บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 233 มหาเสนาบดีเชี่ยโหวคุ กระจกหยั่งรู้สวรรค์ภายใต้ท้องฟ้า
- Home
- บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน
- บทที่ 233 มหาเสนาบดีเชี่ยโหวคุ กระจกหยั่งรู้สวรรค์ภายใต้ท้องฟ้า
“ในเขตจงโจวการที่กรมตรวจการเสวียนจิงจะหาตัวคนๆ หนึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลย”
หวงหลงหยวนมีสายตาเย็นชา “ไปกันเถิดข้าเองก็แค่ทำตามคำสั่งไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเจ้า”
ลูเยียส่ายหน้ากล่าวว่า “ข้าจะไปวังหลวงแต่ไม่ใช่ตอนนี้และยิ่งไม่ใช่การไปพร้อมกับท่าน”
หวงหลงหยวนขมวดคิวมุ่นด้วยความไม่พอใจ “ข้ารู้มาว่าเจ้าเป็นนายกองของกรมปราบปีศาจคิดจะขัดคำสั่งกระนั้นหรือ?”
ลูเยียตอบ “ท่านเป็นถึงแม่ทัพอาภรณ์สีแดงของกรมตรวจการเสวียนจิงแล้วท่านรับคำสั่งมาจากผู้ใดเล่า?”
คิ้วของหวงหลงหยวนยิ่งขมวดแน่นขึ้นเห็นชัดว่าเขากำลังขุ่นเคืองอย่างยิ่งทว่าเขายังคงสะกดอารมณ์ไว้แล้วกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าตระกูลลูของเจ้าไม่ธรรมดาและรู้ด้วยว่าเจ้าเป็นศิษย์หลักของสำนักกระบี่เกาสวรรค์เคยโดดเด่นในการประลองเดิมพันชีวิต…”
แววตาของหวงหลงหยวนพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ
“หากเจ้าขัดขืนคำสั่งอย่าโทษข้าที่จะลงโทษเจ้าตามกฎของสามกรมแห่งต้าเฉียนจัดการกับเจ้าก็แล้วกัน!”
ลูเยียยักไหล่แล้วกล่าวว่า “อย่าลืมสิข้ายังเป็นศิษย์แห่งสำนักกระบี่เกาสวรรค์กฎของราชวงศ์เชียงไม่มีอำนาจบังคับข้าหรอก”
หวงหลงหยวนพลันเงียบงันไปทันทีเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียนทั้งหมดล้วนอยู่เหนือโลกมนุษย์จึงไม่อยู่ภายใต้กฎทางโลกของต้าเฉียนอย่างแน่นอนหลังจากผ่านไปพักใหญ่เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “เอาชนะข้าได้เจ้าก็ไปได้ถ้าเจ้าแพ้เจ้าก็ต้องไปกับข้าว่าอย่างไร?”
ลูเยียยิ้มตอบ “ได้เลย”
ดูออกว่าหวงหลงหยวนผู้นี้ไม่ใช่คนโง่เขลาที่ไม่รู้จักพิจารณาได้เสีย
หวงหลงหยวนสูดลมหายใจเฮือกหนึ่งพลังบำเพ็ญเต๋าทั่วร่างหมุนเวียนราวกับเตาหลอมที่เดือดพล่าน
พริ้ง!
ปราณดาบสายหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันก่อนที่หวงหลงหยวนจะทันได้ลงมือมันก็มาจ่ออยู่ที่ลำคอของเขาเสียแล้วปราณดาบเปล่งประกายสีเขียวอ่อนๆ ดูเลือนลอยบริสุทธิ์ราวกับถูกตัดมาจากผืนฟ้าสีครามกว้างใหญ่
พลังลมปราณที่แผ่กระจายออกมาจากปราณดาบทำให้ผิวหนังที่ลำคอของหวงหลงหยวนถึงกับลุกชัน
เขาขมวดคิ้วกล่าวว่า “ลอบโจมตีข้าหรือ?”
ลูเยียหัวเราะพลางกล่าวว่า “เอาใหม่ก็แล้วกันจู่!”
ปราณดาบสลายไป
หวงหลงหยวนหรี่ตามองชายหนุ่มในอาภรณ์สีดำที่อยู่ตรงหน้ากำลังแสดงความมั่นใจออกมาทำให้เขารู้สึกถึงแรงกดดันที่ปะทะเข้ามา
ไม่ลังเลเขาลงมือโจมตีอย่างเต็มกำลังทันทีไม่มีการสำรองพลังเลยแม้แต่น้อย!
ระหว่างฝ่ามือทั้งสองของเขาราวกับกำลังประคองภูเขาไฟที่ลาวาเดือดพล่านและระเบิดออกด้วยความร้อนแรง
ก่อนจะทุ่มเข้าใส่ลูเยียอย่างดุดันท้องฟ้าในบริเวณนี้ถูกย้อมจนแดงฉานภายใต้กลิ่นอายแห่งการทำลายล้างกวาดล้างไปทั่วทะเลเมฆโดยรอบถูกเผาผลาญจนสลายไปสิ้น
เผชิญหน้ากับการโจมตีอันรุนแรงและทรงพลังนี้ลูเยียยังคงตวัดดาบออกไปเพียงหนึ่งครั้งปราณดาบสีเขียวอ่อนพุ่งทะยานผ่านอากาศเหมือนแพรไหมเจาะทะลวงภูเขาไฟลูกนั้นอย่างง่ายดายตูม!
มันง่ายดายราวกับการผ่าเต้าหูปราณดาบสีเขียวอ่อนไม่มีทีท่าจะหยุดชะงักแม้แต่น้อยและมันก็จ่อที่ลำคอของหวงหลงหยวนอีกครั้ง!
ระยะห่างระหว่างปราณดาบกับลำคอเหลือระยะห่างเพียงหนึ่งชุ่นเท่านั้น!
หวงหลงหยวนตกใจจนเหงื่อเย็นผุดจิตใจแทบแตกสลายใบหน้าซีดเผือดราวกับคนตายความแตกต่างช่างชัดเจนเหลือเกิน
แม้เขาจะใช้พลังทั้งหมดโจมตีก็ยังไม่อาจรับมือได้
แม้เพียงกระบวนท่าเดียวเขาหาใช่คู่ต่อสู้ของลูเยียเลยสักนิด!
“ข้าแพ้แล้ว”
ลูเยียโบกแขนเสื้อปราณดาบก็สลายไป
สีหน้าของหวงหลงหยวนแปรเปลี่ยนไปมาอย่างไม่อาจคาดเดาสุดท้ายเขาก็ประสานมือกล่าวว่า “ขอบคุณที่ไว้ชีวิต!”
ลูเยียมีสำนักกระบี่เกาสวรรค์หนุนหลังหากจะสังหารเขาซึ่งเป็นเพียงแม่ทัพอาภรณ์สีแดงก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะเกิดผลร้ายแรงอะไรตามมา
แต่ลูเยียไม่ได้ทำเช่นนั้น
“ท่านเพียงแค่ปฏิบัติตามคำสั่งและรู้จักแยกแยะผลได้ผลเสียข้าจะสังหารท่านไปทำไมกัน?”
ลูเยียส่ายหน้าเล็กน้อยเตรียมตัวจะจากไป
“ผู้ที่ส่งข้ามาในครั้งนี้คือเชี่ยโหวคุท่านมหาเสนาบดีแห่งกรมตรวจการเสวียนจิง”
หวงหลงหยวนพลันส่งเสียงกระแสจิตว่า “ในกรมตรวจการเสวียนจิงของเมืองหลวงมี ‘หอสังเกตการณ์ฟ้า’ ที่มีกระจกหยั่งรู้สวรรค์เอาไว้ตรวจตราความเคลื่อนไหวเหนือท้องฟ้าเขตจงโจวโดยเฉพาะ”
“สาเหตุที่เจ้าถูกพบตัวก็เพราะเจ้าควบคุมแสงดาบทะยานเหนือท้องฟ้าเขตจงโจว”
“และที่ข้าสามารถสกัดเจ้าได้ที่นี่ก็เพราะได้รับคำสั่งจากท่านมหาเสนาบดีเชี่ยโหวคุ”
ลูเยียชะงักไปครู่หนึ่งสีหน้าไม่แสดงความรู้สึกแล้วส่งเสียงกระแสจิตว่า “เช่นนั้นหมายความว่าภาพการต่อสู้ระหว่างท่านกับข้าเมื่อครู่ก็ปรากฏอยู่ในกระจกหยั่งรู้สวรรค์นั่นด้วยหรือ?”
หวงหลงหยวนกล่าว “อย่างไรก็ตามกระจกหยั่งรู้สวรรค์จะไม่ได้ถูกนำมาใช้โดยง่ายเพราะทุกครั้งที่เปิดใช้งานจะต้องใช้หินวิญญาณระดับสูงนับพันก้อน”
“ข้าสงสัยว่าที่มหาเสนาบดีเชี่ยโหวคุสามารถล่วงรู้ว่าเจ้าเข้าสู่จงโจวได้ทันทีน่าจะมีสาเหตุอื่น”
ลูเยียหรี่ตาลงเล็กน้อยส่งเสียงกระแสจิตตอบกลับว่า “ขอบคุณสำหรับคำเตือน”
หวงหลงหยวนมิได้กล่าวสิ่งใดอีกหันหลังเดินจากไป
ลูเยียนิ่งเงียบอยู่ที่เดิมครู่หนึ่งทันใดนั้นร่างของเขาก็พลันฟุบหายไปแล้วพุ่งตัวไปยังพื้นดิน
ในเมื่อการบินบนท้องฟ้าจะถูกกระจกหยั่งรู้สวรรค์เฝ้าจับตาเช่นนั้นเขาก็ทำได้เพียงเดินทางพื้นดินเท่านั้น
“แปลกจริงสาเหตุใดกันแน่ที่ทำให้ข้าถูกจับตามองทันทีที่ก้าวเข้าสู่จงโจว?”
ลูเยียขมวดคิวคิดไม่ตกว่าเป็นเพราะอะไรเขาไม่ได้ล่าถอยเพราะเหตุนี้ยังคงมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมืองอี้
เมืองหลวงต้าเฉียนบนหอสังเกตการณ์ฟ้าที่ตั้งตระหง่านภายใต้ท้องฟ้าของจวนที่ว่าการกรมตรวจการเสวียนจิง
มีกระจกทองแดงขนาดใหญ่ที่ส่องสว่างดังจันทราถูกวางไว้ ณ ที่นั่นบนหน้ากระจกปรากฏภาพเหตุการณ์ที่ลูเยียเอาชนะหวงหลงหยวนได้อย่างชัดเจน
“เด็กคนนี้… กลับแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
เชี่ยโหวคุรู้สึกตกตะลึงยิ่งนักในฐานะมหาเสนาบดีแห่งกรมตรวจการเสวียนจิงเขาคือบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ตัวจริงเสียงจริงเขาไม่ได้ปรากฏตัวมาหลายปีแล้วและไม่ได้สนใจความวุ่นวายของโลกมานานแล้ว
แต่ครั้งนี้เขากลับปรากฏตัวออกมาอย่างหาได้ยากยิ่งทั้งยังขึ้นมาบนหอสังเกตการณ์ฟ้าแห่งนี้ด้วยตนเองทั้งหมดเป็นเพราะพระราชเสาวนีย์ที่มาจากราชวงศ์เชียง
“ข้ายังจำได้ตอนเขาอายุสิบหกปีตอนนั้นเขาเพียงแต่อยู่ในขอบเขตชักนำวิญญาณเท่านั้นนึกไม่ถึงว่าผ่านไปเพียงไม่กี่ปีเขาจะเติบโตขึ้นมาถึงระดับนี้…”
เชี่ยโหวคุรำพึงในปีนั้นเมื่อลูเยียกลายเป็นจวงหยวนด้านวิถียุทธเคยสร้างความตื่นตะลึงให้เมืองหลวงและเชี่ยโหวคุในฐานะมหาเสนาบดีแห่งกรมตรวจการเสวียนจิงเขาก็เคยได้พบลูเยียหนึ่งครั้งตอนไปงานเลี้ยงในวังหลวง
เด็กหนุ่มผู้สง่างามและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาในความทรงจำผู้นั้นยามนี้กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“ในการประลองเดิมพันชีวิตเด็กคนนี้ได้แสดงพลังการต่อสู้ที่สามารถคุกคามปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ได้แล้ว”
ผู้ที่ยืนอยู่ด้านข้างไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นเชียงปอฉวินั่นเองเขาส่องมองกระจกทองแดงขนาดใหญ่ด้วยสายตาอำมหิต “นี่เป็นเหตุผลที่ราชวงศ์เชียงของพวกเราจำเป็นต้องเชิญท่านมหาเสนาบดีออกจากการปิดด่าน”
เชี่ยโหวคุนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนถามว่า “พวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเด็กคนนี้เข้าสู่จงโจวในวันนี้?”
ก่อนหน้านี้เชียงปอฉวิรีบร้อนมาหาเขาเชิญให้เขาลงมือเองเพื่อเปิดใช้กระจกหยั่งรู้สวรรค์เพื่อค้นหาร่องรอยของลูเยียในตอนนั้นเชี่ยโหวคุยังรู้สึกประหลาดใจยิ่งนักราชวงศ์เชียงได้ข่าวมาจากที่ใดกัน?
และความจริงก็พิสูจน์แล้วว่าลูเยียเดินทางมาจริงๆ!
เชียงปอฉวิประสานมือกล่าวว่า “ขออภัยเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความลับที่ราชวงศ์เชียงของข้าครอบครองอยู่ไม่สามารถเปิดเผยได้”
เชี่ยโหวคุไม่ได้ใส่ใจนักกล่าวเพียงว่า “หวงหลงหยวนล้มเหลวแล้วต่อจากนี้พวกเจ้าจะทำอย่างไรต่อไป?”
ดวงตาของเชียงปอฉวิเป็นประกาย “ขอเพียงแน่ใจว่าเขามาถึงแล้วก็นับว่าพอท่านมหาเสนาบดีเพียงแค่รอดูการแสดงที่น่าตื่นใจก็พอแล้ว”
เชี่ยโหวคุขมวดคิวถามว่าระหว่างราชวงศ์เชียงกับลูเยียไม่มีทางประนีประนอมอีกแล้วจริงๆ หรือ?
“ไม่มี!”
เชียงปอฉวิตอบอย่างเด็ดขาด “เขาต้องตาย!”
เชี่ยโหวคุไม่ถามอีกเพียงแต่กล่าวสั้นๆ ว่า “สิ่งที่ข้าติดค้างราชวงศ์เชียงข้าจะชดใช้”
เสียงยังคงก้องกังวานร่างชราของเชี่ยโหวคุก็หายไปจากหอสังเกตการณ์ฟ้าแล้ว
เชียงปอฉวิเผยรอยยิ้มออกมา “มีคำพูดนี้จากท่านมหาเสนาบดีข้าก็วางใจแล้ว”
จากนั้นเชียงปอฉวิหันไปมองผู้ติดตามข้างกาย “สั่งการลงไปเริ่มปฏิบัติการได้แล้ว”
“ขอรับ!”
องครักษ์รับคำอย่างนอบน้อมและเคารพความจริงของสงครามด้านเทียนหลางนั้นไม่อาจเปิดเผยออกไปได้เด็ดขาดเพียงแค่เหตุผลนี้เพียงอย่างเดียว
ลูเยีย… จำต้องตาย!
เชียงปอฉวิพึมพำในใจ
เรื่องที่ลูเยียทำลายพลังบำเพ็ญของเชียงเจียนซงและคนอื่นๆ ได้ก่อให้เกิดความโกรธแค้นไปทั่วทั้งราชวงศ์เชียง
อย่างไรก็ตามเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้ราชวงศ์เชียงตัดสินใจกำจัดลูเยียนั้นกลับเกี่ยวข้องกับสงครามที่ด้านเทียนหลางลูเยียเติบโตเร็วเกินไป
ไม่ช้าก็เร็วเขาจะต้องสืบค้นความลับที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสงครามที่ด้านเทียนหลางอย่างแน่นอน
และนี่เป็นสิ่งที่ราชวงศ์เชียงไม่อาจยอมรับได้โดยเด็ดขาด!
แม้ว่าลูเยียได้กลายเป็นศิษย์ของสำนักกระบี่เกาสวรรค์แล้วเขายังแสดงให้เห็นถึงพลังการต่อสู้ที่ท้าทายสวรรค์ในการประลองเดิมพันชีวิต
ยิ่งเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งทำให้ราชวงศ์เชียงไม่สามารถทนต่อการมีอยู่ของเขาได้!