บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 232 ระหว่างทาง
เรือสมบัติลำหนึ่งกำลังทะยานอยู่ใต้ท้องฟ้า
บนเรือสมบัติลูเยียยืนพิงราวเรือ ทอดสายตามองไปไกลสุดหล้า อาภรณ์สีดำของเขาสะบัดพลิ้วไหวในสายลม เขาดื่มสุราไปพลางครุ่นคิดถึงเรื่องราวในใจไปพลาง
เมื่อตอนที่เขาอายุสิบสี่ปี เขาเคยเข้าร่วมการสอบคัดเลือกวิถียุทธในเมืองหลวงต้าเฉียนและสุดท้ายก็กลายเป็นจวงหยวนด้านวิถียุทธที่อายุน้อยที่สุดในรอบสามร้อยปีของต้าเฉียน ในเวลานั้นจักรพรรดิต้าเฉียนทรงจัดงานเลี้ยงฉลองในวังหลวงและทรงยกย่องเขาด้วยพระโอษฐ์เองว่าเป็น ‘บุตรกิเลนแห่งตระกูลลูผู้ไม่มีผู้ใดเทียบทั่วหล้า’
ในห้วงเวลาเดียวกันนั้นเอง เขาและฉินชิงหลี่ได้ร่วมเดินทางเที่ยวชมเมืองหลวงด้วยกัน ทิ้งความทรงจำอันงดงามไว้ช่วงหนึ่ง เหล่าบุตรหลานตระกูลสูงศักดิจอมเสเพลในเมืองหลวงต่างพากันด่าทอเขาว่าเป็น ‘ลูเหลาเอ๋อร์ผู้ไม่เคารพเชื้อสายบรรพบุรุษ’
สาเหตุก็เพราะคนเหล่านั้นล้วนเคยถูกเขาต้มตุ๋นเล่นงานมานักต่อนัก
และในห้วงเวลานั้นเอง ลูเยียได้รู้จักกับเชียหลิงชิวและกลายเป็น ‘โจรสนัข’ ในคำพูดของแม่นางนัวนัว
อาจกล่าวได้ว่าช่วงเวลาที่อยู่ในเมืองหลวงนั้นเป็นช่วงที่รุ่งโรจน์ที่สุดในวัยสิบสี่ปีของลูเยีย
แต่บัดนี้เพียงแค่ผ่านไปเพียงกว่าสามปี เมื่อหวนคำนึงถึงเรื่องราวในอดีตเหล่านี้ ลูเยียกลับรู้สึกราวกับมันเป็นเรื่องในชาติภพก่อน
‘การไปเมืองหลวงต้าเฉียนในครั้งนี้ต้องไปสายลับที่มีความเกี่ยวข้องกับท่านอารองก่อนเป็นอันดับแรก’
ลูเยียครุ่นคิดในใจ
ท่านอารองสลูซิงอีได้ทิ้งจดหมายฉบับหนึ่ง แหวนปั้นจื่อหยกเขียวหนึ่งวงและป้ายหยกไร้ตัวอักษรหนึ่งชิ้นไว้
แหวนปั้นจื่อหยกเขียวเป็นสิ่งของสำคัญที่จะช่วยค้นหาบิดามารดาของลูเยีย
ส่วนป้ายหยกไร้ตัวอักษรนั้นเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปอย่างลึกลับของท่านอารอง ท่านอารองเคยกล่าวไว้ในจดหมายว่าหากลูเยียเดินทางไปยังเมืองหลวงในอนาคตจะมีคนมาหาเขาอย่างแน่นอน แล้วด้วยป้ายหยกไร้อักษรนี้ ลูเยียจะสามารถรับข้อมูลเกี่ยวกับท่านอารองจากอีกฝ่ายได้
สิ่งของทั้งสองสิ่งนี้ยามนี้ล้วนอยู่กับตัวลูเยียทั้งสิ้น สำหรับเขาแล้วการเดินทางไปยังเมืองหลวงของต้าเฉียนในครั้งนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โลกมนุษย์ของต้าเฉียนนั้นคือแผ่นดินภายใต้การปกครองของราชวงศ์เชียง
ตราบใดที่ตระกูลลูยังปักหลักอยู่ในดินแดนต้าเฉียน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกคุกคามจากราชวงศ์เชียง แม้จริงอยู่ที่ตระกูลลูมีเฒ่าจาวและเหล่าเฒ่าคอยคุ้มครอง แต่สมาชิกในตระกูลเหล่านั้นไม่อาจขังตัวเองอยู่ในเขตตระกูลโดยไม่ออกไปข้างนอกได้ตลอดชีวิต
นอกจากนี้ลูเยียยังต้องการทราบให้ชัดเจนว่าเมื่อครั้งสงครามที่ด่านเทียนหลางนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมบรรดาผู้อาวุโสในตระกูลจึงตายในสนามรบทั้งหมด และทำไมท่านอารองสลูซิงอีถึงได้หายตัวไปอย่างลึกลับ!
เชียงปอฉวีแห่งราชวงศ์เชียงเคยใช้เรื่องเหล่านี้มาข่มขู่เขานั่นย่อมหมายความว่าราชวงศ์เชียงรู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้!
หากต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็กล้าที่จะโค่นล้มจักรพรรดิลงจากบัลลังก์ หากพวกเจ้าคนราชวงศ์เชียงบีบคั้นข้า ลูเยีย จนถึงที่สุดก็อย่ามาโทษว่าข้าคว่ำโต๊ะเล่นงานพวกเจ้าก็แล้วกัน…
ลูเยียพึมพำในใจ หลังจากการประลองเดิมพันชีวิตครั้งนั้นเชียงปอฉวีเคยข่มขู่เขาสั่งให้เขาไปเมืองหลวงต้าเฉียนภายในหนึ่งเดือน
เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มีเจตนาดี
“ท่านใต้เท้า ท่านแน่ใจหรือว่าไม่ไปที่เขตหวงห้ามลึกลับที่หกกับข้าน้อย?”
อีกาหัวขาวอาจุมามันกำลังจะจากไปในอีกไม่ช้าเพื่อกลับไปรายงานต่อท่านยาย แม้มันจะใจกล้าบ้าบิ่นเพียงใดแต่ก็มิกล้าขัดคำสั่งของท่านยาย
“ไว้โอกาสหน้าเถิด” ก่อนหน้านี้อาจุเคยเอ่ยว่าผู้พิทักษ์สุสานท่านนั้นให้ลูเยียไปยังเขตหวงห้ามลึกลับที่หกอีกครั้ง เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งนักที่ต้องการปรึกษาหารือ
แต่ลูเยียไม่มีเวลาเลยจริงๆ
เขาต้องเดินทางไปถึงเมืองหลวงต้าเฉียนก่อนครบกำหนดเวลาหนึ่งเดือนเพื่อเตรียมการจัดการกับเรื่องราวของราชวงศ์เชียง
“เช่นนั้นก็ได้ขอรับ” อาจุไม่กล้าบังคับลูเยีย “เช่นนั้นข้าน้อยจะรอท่านอยู่ที่เขตหวงห้ามลึกลับที่หกตลอดเวลานะขอรับ”
ลูเยียพยักหน้า
หลังจากจัดการเรื่องราชวงศ์เชียงเสร็จสิ้น เขาก็ตังใจจะกลับไปเยี่ยมตระกูลสักครา และเขตหวงห้ามลึกลับที่หกก็อยู่ไม่ไกลจากเมืองเทียนเหอ
ไม่นานนักอีกาหัวขาวและราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณก็กล่าวลาจากไป
“ลูเยีย เจ้าจะไปทำอะไรที่เมืองหลวงต้าเฉียน?”
บรรพชนซิงหลินเดินเข้ามาหา “หรือว่าเจ้าเจอเรื่องยุ่งยากอะไรหรือ?”
เมื่ออยู่ต่อหน้าลูเยีย บรรพชนซิงหลินรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง แม้ปากจะยังเรียกขานนามลูเยียโดยตรงและมองเขาเป็นศิษย์สำนักกระบี่เกาสวรรค์ แต่ในใจกลับไม่กล้าคิดเช่นนั้นอีกต่อไป
“ไปเยี่ยมสหายเก่า”
ลูเยียแต่งเรื่องโกหกขึ้นมาอย่างง่ายดาย
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าต้องระวังตัวให้ดี เจ้าเคยทำลายพลังบำเพ็ญของบุตรหลานราชวงศ์เชียงหลายคน พวกเขาจะต้องเกลียดชังเจ้าถึงกระดูกดำ…”
สิ้นคำพูดของบรรพชนซิงหลิน เขาก็พูดต่อไม่ออกทันที ด้วยความสามารถของ ‘ท่านผู้อาวุโสลู’ ท่านนี้ จะไปสนใจภัยคุกคามเล็กๆ น้อยๆ จากราชวงศ์เชียงได้อย่างไร?
เหตุใดตนเองต้องมาคอยเตือนและเป็นกังวลแทนด้วย?
คนที่ควรกังวลน่าจะเป็นราชวงศ์เชียงต่างหาก!
ลูเยียมองออกถึงความคิดของบรรพชนซิงหลินได้ในแวบเดียว เขาจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ความเป็นห่วงของท่าน บรรพชน ทำให้ข้ารู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก หากมีความจำเป็นข้าจะส่งสารมาขอความช่วยเหลือจากท่านและสำนักอย่างแน่นอน”
คำพูดนี้ทำให้บรรพชนซิงหลินรู้สึกสบายใจอย่างยิ่ง ดวงตาคมเข้มของเขาก็เผยรอยยิ้มออกมา
“เจ้าวางใจเถิด เรื่องเกี่ยวกับตัวเจ้าข้าสัญญาว่าจะไม่พูดออกไปแม้แต่คำเดียว!”
บรรพชนซิงหลินตบออกรับประกัน!
ลูเยียยิ้มหยิบไหเหล้าออกมาแล้วส่งให้บรรพชนซิงหลิน
“ข้าไม่ปิดบังท่านบรรพชน ข้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำเท่านั้น ข้าไม่ใช่ท่านผู้อาวุโสลูอะไรทั้งนั้น เป็นเพียงสมาชิกตระกูลลูจากเมืองเทียนเหอเท่านั้น”
บรรพชนซิงหลินหัวเราะกล่าวว่า “ข้าเชื่อเจ้า เจ้าไม่จำเป็นต้องอธิบาย ข้าจะช่วยเจ้าปิดบังความลับเอง รับรองว่าจะไม่มีใครรู้ตัวตนที่แท้จริงของเจ้าอย่างแน่นอน”
ลูเยีย “……”
เอาเถอะ อธิบายไปก็เปล่าประโยชน์เสียแล้ว
เมื่อมาถึงเขตแดนของจงโจว ลูเยียก็กล่าวคำอำลาจากสิบสี่มณฑลอันกว้างใหญ่ เมืองหลวงตั้งอยู่ภายในเขตจงโจวแห่งนี้เอง
ปราณดาบสีเขียวมรกตสายหนึ่งทอดยาวราวสายรุ้งปรากฏขึ้นใต้เท้า ลูเยียพาเขาพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว
เหนือท้องนภามีหมู่เมฆสีขาวลอยล่อง ถูกปราณดาบที่ทอดยาวราวกับสายรุ้งกรีดผ่านจนเป็นรอยเส้นตรงแนวยาวเหยียด เมื่อบรรลุถึงขอบเขตแก่นทองคำแล้วก็ย่อมจะสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างอิสระเสรี ท่องไปทั่วหล้าอย่างสำราญใจ
และลูเยียในตอนนี้แม้จะพกดาบติดกาย แต่หากกล่าวให้ถูกต้องแล้วหลังจากที่ได้ตระหนักรู้เจตจำนงดาบชิงซวีแล้ว เขาก็ได้กลายเป็นผู้ฝึกดาบที่แท้จริงแล้ว!
“ท่านผู้อาวุโสลูหนอ ท่านผู้อาวุโสลู ในโลกมนุษย์ธรรมดานี้จะมีขอบเขตแก่นทองคำเช่นท่านได้อย่างไร? การแสร้งปิดบังตัวตนเช่นนี้ช่างดูไม่เนียนเอาเสียเลย”
บนเรือสมบัติ บรรพชนซิงหลินพึมพำอย่างอารมณ์ดี
“หากข้าเชื่อคำพูดของท่านนั่นแหละคือสมองข้าฝ่อจริงๆ!”
เขาไม่รั้งรออีกต่อไป บรรพชนซิงหลินควบคุมเรือสมบัติกลับไปยังสำนักกระบี่เกาสวรรค์
เรื่องราวเกี่ยวกับลูเยียจำเป็นต้องปิดบังเอาไว้
สิ่งที่เขาสามารถรายงานได้มีเพียงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบรรพชนเหวินอวินเท่านั้น
“ริอ่านมีความรักระหว่างคนกับจิ้งจอกรึ! นางจิ้งจอกมันมีดีตรงใดกัน? เขาช่างนำความอัปยศมาให้ผู้ฝึกดาบจริง ๆ!”
เมื่อนึกถึงบรรพชนเหวินอวิน บรรพชนซิงหลินก็รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที
ในสายตาของเขา สตรีเพศมีแต่จะส่งผลกระทบต่อความเร็วในการชักดาบเท่านั้น!
แผ่นดินจงโจวนั้นกว้างใหญ่ไพศาลและเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่งสมบูรณ์ ในสิบสี่มณฑลของต้าเฉียนไม่มีที่ใดสามารถเทียบกับจงโจวได้ ทั้งตระกูลผู้พิทักษ์แผ่นดิน แปดสำนักศึกษาต้าเฉียน และราชวังของต้าเฉียนล้วนตั้งอยู่ในเขตแดนของจงโจว
ถือโอกาสแวะไปตระกูลเซียเสียหน่อยหนึ่งเพื่อไปเยี่ยมแม่ทัพเซียหลิงชิวสอง เพื่อสืบข่าวสถานการณ์ของราชวงศ์เชียง…
ลูเยียบังคับปราณดาบพาดผ่านท้องฟ้าเหาะเหินไปใต้ขอบฟ้า
ตระกูลเซียในฐานะที่เป็นหนึ่งในตระกูลผู้พิทักษ์แผ่นดิน ตั้งมั่นอยู่ในเมืองอี้
เมืองนี้อยู่ห่างจากเมืองหลวงต้าเฉียนเพียงแค่สามร้อยลี้เท่านั้น ที่จริงแล้วดินแดนที่แปดตระกูลผู้พิทักษ์แผ่นดินตั้งมั่นอยู่นั้นแทบจะล้อมรอบเมืองหลวงต้าเฉียนไว้ทั้งสี่ด้าน สร้างเป็นกำแพงปกป้องห้อมล้อมเมืองหลวงต้าเฉียนไว้ภายใน
ระหว่างเส้นทาง ทันใดนั้นก็มีพลังลมปราณอันทรงพลังราวกับคลื่นสัญญาณไฟพุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้าขวางอยู่บนเส้นทางเบื้องหน้าของลูเยีย
ลูเยียหยุดฝีเท้าลงอย่างเงียบเชียบ
เกือบจะในเวลาเดียวกันพร้อมกับพลังลมปราณที่พุ่งตรงสู่ท้องฟ้านั้น ชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่สวมอาภรณ์สีแดงปรากฏกายขึ้นใต้ขอบฟ้า
“ลูเยีย ข้าคือ ‘หวงหลงหยวน’ แม่ทัพอาภรณ์สีแดงแห่งกรมตรวจการเสวียนจิง ได้รับคำสั่งใหม่กลับเจ้าไปยังเมืองหลวง!”
“ตามข้ามาเถอะ!”
ชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่เอ่ยปากด้วยเสียงทรงพลังกังวานประดุจเสียงอสนีบาตสั่นสะเทือนวิญญาณ
ลูเยียอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนถามว่า “ท่านหาข้าพบได้อย่างไร?”
มันช่างน่าประหลาดเหลือเกิน ตัวเองเพิ่งจะเข้าสู่เขตแดนจงโจวไม่ถึงสามชั่วยามเท่านั้น ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยรบกวนขุมกำลังใดๆ เลย อีกฝ่ายสามารถค้นพบตัวเขาได้อย่างแม่นยำในเวลาอันสั้นเช่นนี้ได้อย่างไร?
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน!