บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 245 ค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจื่อเวยอะไรนะ?
พานหลานอวินและเชียงปอฉวีรู้สึกตกใจ นับตั้งแต่ลูเยียเข้ามาในเขตจงโจวและถูกพบ กลิ่นอายจากป้ายคำสั่งนั้นก็หายไป เรื่องนี้ทำให้พวกเขาต่างมั่นใจว่าลูเยียคงต้องรู้ตัวมาก่อนและทำลายป้ายคำสั่งทิ้งไปแล้ว ใครเลยจะคิดว่ากลิ่นอายจากป้ายคำสั่งจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง?
บ่าวชราผู้นั้นรีบรายงานอย่างรวดเร็ว “จากการตรวจสอบ กลิ่นอายของป้ายคำสั่งน่าจะอยู่บริเวณใกล้กับจวนที่พักของท่านใต้เท้าเวิงอวี้ชิวพะยะค่ะ!”
เวิงอวี้ชิว!
พานหลานอวินและเชียงปอฉวีมองหน้ากัน ตระหนักว่าการปรากฏของป้ายคำสั่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน พวกเขาต่างรู้กันดีว่าเวิงอวี้ชิวเคยทำงานรับใช้องค์ชายใหญ่ และเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการติดต่อกับตระกูลลู!
เว่ยจงโหมวที่เดินทางไปสำนักศึกษาต้าเฉียนเพื่อขอศพของลูเยียจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราวใดๆ
และแปลกยิ่งนักที่ป้ายคำสั่งที่ลูเยียเคยครอบครองกลับไปปรากฏอยู่ใกล้กับจวนของเวิงอวี้ชิว
เรื่องเช่นนี้จะเป็นเรื่องบังเอิญได้อยางไร?
“ส่งคนไปตรวจสอบที่จวนของเวิงอวี้ชิวเดี๋ยวนี้!” พานหลานอวินดวงตาหงส์เย็นเยียบออกคำสั่งเฉียบขาด “นอกจากนั้นให้เชิญมหาเสนาบดีเซียโหวคูแห่งกรมตรวจการเสวียนจิงไปตรวจสอบที่สำนักศึกษาด้วยตนเอง เพื่อสืบเรื่องของเว่ยจงโหมว!”
เชียงปอฉวีลังเลก่อนจะกล่าวว่า “กุยเฟย กระหม่อมเกรงว่าคืนนี้คงจะไม่ได้พะยะค่ะ”
พานหลานอวินขมวดคิ้ว “มีปัญหาอันใดหรือ?”
เชียงปอฉวีรู้สึกใจหายวาบ แต่ก็ฝืนตอบไปว่า “หลังจากได้รับข่าวการตายของลูเยีย กระหม่อมได้ออกคำสั่งถอนกำลังทั้งหมดในเมืองแล้ว กำลังพลที่เคยรับใช้พวกเราก็ได้แยกย้ายกันไปหมดแล้วพะยะค่ะ”
ใบหน้าอันงดงามของพานหลานอวินแปรเปลี่ยนเป็นหม่นหมองทันที “กับดักที่เตรียมไว้รับมือสำนักกระบี่เกาสวรรค์โดยเฉพาะก็ถูกถอนออกไปหมดแล้วหรือ?”
เชียงปอฉวีก้มหน้าลงพลางอธิบาย “ข้าเห็นว่าลูเยียตายแล้ว เรื่องราวน่าจะจบสิ้นลง ใครจะคาดคิดว่า…”
เพียะ!
พานหลานอวินสะบัดฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าของเชียงปอฉวีอย่างแรง “เจ้าโง่! ถ้าหากลูเยียยังไม่ตายเล่า?”
แก้มของเชียงปอฉวีรู้สึกแสบร้อน เขากล่าวด้วยน้ำเสียงไม่อยากเชื่อ “ลูเยียเป็นไปไม่ได้ที่จะยังมีชีวิตอยู่ ทุกคนในสำนักศึกษาต้าเฉียนต่างเห็นกับตาว่าลูเยียถูกจีเสวียนหงสังหาร!”
พานหลานอวินใบหน้างามเย็นชาดุจน้ำแข็ง “เช่นนั้นข้าขอถามเจ้า เจ้าเห็นศพของลูเยียด้วยตาตนเองแล้วหรือยัง? เว่ยจงโหมวที่ไปขอศพของลูเยียเหตุใดจึงไม่มีข่าวคราวอีกเล่า? แล้วป้ายคำสั่งของลูเยียเหตุใดจึงปรากฏขึ้นแถวจวนของเวิงอวี้ชิว?”
เมื่อถูกซักถามติดๆ กันเช่นนี้เชียงปอฉวีก็รู้สึกตัวว่าสถานการณ์ไม่ดี หรือว่า… ลูเยียจะยังไม่ได้ตายจริงๆ?
แววตาของพานหลานอวินเย็นยะเยือก “เจ้าจงนำทหารรักษาพระองค์ไปที่จวนของเวิงอวี้ชิวโดยทันที! รีบไปปิดล้อมพื้นที่นั้นให้แน่นหนาที่สุด! นอกจากนี้ให้ส่งข่าวไปยังกรมตรวจการเสวียนจิง กรมรักษ์หลวง และกรมปราบปีศาจ ให้พวกเขาทั้งหมดร่วมมือกันปฏิบัติการในครั้งนี้!”
“พะยะค่ะ!” เชียงปอฉวีรับคำสั่งแล้วรีบออกไปอย่างเร่งรีบ
“ช่างเป็นคนโง่ที่ไม่อาจใช้งานสำคัญได้เลย!”
พานหลานอวินถอนหายใจยาว กับดักสังหารที่วางไว้ทั่วเมืองนั้นเกี่ยวพันเชื่อมโยงกันอย่างแน่นหนา ต่อให้ผู้อาวุโสทั้งหมดของสำนักกระบี่เกาสวรรค์จะบุกเข้ามาก็ยังรับมือได้ แต่ใครจะคิดว่าจะถูกเชียงปอฉวีถอนออกไปจนหมดสิ้น!
“กุยเฟย โปรดอย่ากังวลไปเลยพะยะค่ะ” บ่าวชราผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “กลยุทธ์และแผนการทั้งหลายล้วนเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย สิ่งที่พึ่งพาได้จริงแท้แน่นอนมีเพียงความแข็งแกร่งของพลังเท่านั้นพะยะค่ะ”
บ่าวชราผู้นี้มีใบหน้าขาวสะอาดไร้หนวดเครา สวมชุดคลุมสีเทาดูไม่โดดเด่น ผู้คนต่างเรียกเขาว่า ‘ขันทีเฝิง’
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา พานหลานอวินก็นิ่งเงียบไปอย่างครุ่นคิด หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งนางก็พยักหน้าและกล่าวว่า “คำพูดของท่านผู้อาวุโสเฝิงถูกต้องยิ่งนัก เช่นนั้นความเห็นของท่านผู้อาวุโสเฝิง เหตุการณ์วันนี้ควรรับมืออย่างไร?”
ขันทีเฝิงกล่าว “หากลูเยียตาย ศพย่อมอยู่ในมือจีเสวียนหง เขาเป็นเจ้าสำนักศึกษาย่อมไม่กล้าแตกหักกับราชวงศ์เชียงโดยตรง แต่หากเขายังไม่ตาย เพื่อความลับในป้ายหยกไร้อักษรและความจริงของสงครามที่ด่านเทียนหลาง เขาก็คงจะจะต้องมาหาพวกเราเอง สิ่งที่เราต้องทำคือการนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว!”
พานหลานอวินพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว”
ขันทีเฝิงกล่าว “กุยเฟย ได้เวลาไปที่สระโลหิตมังกรเพลิงเพื่อให้อาหารแก่ครรภ์มังกรในท้องของท่านแล้วพะยะค่ะ”
“ไปกันเถิด”
พานหลานอวินลูบหน้าท้องเบาๆ ดวงตาฉายแววแปลกประหลาดออกมา ประตูใหญ่ของวังหลวงเปิดออก ทหารรักษาพระองค์ในชุดเกราะพร้อมอาวุธนำโดยเชียงปอฉวีพุ่งทะยานออกไปสู่ราตรีที่ฝนกระหน่ำ
ทหารรักษาพระองค์แต่ละนายล้วนเป็นแม่ทัพที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวด หากรวมกลุ่มกันเป็นค่ายกลศึก พวกเขาสามารถล้อมปราบผู้แข็งแกร่งขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ได้ ตลอดแปดร้อยปีที่ผ่านมาทหารรักษาพระองค์คอยปกป้องวังหลวงมาตลอด และถูกขนานนามว่าเป็น ‘กองทัพที่ห้าวหาญไร้เทียมทาน’ แห่งโลกผู้ฝึกตน!
ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด ลูเยียยืนอยู่ใต้ชายคาของสิ่งก่อสร้างแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวังหลวง ร่างของเขากลมกลืนไปกับเงาที่ทอดจากเสาหินของอาคาร เขามองทหารรักษาพระองค์เหล่านั้นเคลื่อนผ่านไปอย่างเงียบเชียบก่อนจะก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่ของวังหลวง
โครม!
ทหารรักษาพระองค์สองนายถือจานค่ายกลไว้กำลังเร่งพลังสุดกำลังเพื่อควบคุมประตูวังโบราณที่ปกคลุมด้วยค่ายกล สองคนนั้นไม่ได้สังเกตเห็นว่ามีร่างสูงสง่าคนหนึ่งได้เข้ามาอยู่อย่างเงียบเชียบในช่วงที่ประตูวังยังไม่ได้ปิดสนิท
‘ทั้งภายในและภายนอกวังหลวงถูกปกคลุมด้วยค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจื่อเวย ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยการร่วมมือกันของบรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์หลายท่าน มีการปรับปรุงให้สมบูรณ์อย่างต่อเนื่องตลอดแปดร้อยปี พลังของค่ายกลนี้แข็งแกร่งถึงขั้นที่สามารถสังหารบรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างง่ายดาย’
ในโสตประสาทของลูเยียคล้ายกับมีเสียงของอ๋องฟูไหหรือเซียหลิงเถียนดังขึ้นอีกครั้ง
“ค่ายกลนี้ตั้งอยู่บนหอสังเกตดวงดาวในวังหลวง มีปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์ถึงสี่คนคอยเฝ้าอยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันพวกเขาก็เป็นผู้ควบคุมค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจื่อเวยด้วย หากทำให้พวกเขาตื่นตัว แม้บรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ก็ยากจะหนีความตายได้!”
เมื่อนึกถึงคำพูดเหล่านี้ของอ๋องฟูไห ลูเยียก็อดรู้สึกทึ่งไม่ได้ว่าราชวงศ์เชียงสมแล้วที่เป็นผู้ปกครองโลกมนุษย์ รากฐานนั้นช่างลึกลับและแข็งแกร่งยิ่งนัก
พระราชวังแห่งนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาล อาคารโบราณสถานตั้งตระหง่านอยู่มากมายอย่างแน่นขนัด คนทั่วไปที่เข้ามาในที่แห่งนี้มักจะหลงทางได้อย่างง่ายดาย ทว่าลูเยียกลับเดินเหินอย่างคล่องแคล่วประหนึ่งเป็นบ้านตนเอง ในความทรงจำของเขามีแผนที่พระราชวังฉบับหนึ่งที่อ๋องฟูไห่ได้วาดไว้ด้วยมือของเขาเอง ลูเยียได้คำนวณเส้นทางที่ปลอดภัยและยากต่อการตรวจพบที่สุดไว้เรียบร้อยแล้ว
ด้วยวิชาซ่อนกลิ่นอายของเขา ตราบใดที่ไม่ลงมือทำอะไร แม้บรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ก็ยังยากที่จะค้นพบ อีกทั้งคืนนี้ยังมีฝนตกหนักอีกด้วย ช่างเอื้ออำนวยต่อการซ่อนตัวและลอบเข้ามาเป็นอย่างยิ่ง
ถึงแล้ว!
ตลอดเส้นทางผ่านไปอย่างราบรื่น ในที่สุดลูเยียก็มองเห็นหอสังเกตดวงดาว หอสังเกตดวงดาวสูงถึงหนึ่งร้อยจั้งตั้งตระหง่านอยู่อย่างมั่นคง มีสีดำสนิทเหมือนหมึก มีตำนานเล่าว่าสร้างขึ้นจากหินอัคคีทมิฬที่ผ่านการหลอมแล้วสามารถทนทานต่อการโจมตีเต็มกำลังของบรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ได้
เมื่อมองหอสังเกตดวงดาวจากระยะไกล ลูเยียก็ขมวดคิ้วอย่างเงียบๆ
สถานที่แห่งนี้มีการป้องกันที่หนาแน่นมาก รอบๆ หอสังเกตดวงดาวมีทหารรักษาพระองค์ประจำการอยู่สามร้อยนาย
เว้นเสียแต่ว่าจะสามารถกำจัดพวกเขาได้ในคราวเดียว มิเช่นนั้นหากมีความเคลื่อนไหวผิดปกติเพียงเล็กน้อยย่อมต้องทำให้อีกฝ่ายตื่นตัวอย่างแน่นอน แต่นั่นยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ปัญหาที่แท้จริงคือบนหอสังเกตดวงดาวแห่งนั้นยังมีพลังลมปราณขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์อันแข็งแกร่งถึงสี่สายแผ่ออกมา
นี่คือด่านที่ยากลำบากที่สุด
“ดูเหมือนว่าการจะเข้าควบคุมค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจื่อเวยจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย…”
ลูเยียยืนนิ่งอยู่กับที่ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็ตัดสินใจลงมือ
ไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้ได้ แต่ต้องจัดการให้เสร็จโดยเร็วที่สุดเท่านั้น แม้ว่าจะไม่สามารถควบคุมค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจื่อเวยได้ แต่ก็ต้องทำลายมันให้ได้ มิเช่นนั้นมันจะกลายเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างแน่นอน
ร่างของลูเยียลบหายไปอย่างเงียบเชียบราวกับเป็นเงาสีดำสายหนึ่ง พุ่งไปทางเหนือหอสังเกตดวงดาว สายฝนเทกระหน่ำยามราตรีมืดสนิท บนหอสังเกตดวงดาว ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์สี่คนกำลังดื่มสุราอยู่ในกระท่อมหิน
เป็นชายสามคนและสตรีหนึ่งคน
“ลูเยียผู้นั้นสามารถตายด้วยน้ำมือของจีเสวียนหง เจ้าสำนักศึกษาได้ ก็นับว่าตายตาหลับแล้ว!”
“วันนี้ในการต่อสู้ที่หอเมฆาคล้อยมีผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ตายไปสิบกว่าคน ลูเยียมีความสามารถเหนือฟ้าถึงเพียงนั้นจริงหรือ?”
“เป็นไปไม่ได้! ต้องมีผู้ช่วยแน่นอน มิเช่นนั้นเด็กหนุ่มธรรมดาที่เพิ่งจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแก่นทองคำต่อใหม่ มีพลังการต่อสู้เหนือฟ้าอย่างมากก็แค่สังหารผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ได้หนึ่งคน แต่เขากลับสามารถสังหารสิบกว่าคนในคราวเดียว เรื่องแบบนี้ใครจะเชื่อ?”
“คนโง่เท่านั้นที่จะเชื่อ!”
ชายสามหญิงหนึ่งดื่มสุราพลางสนทนากันอย่างออกรส เรื่องที่พวกเขาพูดคุยกันล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของลูเยียทั้งสิ้น ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างตื่นตระหนก ยากที่จะไม่เป็นหัวข้อให้ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์
“ท่ามกลางลมฝนโหมกระหน่ำ กลับมานั่งดื่มสุรา พวกท่านช่างมีสุนทรีย์ยิ่งนัก!”
น้ำเสียงอันราบเรียบสายหนึ่งพลันดังขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย!