกกักขังอยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หาคนในเผ่าของพวกเราเฝ้าจับตาดูเขามานานแล้ว”
“ใช้ลูซิงอีเป็นเหยื่อล่อไม่ต้องกังวลว่าลูเยี่ยจะไม่ไป!”
เด็กหนุ่มชุดขาวครุ่นคิดครู่หนึ่งในที่สุดก็กล่าวว่า “ทำเช่นนั้นเถิด”
“นอกจากนี้พวกเราต้องจัดเตรียมกำลังของเราส่งของขวัญที่น่าประทับใจไปให้ตระกูลลูเสียหน่อย”
“ฮึๆต้องการให้ลูเยี่ยได้รับรู้รสชาติของการ ‘หนีเลือดต้องล้างด้วยเลือด’ เป็นเช่นไร!”
ชายวัยกลางคนร่างผอมแห้งรับคำ “รับบัญชา!”
เด็กหนุ่มชุดขาวหันศีรษะมองไปนอกหน้าต่างมองเห็นร่างอันสง่าผ่าเผยร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนกำแพงวังหลวงอันโอ่อ่าจากที่ไกลๆ
“เจ้าเศษสวะเมื่อถูกข้า ‘เฟิ่นหง’ หมายหัวแล้วลิขิตใหม่มิอาจหนีพ้นเงื้อมมือข้าไปได้!”
ในเผ่าปิศาจกูพิษเผาใจแห่งเทพมารจากนอกอาณาเขตมีเพียงสมาชิกสายตรงของเผ่าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ใช้แซ่ ‘เฟิ่น’
ในวันนั้นเองข่าวเรื่องที่ลูเยียบุกถล่มวังหลวงเพียงลำพังและสยบราชวงศ์เซียงด้วยดาบเดียวก็แพร่กระจายไปทั่วทุกสารทิศของตาเฉียนด้วยความเร็วสูงสุดและในวันเดียวกันนั้นภายใต้การสนับสนุนของขุมกำลังต่างๆองค์ชายใหญ่เซียงฉางลวี่ก็ได้ขึ้นครองราชย์และประกาศแจ้งแก่คนทั่วใต้หล้า
เรื่องนี้จะสร้างความตื่นตระหนกอย่างไรในโลกนี้?
คาดการณ์ได้เลยว่านามของลูเยี่ยจะต้องกึกก้องไปทั่วทั้งสิบสี่มณฑลของตาเฉียนอย่างแน่นอน
เมืองอวิ๋นไห่
ตระกูลเชี่ยอองฟไหเชียหลิงเทียนยืนอยู่ในศาลบรรพชนหันหน้าไปทางป้ายวิญญาณของเชี่ยเปาซูแล้วปักธูปสามดอก
“เปาซูเจ้าสามารถหลับใหลสบายได้แล้วลูเยี่ยได้บุกทำลายวังหลวงชำระล้างเทือกเขาพันมังกรด้วยเลือดเหยียบย่ำราชวงศ์เซียงไว้ใต้ฝ่าเท้าอย่างสิ้นเชิงแล้ว!”
เชียหลิงเทียนพึมพำ “แม้แต่ข้าเองยังคาดไม่ถึงว่าเขาจะทำสำเร็จได้จริงๆ…”
จนถึงบัดนี้จิตใจของเชียหลิงเทียนก็ยังคงรู้สึกงุนงงอยู่บ้างด้วยกำลังของคนเพียงคนเดียวสามารถกดดันราชวงศ์ทั้งหมดได้ตลอดแปดร้อยปีที่ผ่านมามีเพียงลูเยี่ยเด็กหนุ่มขอบเขตแท่นทองคำคนนี้เท่านั้นที่ทำได้!
ข่าวสารยังแพร่ไปถึงสำนักกระบี่เกาสวรรค์
ภายในตำหนักใหญ่ของสำนักเจ้าสำนักเวินซิวเจวียผู้อาวุโสใหญ่วานกุยหยวนปรมาจารย์อาวุโสสูงสุดบรรพชนซิงหลินและเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายล้วนตกอยู่ในความเงียบงัน
ไม่อาจดึงสติกลับมาจากความตื่นตะลึงได้เป็นเวลานาน
สำนักกระบี่เกาสวรรค์ที่เป็นเพียงสระน้ำเล็กๆของเรา เกรงว่าคงไม่อาจรองรับมังกรทองอย่างลูเยี่ยได้อีกต่อไปแล้ว
เวินซิวเจวียเอ่ยถอนหายใจเบาๆทำลายความเงียบที่ปกคลุมลง
ไม่ใช่คำเสียดสีแต่เป็นความรู้สึกที่มาจากส่วนลึกในใจเพราะลูเยี่ยเติบโตเร็วเกินไปและแข็งแกร่งเกินไป
ด้วยรากฐานของสำนักกระบี่เกาสวรรค์นั้นย่อมยากที่จะตอบสนองความต้องการในการฝึกฝนของลูเยี่ยได้อีกต่อไป
ทุกคนก็ล้วนรู้สึกเช่นเดียวกันในเรื่องนี้
มีเพียงบรรพชนซิงหลินที่ส่ายหน้าพลางยิ้ม “หากลูเยี่ยคิดจะอยู่ไม่มีใครขับไล่เขาไปได้หากเขาคิดอยากจะไปมีใครรั้งเขาได้ไยต้องกังวลกับเรื่องเหลานี้ด้วยเล่า?”
ในบรรดาผู้ที่อยู่ที่นั่นมีเพียงบรรพชนซิงหลินเท่านั้นที่สงบนิ่งที่สุดเขาเคยประจักษ์ในสงกราศีที่แท้จริงของ ‘ท่านผู้อาวุโสลู’ มาแล้วจึงไม่เห็นว่าการบุกวังหลวงหรือปราบปรามราชวงศ์เซียงนั้นเป็นเรื่องใหญ่แต่อย่างใด
เรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้จะต้องพูดถึงด้วยหรือ?
ผู้คนในใต้หล้านี้ท้ายที่สุดก็ยังเข้าไม่ถึงอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของ ‘ท่านผู้อาวุโสลู’ เสียที
ไม่เพียงแต่ตระกูลเชี่ยและสำนักกระบี่เกาสวรรค์เท่านั้นทว่าอีกหกสำนักใหญ่ของตาเฉียนรวมถึงขุมกำลังน้อยใหญ่อื่นๆต่างก็ทยอยได้รับข่าวสารนี้
ชั่วพริบตาเดียวใต้หล้าพลันสั่นสะเทือน
“คิดไม่ถึงเลยว่าเพียงเวลาแค่ครึ่งปีเศษเจ้าจะเติบโตมาถึงขั้นนี้ได้!”
ภายในเรือนพักแห่งหนึ่งในเมืองหลวงเชียหลิงชิวอุทานด้วยความตกใจ
ดวงตาดั่งดาราที่แฝงความเย้ายวนฉายแววเหม่อลอยอย่างยากจะปิดไม่มิด
นางยังจำได้ว่าเมื่อครึ่งปีก่อนลูเยี่ยเพิ่งจะฟื้นจากการหลับใหลและมีเพียงพลังบำเพ็ญขอบเขตชักนำวิญญาณเท่านั้นตระกูลก็ยังเผชิญปัญหาทั้งภายในและภายนอกสถานการณ์ยังไม่มั่นคง
แต่วันนี้เมื่อผ่านไปครึ่งปีเขากลายเป็นศิษย์หลักของสำนักกระบี่เกาสวรรค์เป็นราชครูที่อายุน้อยที่สุดในแผ่นดินตาเฉียน!
ขอบเขตแท่นทองคำแต่กลับสามารถสังหารปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ได้อยางง่ายดาย!
ไพ่ตายและของวิเศษที่เขามีครอบครองนั้นสามารถทำให้บรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์อย่างขันทีเฝิงและเซียงอวินเฮอต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า!
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างอดีตกับปัจจุบันช่างราวกับเป็นคนละคนกันโดยสิ้นเชิง
“หากไม่มีความเมตตาที่ท่านแม่ทัพเชี่ยเคยปกป้องข้าในวันนั้นไฉนเลยจะมีข้าและตระกูลลูในวันนี้?”
ลูเยี่ยกล่าวอย่างถ่อมตัว
เชียหลิงชิวกลอกตา “ประจบสอพลอได้แสแสร้งยิ่งนัก!”
นางรู้ดีในใจว่าแม้ไม่มีตนในโลกนี้ก็ไม่มีใครสามารถขวางเส้นทางการก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ของลูเยี่ยได้
เด็กหนุ่มผู้นี้ช่างมหัศจรรย์เกินไปเหล่าอัจฉริยะเหนือคนทั้งหลายเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาลวนไร้ค่า
ตาเฉียนสุดท้ายแล้วก็เป็นเพียงดินแดนในโลกมนุษย์ในสายตาของเชียหลิงชิวอัจฉริยะเหนือมนุษย์อย่างลูเยี่ยควรจะไปฝึกฝนที่โลกเบื้องบนดินแดนหลิงชางมากกว่า!
เมื่อคิดได้เช่นนี้เชียหลิงชิวจึงเอ่ยถามว่า “เจ้ามีแผนการในอนาคตอย่างไร?”
ลูเยี่ยตอบอย่างเรียบง่าย “กลับบ้านไปหาครอบครัวก่อนนับตั้งแต่ไปฝึกฝนที่สำนักกระบี่เกาสวรรค์เขาก็ยังไม่เคยกลับบ้านอีกเลย”
เชียหลิงชิวไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม
หลังจากพูดคุยเรื่อยเปื่อยกันอีกครู่หนึ่งลูเยี่ยก็ลุกขึ้นบอกลา
“บ้านของนวลนวลน่าจะอยู่ที่โลกเบื้องบนดินแดนหลิงชางนั่นแหละ”
เชียหลิงชิวเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน “หากเจ้ามีโอกาสไปฝึกฝนที่ดินแดนหลิงชางบางทีเจ้าอาจจะได้พบกับนาง”
สายตาของเชียหลิงชิวแฝงความหมายลึกซึ้ง “ในบรรดาขุมกำลังโบราณบางแห่งของดินแดนหลิงชางนางมีชื่อเสียงโด่งดังมากการจะตามหานางไม่ใช่เรื่องยากเย็นเลย”
ลูเยี่ยชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะถามกลับว่า “คนที่มีฐานะอย่างนางเหตุใดจึงมาฝึกฝนในโลกมนุษย์เล่า?”
เชียหลิงชิวส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ข้าเคยสัญญากับนางว่าจะรักษาความลับนี้ภายภาคหน้าหากเจ้าได้พบกับนางเจ้าก็ลองถามนางด้วยตัวเองเถิด”
ลูเยี่ยยิ้ม “ก็ดีเหมือนกัน”
ขณะที่มองส่งลูเยี่ยเดินจากไปเชียหลิงชิวพลันเกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมาในใจโอกาสที่จะได้พบกับเด็กหนุ่มผู้เต็มไปด้วยสีสันแห่งตำนานผู้นี้อีกครั้งในอนาคตคงจะน้อยลงเรื่อยๆแล้ว
สำนักศึกษาตาเฉียน
ภายในตำหนักแห่งหนึ่ง
ลูเยี่ยกำลังสนทนากับเชียงปอฉวิอยู่
เชียงปอฉวิให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเพียงเพราะลูเยี่ยรับปากว่าจะให้เขาตายอย่างไม่ทรมาน…
เมื่อถามความจนเสร็จสิ้นลูเยี่ยก็ทำตามสัญญาสะบัดดาบปลิดชีพเชียงปอฉวิทันที
จากคำบอกเล่าของเชียงปอฉวิทำให้ลูเยี่ยมั่นใจในที่สุดว่าพานหลานอวินโกหกเพียงสองเรื่องเท่านั้น
หนึ่งนางยังไม่อาจไขความลับในป้ายหยกไร้อักษรทั้งสองชิ้นนั้นสองบรรดาผู้อาวุโสตระกูลลูหายสาบสูญไปพร้อมกับการล่มสลายของด่านเทียนหลางไม่มีใครล่วงรู้ว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่พานหลานอวินกล่าวว่าพวกเขาเหล่านั้นถูกเผ่าหมอผีปีศาจแห่งชายแดนเหนือจับตัวไปแน่นอนว่าเป็นเรื่องโกหก
แต่เรื่องอื่นๆที่พานหลานอวินกล่าวถึงกลับเป็นความจริง
จักรพรรดิตาเฉียนถูกกักขังอยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หาอยู่ไม่ไกลจากด่านเทียนหลาง
ลูซิงอีก็หายสาบสูญไปในเขตหวงห้ามลึกลับที่หาอย่างเป็นปริศนาเช่นกัน!
สงครามที่ด่านเทียนหลางเป็นแผนการที่พานหลานอวินวางไว้ด้วยตัวเอง
ดูเหมือนว่าหากต้องการสืบให้รู้แน่ว่าท่านปู่และคนอื่นๆยังมีชีวิตอยู่หรือไม่คงต้องไปตรวจสอบที่ด่านเทียนหลางเสียแล้ว!
เขตหวงห้ามลึกลับที่หาอยู่ไม่ไกลจากด่านเทียนหลางถึงตอนนั้นก็คือแวะไปที่นั่นด้วยเลยลูเยี่ยคิดในใจแต่ก่อนหน้านั้นลูเยี่ยก็ตัดสินใจว่าจะกลับบ้านสักครั้งก่อน
“ท่านเจ้าสำนักเมื่อครู่มีคนส่งแผ่นหยกบันทึกมาแผ่นหนึ่งโดยระบุชื่อว่าจะต้องมอบให้ถึงมือคุณชายลูให้ได้ขอรับ!”
องครักษ์นายหนึ่งเขามารายงาน