บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 246 ทุกสิ่งล้วนอยู่ในกำมือ
สายฝนยังคงกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง ชายสามหญิงหนึ่งล้วนมีพลังบำเพ็ญขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์ ชั่วชีวิตผ่านการสังหารมานับไม่ถ้วน ประสบการณ์การต่อสู้ย่อมโชกโชนถึงขีดสุด ในทันทีที่เสียงของลูเยียดังขึ้นพวกเขาก็ลุกขึ้นพร้อมกันทันที บางคนยกมือจะชักกระบี่ บางคนหมายจะกระโดดจะพุ่งออกไปสังหาร บางคนอ้าปากหมายจะแผดร้องเรียกพวก บางคนหมายจะหยิบจานค่ายกลเพื่อกระตุ้นค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจื่อเวยให้ทำงาน
ทว่า… การกระทำเหล่านั้นกลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย
เพราะในพริบตาที่ขยับกาย ทะเลแห่งจิตสำนึกของพวกเขาแต่ละคนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง จิตเทวะของทุกคนปวดร้าวอย่างแรงราวกับถูกแทงทะลุด้วยคมดาบอันไร้เทียมทาน ดวงตาพร่ามัวมืดมิดลงในฉับพลัน และในเวลาเดียวกันนั้นร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่าทันที!
เสียงดาบกึกก้อง ดาบศึกเพลิงโลหิตฉางวาดผ่านห้วงนภาอากาศด้วยท่วงท่าอันรวดเร็ว ดุจลมพัดใบไม้แห้งผาด ร่างของศัตรูคนหนึ่งออกเป็นสองซีก
ดาบบินที่เต็มไปด้วยรอยสนิมวาบขึ้นกลางอากาศ เจาะทะลุกลางหว่างคิ้วของศัตรูอีกคน
พลังหมัดที่สะสมไว้เนิ่นนานระเบิดออกประหนึ่งภูเขาไฟที่ปะทุขึ้นกะทันหัน บดขยี้ทรวงอกของศัตรูอีกคนอย่างรุนแรง พลังหมัดทะลุผ่านร่างไป
เพียงพริบตาเดียวศัตรูสามรายก็สิ้นชีพในทันที โลหิตสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ
หญิงสาวคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ในที่สุดก็ได้สติจากความเจ็บปวดอย่างรุนแรงของจิตเทวะ นางตกตะลึงอย่างไม่อาจควบคุมได้ ในสายตาของนาง นางได้เห็นภาพอันนองเลือดที่สหายทั้งสามถูกสังหารไปต่อหน้าต่อตา
และนางยังได้เห็นชายคนหนึ่งสวมหมวกปีกกว้างเดินมาราวกับเป็นปีศาจที่ก้าวออกมาจากขุมนรกเก้าชั้น ดวงตาอันเยือกเย็นคู่นั้นกำลังจับจ้องมาที่นาง อาคารทั้งหลังพังทลายลง กระแสพลังอันทรงอานุภาพแห่งการทำลายล้างเพิ่งจะแผ่ขยายออกไป หญิงสาวผู้นั้นถอยร่นหนีไปด้านหลังตามสัญชาตญาณ
ตุม!
ชายสวมหมวกปีกกว้างได้ทะยานเข้ามาโจมตีแล้ว ดาบสีขาวดังหิมะวาดผ่านกลางอากาศ
หญิงสาวยกมือขึ้นตอบโตและสามารถรับมือกับดาบอันทรงพลังได้ แต่ในช่วงเวลาถัดมาดวงตาของนางกลับเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง
มีดาบบินเล่มหนึ่งพุ่งทะลุศีรษะของนางจากด้านหลังและทะลุออกทางหน้าผากของนางพอดี
“อา…”
ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะหลุดลอย หญิงสาวสามารถเห็นได้อยางชัดเจนว่าชายที่สวมหมวกคนนั้นที่แท้เป็นเพียงเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีดำ
แต่สุดท้ายนางก็ไม่สามารถจดจำได้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้คือใคร และมีพลังบำเพ็ญที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด
ตุบ!
ร่างของหญิงสาวล้มลงบนพื้น การต่อสู้ครั้งนี้จบลงในชั่วพริบตาเท่านั้น รวดเร็วเสียจนน่าเหลือเชื่อ
ลูเยียผ่อนลมหายใจออกมาอย่างยาวเหยียด ใบหน้าซีดเผือดลงเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้เพื่อให้สามารถสังหารทั้งสี่คนได้ในเวลาอันสั้นที่สุด เขาจึงตัดสินใจใช้เคล็ดวิชาลับของจิตเทวะที่ถือว่าเป็นเคล็ดวิชาต้องห้าม
เคล็ดวิชาลับชนิดนี้รุนแรงเกินไป ด้วยพลังบำเพ็ญเต๋าและพลังจิตเทวะของลูเยียในยามนี้ยังยากจะแบกรับไหว และได้รับผลสะท้อนกลับจนทำให้จิตเทวะได้รับบาดเจ็บ แต่ก็นับว่าคุ้มค่าเพราะผลลัพธ์ของมันช่างน่าอัศจรรย์นัก ผู้แข็งแกร่งขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์ทั้งสี่ถูกโจมตีทางจิตเทวะแทบทั้งหมดนั้นจึงเปิดโอกาสให้เขาสังหารศัตรูทั้งสี่คนในคราวเดียว ในขณะนี้ในสมองของลูเยียมีเสียงดังหึ้งๆ ดวงตาเห็นดาวระยิบระยับ ปวดศีรษะจนแทบระเบิด
แต่เขาไม่มีเวลามาสนใจเรื่องพวกนี้
สิ่งแรกที่เขาทำคือการเร่งหาจานค่ายกลทันที สายฝนตกลงมาอย่างหนาแน่นส่งเสียงซ่าๆ ไม่ขาดสาย แต่ไม่อาจกลบเสียงการต่อสู้ที่จบลงในชั่วพริบตานั้นได้ ทหารรักษาพระองค์สามร้อยนายที่คอยรักษาการณ์รอบๆ หอสังเกตดวงดาวต่างถูกปลุกให้ตื่นเกือบทั้งหมด
“ใครนะ!”
“ช่างบังอาจนัก! กล้าดีอย่างไรมาบุกรุกหอสังเกตดวงดาว!”
“รีบไปเร็ว!”
เสียงตะโกนดังขึ้น ทหารรักษาพระองค์เหล่านั้นต่างเริ่มเคลื่อนไหว
มีคนนำหน้าพุ่งเข้าโจมตี
มีคนจัดกระบวนทัพรับมือ มีคนบดขยี้เครื่องรางสื่อสารส่งสัญญาณว่าศัตรูบุกรุก ช่างเป็นกองกำลังที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยม
เมื่อทหารรักษาพระองค์ชุดแรกบุกขึ้นมาถึงหอสังเกตดวงดาว ลูเยียได้ค้นหาจานค่ายกลจากศพขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่จนพบ
เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย ลงมือสังหารทหารรักษาพระองค์ชุดแรกจนหมดสิ้น
เมื่อทหารรักษาพระองค์ชุดที่สองบุกขึ้นมา ทั่วทั้งวังหลวงก็ตื่นตระหนกแล้ว มีแสงโคมไฟนับไม่ถ้วนสว่างไสวไปทั่ว เสียงตะโกนกึกก้องด้วยความตกตะลึงดังระงมไปทั่วภายใต้ใต้ม่านฝนยามราตรี ในขณะเดียวกันลูเยียก็ได้ค้นพบตำแหน่งแกนค่ายกลของ ‘ค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจื่อเวย’ แล้ว และกำลังเตรียมควบคุมค่ายกลนี้ เขาลงมือสังหารทหารรักษาพระองค์ชุดที่สองอย่างรวดเร็วโดยไม่เสียเวลาเจรจา
