บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 235 การลอบสังหารที่หน้าหอเมฆาคล้อย
เมืองหลวงต้าเฉียน หอเมฆาคล้อย
ลูเยียนั่งอยู่ริมหน้าต่าง บนโต๊ะมีกาสุราวางอยู่กาสุราหนึ่งพร้อมจานเนื้อแห้ง
ท้องฟ้ามัวซัว สายฝนโปรยปรายต่อเนื่องมาทั้งคืนและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ
ลูเยียดื่มสุราไปหนึ่งจอกพลางคำนวณเวลาในใจอย่างเงียบเชียบ
นับจากที่เขามาในเมืองหลวงต้าเฉียนจนถึงตอนนี้เวลาได้ล่วงเลยไปครึ่งชั่วยามแล้ว
ทว่าลูเยียก็ไม่ได้เร่งร้อนยังคงรออยู่ที่นี่
ท่านอารองเคยบอกไว้ว่าตราบใดที่เขาพกป้ายหยกไร้ตัวอักษรติดตัวมาถึงเมืองหลวงย่อมจะมีคนเป็นฝ่ายมาหาเขาเอง
ด้วยเหตุนี้ลูเยียจึงนั่งรออยู่ที่นี่ รินสุราดื่มเพียงลำพังบางครั้งก็เหลือบมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างในเมืองหลวงมีหอสูงเสียดฟ้ายอดนั้นสูงเสมอกับหมู่เมฆาเลื่อนลอย
ในเมืองหลวงแห่งนี้หอเมฆาคล้อยคือหอสุราที่สูงที่สุด
มองผ่านหน้าต่างบานนี้ไปสามารถทอดสายตาสํารวจทัศนียภาพของเมืองหลวงได้เกือบครึ่งค่อนเมือง
“เมืองหลวงแห่งนี้ยังคงรุ่งเรืองเฟื่องฟูเหมือนแต่ก่อนไม่น่าแปลกใจเลยที่ยอดฝีมือทั่วหล้าต่างหลั่งไหลมาดังฝูงนกกาอย่างไม่ขาดสาย”
ลูเยียทอดถอนใจเล็กน้อยในแผ่นดินต้าเฉียน จงโจวนับเป็นมณฑลที่ใหญ่ที่สุด เมืองหลวงเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและเป็นสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งที่สุดในต้าเฉียน บรรดาผู้ฝึกตนในโลกมนุษย์ไม่มีผู้ใดที่ไม่ปรารถนาจะสร้างชื่อเสียงและมีที่ยืนอันมั่นคงในเมืองหลวงแห่งนี้
ในปีที่ลูเยียอายุสิบหกเขาก็เคยคิดเช่นนั้นเช่นกัน
ในตอนนั้นเขาที่กลายเป็นจวงหยวนด้านวิถียุทธเคยสวมอาภรณ์สีแดงประดับดอกไม้พระราชทานควบอาชาตัวสูงสง่าทะยานผ่านถนนหนทางด้วยความภาคภูมิใจราวกับจะเชยชมบุปผาทั่วเมืองหลวงให้สิ้นภายในวันเดียว
“ลูเยียจำได้ชัดเจนว่าในช่วงเวลาเดียวกันนั้นตนเองได้ดื่มสุรากับบรรดาบุตรหลานขุนนางที่หอเมฆาคล้อยแห่งนี้ และแม่นางนวลนวลที่ถูกเขาตึกนจนร้องไห้ก็ได้พาท่านอาเจ็กเชี่ยหลิงชิวของนางมาหาเพื่อสั่งสอนเขา”
นั่นก็คือการพบกันครั้งแรกระหว่างลูเยียกับเชี่ยหลิงชิว
เมื่อนึกถึงความหลังเหล่านี้ลูเยียอดรู้สึกหม่นหมองในใจไม่ได้
แม่นางนวลนวลหายไปอยู่ที่ใดกันแน่?
แล้วแม่ทัพเชี่ยหลิงชิวที่ถูกกักบริเวณตอนนี้มีสภาพความเป็นอยู่อย่างไร?
ลูเยียยกกาขึ้นรินสุราให้ตนเองอีกจอก ฝนยังคงตกอยู่เมืองหลวงทั้งเมืองจมดิ่งอยู่ภายใต้มานหมอกอันพร่าเลือน
เมื่อดื่มสุราหมดหนึ่งกาลูเยียก็ลุกขึ้นยืนเขาจะไม่รออีกต่อไป
“คุณชายรับถังหูลูสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ ถังหูลูที่ท่านปู่ของข้าทำหวานมากเลยนะเจ้าคะ”
เมื่อเดินออกจากประตูใหญ่ของหอเมฆาคล้อย เด็กหญิงตัวผอมแห้งในชุดเก่าขาดรีบเข้ามาหาร่างเล็กของนางเปียกโชกไปด้วยฝนดูเหมือนจะลำบากอยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังคงประคองถังหูลูสีแดงสดไว้ด้วยความระมัดระวัง
ดวงตาใสกระจ่างของเด็กหญิงมองมาที่ลูเยียด้วยความคาดหวัง
ลูเยียยิ้มพลางลูบศีรษะของเด็กหญิงเบาๆ แล้วกล่าวด้วยเสียงเบาว่า
“เด็กน้อยมีคนใช้เจ้ามาคอยข้าที่นี่หรือไม่?”
เด็กหญิงตัวน้อยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “ท่านรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ?”
“ข้าสังเกตเห็นมานานแล้ว”
ลูเยียยิ้มแล้วหยิบถังหูลูมาหนึ่งไม้แล้วกัดกินลูกหนึ่งรสชาติไม่เลวเลยทีเดียวหวานล้ำจับใจ
และในขณะเดียวกันนั้นเอง
วูบ!
ลูกธนูสายหนึ่งพุ่งมาอย่างรวดเร็วฝ่าม่านฝนระหว่างฟ้าดินพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรุนแรง ลูกธนูส่องประกายแวววาวดุจแสงสายหนึ่งที่ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันฉีกท้องฟ้ากว้างใหญ่ก่อให้เกิดเสียงกัมปนาทดังราวฟ้าร้อง
นี่เป็นลูกธนูที่มีพลังรุนแรงยิ่งนักแฝงไปด้วยกลิ่นอายสังหารที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวเป็นยอดฝีมือ!
จะต้องเป็นปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ที่ชำนาญวิชาธนูถึงจะทำให้ลูกธนูนี้มีพลังทำลายล้างได้ถึงเพียงนี้
เด็กหญิงตัวน้อยยกมือขึ้นตั้งใจจะทวงเงินค่าถังหูลูจากลูเยีย นางหาได้ล่วงรู้ไม่ว่าลูกธนูนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ลูเยียแต่พุ่งเป้ามาที่นาง!
แววตาของลูเยียใสกระจ่างทว่าลึกล้ำเขาสังเกตเห็นปฏิกิริยาของเด็กหญิงได้ทุกฝีก้าว
และเขายกมือขวาขึ้นใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางคีบเบาๆ
ลูกธนูที่พุ่งทะลุสายฝนมานั้นก็ถูกคีบไว้ระหว่างนิ้วของเขาเรียบร้อย!
ตูม!
ลูกธนูที่สองแสงระยิบระยับแตกกระจายเป็นชิ้นๆ
จากที่ไกลออกไปมีเสียงอุทานด้วยความตกใจแว่วมา
ดูเหมือนจะคาดไม่ถึงว่าลูกธนูที่ได้สะสมพลังไว้นานแล้วจะถูกลูเยียทำลายได้อย่างง่ายดาย
เด็กหญิงเพิ่งตั้งสติได้ในตอนนี้ นางตกใจจนอ้าปากค้างทั้งตัวสั่นเทา ถังหูลูในมือร่วงหล่นลงพื้นกระจัดกระจาย ถังหูลูสีแดงสดเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตม
“ไม่ต้องกลัวเข้าไปหลบในหอเมฆาคล้อยเสียแล้วเจ้าจะปลอดภัย”
ลูเยียยกมือขึ้นปราณสีเขียวสายหนึ่งเข้าโอบล้อมร่างเด็กหญิงเอาไว้แล้ว ‘ส่ง’ นางเข้าไปในหอเมฆาคล้อย
เด็กน้อยผู้ขวัญเสียไม่อาจรับรู้ได้เลยว่านางเพิ่งรอดพ้นจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิด และยิ่งมิอาจล่วงรู้ได้ว่าในกระเป๋าเสื้อขาดรุ่งริ่งที่เปียกปอนของนางนั้นมีแท่งเงินเพิ่มมาหนึ่งแท่ง
เด็กน้อยถือทองเดินผ่านตลาดวุ่นวายเหมือนกับการถือของมีค่าที่นำพาภัยมาสู่ตนนั้นคือเคราะห์ร้ายไม่ใช่โชคดี
แท่งเงินเล็กๆ แท่งนั้นก็คือ ‘ค่าถังหูลู’ ที่ลูเยียสามารถมอบให้นางได้โดยไม่เป็นภัยแก่ตัวเด็กเอง
นอกหอเมฆาคล้อยฝนตกพรำลงมาไม่ขาดสาย
แรงสั่นสะเทือนจากลูกธนูเมื่อครู่รุนแรงเกินไปเสียงดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับกลิ่นอายแห่งการทำลายล้างที่น่าตกใจ
บริเวณใกล้เคียงเกิดความโกลาหลแล้ว เสียงร้องตกใจอย่างตื่นตระหนกดังขึ้นทั่วทุกทิศบนถนนเต็มไปด้วยร่างคนที่กำลังวิ่งกระเจิดกระเจิง
ลูเยียปัดเสื้อคลุม ดวงตาทั้งสองของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบและลึกล้ำแล้ว
เด็กหญิงตัวน้อยไม่มีปัญหา นางเป็นเพียงเด็กจากครอบครัวยากจนที่ไร้เดียงสาและไม่รู้อะไรเลย
ทว่ากลับมีคนใช้เด็กน้อยผู้ยากไร้และเยาว์วัยเช่นนี้เป็นเป้าเพื่อดึงความสนใจของเขาไว้!
ช่างเป็นความคิดที่เลวร้ายและชั่วช้าเพียงใดที่จะวางแผนการอันต่ำช้านี้?
วูบ! วูบ! วูบ!
ลูกธนูอีกสามดอกพุ่งทะลุอากาศมาอีกครั้งเรียงกันเป็นรูปสามเหลี่ยมพุ่งเข้ามาอย่างรุนแรงปิดกั้นพื้นที่ทั้งหมดที่ลูเยียจะหลบหลีกได้
ลูเยียไม่มีความตั้งใจจะหลบเลยสักนิด
เขาสะบัดชายเสื้อ ร่างที่สูงโปร่งและสง่างามพุ่งเข้าสู่ม่านฝนอย่างดุดัน
ปัง! ปัง! ปัง!
สะบัดแขนเสื้อคลุมออกไปทำให้ลูกธนูทั้งสามถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดในคราวเดียวร่างของลูเยียได้ปรากฏตัวอยู่ไกลออกไปรอยจั้งแล้วเคลื่อนที่ได้เร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ
และในขณะนี้เงาร่างกลุ่มหนึ่งก็พุ่งออกมาสังหาร บางคนพุ่งออกมาจากใต้ชายคา บางคนพุ่งออกมาจากรถม้าข้างถนน…
จากทิศทางต่างๆ มีเงาร่างพุ่งออกมาอย่างรวดเร็วรวมแล้วมีกว่าสิบคน
พลังลมปราณที่อยู่ในร่างของแต่ละคนล้วนแข็งแกร่งสุดขีดเหมือนเตาหลอมแห่งมหาวิถีที่กำลังลุกโชนและส่งเสียงคำรามชัดเจนว่าพวกเขาคือกลุ่มปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์
พวกนี้ไม่ใช่มือสังหารธรรมดาเลย
ในโลกมนุษย์ผู้ที่อยู่ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นบุคคลชั้นยอดบนเส้นทางการฝึกฝนมีอำนาจมากพอที่จะข่มขวัญผู้คนทั่วทุกทิศได้แล้ว
สิบกว่าคนเหล่านี้เห็นได้ชัดว่าแต่ละคนล้วนมีที่มาไม่ใช่ผู้ฝึกตนธรรมดาแม้แต่น้อยทว่าพวกเขาในยามนี้กลับทำตัวราวกับเหล่ามือสังหารที่มาเพียงเพื่อจัดการกับลูเยียเพียงคนเดียว
ม่านฝนถูกความร้อนเผาผลาญจนกลายเป็นไอหมอกหนาที่พลุ่งพล่าน
ถนนสายนี้ตกอยู่ในความโกลาหล ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์นับสิบที่ลงมือเพียงแค่พลังที่แผ่ออกมาจากร่างของพวกเขาก็ทำให้ชาวบ้านธรรมดาในละแวกใกล้เคียงล้มตายกันต่อหน้ากลายเป็นเลือดเนื้อเกลื่อนพื้น
เสียงร้องอันน่าสยดสยองด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นตามมาแต่ไม่มีใครสนใจสิ่งเหล่านี้ ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์นับสิบคนเหล่านั้นลงมืออย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมผนึกกำลังเข้าโอบล้อมสังหารลูเยีย!
ตูม!
สตรีงามในชุดสีสันสดใสพุ่งเข้ามาเป็นคนแรกนางเรียกใช้ตราประทับทองแดงโบราณออกมาหมายจะสะกดสังหาร
ลูเยียสะบัดมือหนึ่งครั้ง ปราณดาบสีเขียวจางสายหนึ่งพุ่งออกมาพร้อมเสียงหวีดหวิว ตราประทับทองแดงระเบิดแตกกระจาย
สตรีงามในชุดสีสันสดใสถูกผ่าออกเป็นสองซีก เลือดสดไหลนองพื้นจนพื้นเป็นสีแดงฉานน่าสยดสยอง ในเวลาเดียวกันปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์อีกสามคนพุ่งเข้ามาโจมตีอย่างบ้าคลั่งโดยเข้าประชิดจากสามทิศทาง
ลูเยียกระทืบเท้าหนึ่งครั้งร่างของเขาพุ่งทะยานไปข้างหน้าบนร่างสูงสง่านั้นเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีปรากฏดุจม่านฟ้าสีครามอันพร่าเลือนแผ่ขยายออกในอากาศ
ตูม!
ท่ามกลางเสียงปะทะที่สั่นสะเทือนฟ้าดิน ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ทั้งสามถูกซัดกระเด็นออกไปทันที คนหนึ่งถูกชนจนหน้าอกแตกละเอียดล้มลงไปกว่าสิบจั้งส่งเสียงร้องโหยหวนดังสนั่นฟ้า อีกคนถูกซัดจนกระดูกสันหลังแตกละเอียดร่างกายลอยไปชนเข้ากับโรงน้ำชาแห่งหนึ่งในตรอกไกลออกไปจนสลบไปทันที คนสุดท้ายน่าสังเวชยิ่งกว่าถูกบดขยี้จนศีรษะแหลก ร่างกายลอยออกไปในขณะที่สิ้นลมหายใจแล้ว
และนี่เป็นเพียงแค่พลังจากเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีที่ลูเยียแสดงออกมาเท่านั้นโดยที่ไม่ได้ใช้เคล็ดวิชาลับใดๆ เลย!
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากใช้เวลาเพียงชั่วดีดนิ้วเท่านั้น
เมื่อฝ่าการขวางกั้นของทั้งสามคนมาได้ ลูเยียก็หลุดพ้นจากการโอบล้อม ทว่าเขาไม่ได้จากไปในทางกลับกันเขากลับใช้วิชาตัวเบา ‘ปราชญ์ไล่ล่าตะวัน’ พุ่งเข้าสังหารคนอื่นๆ ที่เหลือต่อในทันที!