โลหิตคละคลุ้งไปทั่ว ต่อให้ฝนจะตกหนักเพียงใดก็ไม่อาจชะล้างกลิ่นคาวเลือดบนหอสังเกตดวงดาวได้ ลูกธนูนับไม่ถ้วนราวกับสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนาแน่นฉีกผ่านม่านราตรีพุ่งเข้าใส่อย่างรุนแรง ณ ที่ห่างไกลออกไป ร่างที่เปี่ยมด้วยพลังลมปราณอันทรงพลังต่างทยอยพุ่งทะยานมาจากทุกทิศทุกทาง พวกเขากระโดดข้ามหลังคาประหนึ่งดาวตกที่พุ่งชน ความเงียบสงัดเหนือวังหลวงมุ่งหน้ามายังหอสังเกตดวงดาวแห่งนี้
ราวกับฝนดาวตกที่ฉีกผ่านม่านราตรีทำลายความเงียบสงบเหนือวังหลวง
ทั้งพระราชวังราวกับตื่นจากความเงียบงันกลายเป็นความอึกทึกวุ่นวายและปั่นป่วน
เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจดังขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน ปัง! ปัง!
บนหอสังเกตดวงดาว ลูกธนูมากมายยิ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว เมื่อกระทบกับ ‘เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ชิงซวี’ ที่ห้อมล้อมร่างลูเยียก็ระเบิดแตกกระจายทันที เหมือนดอกไม้ไฟที่แตกกระจายในอากาศ
แต่ไม่มีลูกธนูสักดอกที่สามารถทะลุพลังป้องกันของมหาวิถีรอบกายลูเยียได้
เขากำลังควบคุมจานค่ายกลอย่างรวดเร็วเพื่อไขวิธีการทำงานของค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจื่อเวย เขาไม่มีเวลาไปใส่ใจสิ่งอื่นเลยแม้แต่นิดเดียว
“เหลือเชื่อจริงๆ มีคนบุกทะลวงค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจื่อเวยเข้ามาถึงวังหลวงได้หรือนี่?”
ตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเลย!
“เจ้าเป็นใครกันแน่?”
“ช่างรนหาที่ตายนัก!”
“ลงมือเร็ว! ไม่ว่าจะมีศัตรูบุกเข้าวังหลวงมากมายเพียงใด คืนนี้ต้องให้เขาตายไม่มีแม้แต่ที่ฝังศพ!”
ทั่วทั้งวังหลวงวุ่นวายไปหมด เสียงตะโกน เสียงเรียกร้อง และเสียงสบถด้วยความโกรธแค้นดังขึ้นสลับกันไปมา
เมื่อทหารรักษาพระองค์ชุดที่สามบุกขึ้นไปบนหอสังเกตดวงดาว เสียงนกหวิดและแตรสัญญาณดังขึ้นอย่างเร่งด่วนทั่วพระราชวัง แสงวาบของวิชาตัวเบาเหล่านั้นกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ทุกที
คนที่เร็วที่สุดคือชายชราในชุดเทาที่มีใบหน้าขาวซีดและไม่มีหนวดเครา เห็นได้ชัดว่าเป็นขันทีเฝิงที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้าง ‘พานหลานอวิน’
แม้จะยังห่างออกไปกว่าพันจั้ง เขาก็เริ่มลงมือแล้ว ตุม!
เขาซัดฝ่ามือออกไปคราหนึ่ง ปรากฏรอยฝ่ามือสีทองยักษ์สว่างวาบไปทั่วท้องนภา กระแทกม่านฝนจนกระจายหายไปสิ้น พลังอำนาจที่มีเพียงผู้อยู่ในขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่จะมีได้ ทำให้ผู้คนมากมายต้องตกตะลึง ราวกับได้เห็นการอัศจรรย์ของเทพเจ้าทีเดียว!
วันนี้ที่สำนักศึกษาต้าเฉียนตอนที่เจ้าสำนักจีเสวียนหงลงมือก็ได้สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วเมืองหลวงแล้ว
เมื่อขันทีเฝิงลงมือในตอนนี้ก็ทำให้เกิดความตื่นตระหนกไปทั่วทั้งสิบทิศ ดึงดูดความสนใจของเหล่าใต้เท้าในเมืองหลวงไปกว่าครึ่ง บนหอสังเกตดวงดาว เห็นรอยฝ่ามือสีทองเจิดจ้านั้นกดลงมา
ลูเยียไม่หันกลับมาแม้แต่น้อย ค่อยๆ ร่ายเคล็ดวิชาชี้นิ้วไปที่จานค่ายกลทั้งสี่อันพร้อมกัน โครม!
หอสังเกตดวงดาวที่สูงร้อยจั้งบนพื้นผิวปรากฏอักขระประหลาดที่บิดเบี้ยวอย่างหนาแน่นนับไม่ถ้วนแล้วลุกไหม้ขึ้นทันที
ระลอกคลื่นแห่งค่ายกลต้องห้ามที่เจิดจ้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที
ลูเยียเงยหน้าขึ้นมองเห็นรอยฝ่ามือสีทองถูกพลังค่ายกลสายนี้ทำลายจนแตกกระจาย ภาพนั้นเหมือนกับมีดอกไม้ไฟทองขนาดมหึมาระเบิดเหนือพระราชวังอย่างไงอย่างนั้น!
ช่างเจิดจรัสและบาดตายิ่งนัก
“คนผู้นั้นคือใครกัน ถึงกับกล้าสังหารปรมาจารย์ยุทธแห่งหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์สี่ท่านที่รักษาการณ์หอสังเกตดวงดาวและควบคุมค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจื่อเวย!”
ขันทีเฝิงสีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างมาก ไม่อาจสงบนิ่งได้อีกต่อไป
เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจื่อเวยนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด?
เป็นเครื่องมือสังหารที่ทรงพลังที่สุดในวังหลวง ผู้คนไปทั่วสี่ทิศในหลายปีที่ผ่านมาก็เพราะมีค่ายกลนี้อยู่ แม้แต่บรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่กล้าล่วงล้ำเข้ามาโดยง่าย!
แต่ตอนนี่… ค่ายกลนี้กลับถูกศัตรูควบคุมไว้!
ขันทีเฝิงร้องอุทานในใจว่าไม่ดีแล้ว ตระหนักได้ว่าสถานการณ์ร้ายแรงเพียงใด
“สำเร็จแล้ว”
ในเวลาเดียวกัน ลูเยียรู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อยจากภาระอันหนักอึ้ง ดวงตาลึกล้ำของเขาเป็นประกายวาววับ
“นับจากเวลานี้เป็นต้นไป วังหลวงแห่งนี้ทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของข้า!”
ลูเยียกล่าวเบาๆ ขณะที่เขาควบคุมจานค่ายกล กำแพงรอบวังหลวงก็ระเบิดออกเป็นแสงเรืองรองมหาศาลของอักขระกลายเป็นคลื่นพลังค่ายกลที่บดบังท้องฟ้า ห้อมล้อมวังหลวงทั้งหมดไว้ทันที ภายในวังหลวงปรากฏผังค่ายกลอักขระขนาดมหึมาถึงหกสิบสี่แห่งปรากฏขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ราวกับดวงดาวที่ฝังอยู่บนพื้นดินเปล่งแสงสว่างไสวไปทั่วสารทิศ!
ในชั่วขณะนี้ ค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจื่อเวยที่เงียบสงบมานานนับไม่ถ้วนปีได้ถูกลูเยียปลุกขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว!