บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 231 ขอท่านผู้อาวุโสลูโปรดประทานนาม!
ภายในถ้ำพำนักลูเยียนั่งขัดสมาธิ จิตใจเคลื่อนไหว แสงสีฟ้าอมเขียววูบหนึ่งไหลวนรวมตัวกลายเป็นรูปธรรมที่แปรสภาพมาจากเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถี ภาพนั้นคือทัศนียภาพท้องฟ้าอันเลือนลางและว่างเปล่า เมื่อมองดูเหมือนเงาของท้องฟ้าสีเขียวครามที่ถูกตัดออกมา ทว่ายามที่มันปรากฏขึ้น พลังดาบอันน่าสะพรึงกลัวที่ทั้งลึกลับและกว้างใหญ่ไพศาลได้ปกคลุมทั่วทั้งถ้ำพำนักอย่างฉับพลัน
เจตจำนงดาบนั้นปรากฏเหมือนกับท้องฟ้าสีเขียวครามของมหาวิถี แสดงถึงพลังลึกลับที่ยากจะคาดเดา เพียงเหลือบมองก็ราวกับกำลังแหงนมองม่านฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล มีสง่าราศีอันยิ่งใหญ่ที่กดข่มทุกสรรพสิ่งและเป็นหนึ่งเหนือหล้า!
ภายใต้การโอบล้อมของสัญลักษณ์เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์นี้ ลูเยียที่นั่งขัดสมาธิอยู่ดูประหนึ่งเป็นเทพเจ้าที่ประทับอยู่บนนภาสีครามอันสูงส่ง กำลังทอดพระเนตรลงมามองดูเหล่าโลกทั้งหลาย!
นี่คือเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีที่ลูเยียเพิ่งจะควบแน่นสร้างขึ้นมาได้สำเร็จ ซึ่งหลอมรวมจากเจตจำนงดาบชิงซวี อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ชิงซวี’
“ลองทดสอบพลังดูสักหน่อย”
ลูเยียยกมือขึ้นแล้วใช้เคล็ดวิชามหาดารา เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ชิงซวีเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นรอยฝ่ามือหนึ่ง ภายในรอยฝ่ามือปรากฏท้องฟ้าดาราอันกว้างใหญ่ไพศาลสีคราม มีดวงดาวนับไม่ถ้วนหมุนวนอยู่ภายใน พลังดาบอันทรงอำนาจน่าเกรงขามก็แผ่ซ่านออกมาจากรอยฝ่ามือนั้นด้วย
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือความเกรียงไกรของพลังลมปราณที่ปลดปล่อยออกมาจากฝ่ามือ กดดันจนค่ายกลป้องกันที่ปกคลุมถ้ำพำนักแห่งนี้สั่นสะเทือนปั่นป่วน!
‘ไม่รู้ว่าหากฝ่ามือนี้ฟาดลงไปจะสามารถสังหารปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ขั้นใดได้บ้าง’
ในสมองของลูเยียแวบผ่านภาพของเหล่าปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ทีละคนอย่างรวดเร็ว ทว่าเขากลับยังไม่แน่ใจนัก ท้ายที่สุดแล้วมหาวิถีของเขาพิเศษและแหวกแนวเกินไป ไม่เหมือนใครในโลก และบัดนี้ได้หลอมรวม ‘เจตจำนงดาบชิงซวี’ จนกลายเป็นเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีของขอบเขตแก่นทองคำ หากไม่ได้ต่อสู้กับศัตรูด้วยตัวเองก็ย่อมยากที่จะประเมินพลังการต่อสู้ในตอนนี้ได้
ลูเยียหันมองสำรวจภายในตัวเอง เขาพบว่าภายในจุดตันเถียนมีมหาวิถีแก่นทองคำที่แปลงร่างเป็นดาบแห่งวิถีรูปลักษณ์ลึกลับ มีเจตจำนงดาบชิงซวีแผ่ซ่านอยู่
สิ่งที่อัศจรรย์ที่สุดคือมหาวิถีแก่นทองคำดูเหมือนจะเข้ากันได้อย่างเป็นธรรมชาติกับเจตจำนงดาบชิงซวี ทั้งสองหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนราวกับเป็นหนึ่งเดียวกันมาแต่กำเนิด!
“นี่เป็นเพียงพลังขั้นเริ่มต้นระดับที่หนึ่งของเจตจำนงดาบชิงซวีเท่านั้น หากยกระดับขึ้นไปอีกขั้นไม่รู้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นไร” ลูเยียรู้สึกคาดหวังยิ่งนัก
ในวันนั้นลูเยียออกจากถ้ำพำนักแล้วมารวมตัวกับบรรพชนซิงหลิน เขาตัดสินใจว่าจะออกเดินทางในวันนี้ มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงต้าเฉียน
“ท่านใต้เท้า นี่คือสินน้ำใจเล็กน้อยจากพวกเรา หวังว่าท่านจะยอมรับไว้”
บรรพชนขงเชิ่ง บรรพชนปาเฟิงและบรรพชนคนอื่นๆ อีกสามท่านได้เตรียมของขวัญไว้ล่วงหน้าและมอบให้ลูเยียในยามนี้ เป็นกล่องหยกถึงหกใบ รูปทรงแตกต่างกัน ของขวัญภายในย่อมไม่ซ้ำกันอย่างแน่นอน
ลูเยียครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะรับไว้ “ขอบคุณพวกท่านมาก”
ขงเชิ่งกับคนอื่นๆ ต่างรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอกพลางยิ้มแย้มออกมาด้วยความยินดี ก่อนหน้านี้พวกเขาลวนกลัวว่า ‘ท่านผู้อาวุโสลู’ จะปฏิเสธไม่ยอมรับน้ำใจ
“ท่านใต้เท้านี่เป็นเพียงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นจากเผ่าปีศาจปีศาจ ขอท่านโปรดรับไว้ด้วย!”
ในเวลานั้นบรรพชนหลิงเจินก็มามอบของขวัญเช่นกัน เขาหยิบแหวนเก็บของสีดำออกมาวงหนึ่งแล้วส่งให้ลูเยีย
“ท่านเองก็ยังจะมาเกรงใจข้าอีกหรือ?” ลูเยียถอนหายใจเบาๆ
บรรพชนหลิงเจินรีบกล่าวว่า “ไม่ได้เกรงใจแต่แต่อย่างใด เป็นเพียงแค่น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น! หากท่านไม่รับไว้กลับจะทำให้พวกเรารู้สึกไม่สบายใจ!”
ลูเยียไม่ได้ปฏิเสธและรับแหวนเก็บของเอาไว้ ทันใดนั้นบรรพชนหลิงเจินก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก การมอบของขวัญก็เป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง และการทำให้ฝ่ายตรงข้ามยอมรับของขวัญนั้นยิ่งต้องใช้ความพยายามมากขึ้นไปอีก
โชคดีที่ท่านใต้เท้าลูไม่ได้มองเผ่าปีศาจปีศาจของพวกเขาเป็นคนนอก จึงรับของไว้!
ไม่เพียงแต่ลูเยียเท่านั้น แม้แต่บรรพชนซิงหลินก็พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย โดยได้รับ ‘ของขวัญเล็กน้อย’ ที่เผ่าปีศาจปีศาจจัดเตรียมไว้ให้เช่นกัน
“บรรพชนซิงหลิน พวกเราไปกันเถิด” ลูเยียกล่าว เขาทราบมาว่าบรรพชนเหวินอวินไม่ได้คิดจะกลับสำนัก แต่เลือกที่จะรั้งอยู่ที่นี่เพื่อเป็นบุตรเขยของเผ่าปีศาจชิงชิว…
รอจนกว่าบุตรของเขากับชิงชิวหวานเอ๋อร์จะลืมตาดูโลก เขาจึงจะพิจารณาเรื่องการกลับสำนักอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ลูเยียก็ขี้เกียจจะใส่ใจ
อย่างไรก็ตามเขาได้ทำภารกิจครั้งนี้สำเร็จแล้ว เท่านีก็เพียงพอแล้ว
“ท่านผู้อาวุโสลู ผู้น้อยมีเรื่องขอร้องอันไม่เหมาะสมนัก หวังว่าท่านจะกรุณาช่วยเหลือ”
ชิงชิวหวานเอ๋อร์รวบรวมความกล้าก้าวเดินมาเบื้องหน้าพลางทำความเคารพลูเยีย ข้างกายของนางคือบรรพชนเหวินอวินที่ติดตามมาด้วย เมื่อวานนี้บรรพชนเหวินอวินได้ทราบเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว
และเขายังรู้ว่า ‘ท่านผู้อาวุโสลู’ ผู้นี้ เพื่อฉินชิงหลี่จึงเลือกที่จะซ่อนตัวฝึกฝนอยู่ในสำนักกระบี่เกาสวรรค์ สิ่งนี้ทำให้บรรพชนเหวินอวินรู้สึกราวกับได้พบสหายร่วมอุดมการณ์ ตนเองยอมทุ่มเททุกสิ่งเพื่อหวานเอ๋อร์แล้วผู้อาวุโสลูท่านนี้เล่า มิได้ทำเช่นเดียวกันหรอกหรือ? พวกเราช่างเป็นคนประเภทเดียวกันโดยแท้!
แต่ถึงกระนั้นคำพูดเหลานี้บรรพชนเหวินอวินย่อมไม่กล้าเอ่ยออกมา
“เรื่องอันใดหรือ? เจ้าลองว่ามา” ลูเยียเอ่ยถาม
ชิงชิวหวานเอ๋อร์สมกับเป็นทายาทจิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง ผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะ ใบหน้าเยาว์วัยเหมือนหญิงสาว งดงามล่มเมืองและมีเสน่ห์เย้ายวนใจโดยธรรมชาติ จึงไม่น่าแปลกใจที่บรรพชนเหวินอวินจะหลงใหลในตัวนางถึงเพียงนี้ แม้แต่ตัวเขาเองที่กำลังมองอยู่ก็ยังต้องระงับความคิดฟุ้งซ่านในใจ
ชิงชิวหวานเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงไพเราะว่า “ทารกในครรภ์ของผู้น้อยยังไม่มีชื่อ ผู้น้อยจึงขอบังอาจขอให้ท่านผู้อาวุโสโปรดเมตตาประทานนามให้แก่เด็กคนนี้ด้วยเจ้าค่ะ”
ว่าแล้วนางก็ก้มตัวคารวะอ้อนวอน
บรรพชนเหวินอวินก็รีบกล่าวเสริมว่า “ขอผู้อาวุโสลูโปรดเมตตาด้วย!”
ลูเยียครุ่นคิดเล็กน้อย ประทานนามงั้นหรือ?
เกรงว่าคงมิได้เรียบง่ายเพียงแค่นั้น เผ่าปีศาจชิงชิวได้ยอมสวามิภักดิ์ต่อเผ่าปีศาจปีศาจแล้ว สถานการณ์ในอนาคตย่อมแปลกแยกกว่าเดิมอย่างแน่นอน
การที่ชิงชิวหวานเอ๋อร์ทำเช่นนี้เห็นได้ชัดว่านางต้องการให้บุตรในครรภ์และตัวนางเองมีความสัมพันธ์กับเขาเพื่อบรรลุเป้าหมาย ‘มารดาได้รับเกียรติเพราะบุตร’
ถึงอย่างไรชื่อของเด็กคนนั้นก็เป็นเขาเองที่เป็นคนตั้งให้ ในภายหน้าเผ่าปีศาจปีศาจย่อมมิกล้าบีบคั้นพวกเขาหนัก ยิ่งไปกว่านั้นด้วยความสัมพันธ์เช่นนี้ สถานะของชิงชิวหวานเอ๋อร์และบุตรของนางในเผ่าปีศาจชิงชิวก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย!
แม้จะมองเจตนาออกทะลุปรุโปร่งแต่ลูเยียก็ไม่ได้เปิดโปงออกไป เขามองไปยังบรรพชนหลิงเจิน “ท่านพี่หลิงเจิน เรื่องการตั้งชื่อนี้ให้ท่านเป็นผู้จัดการเถิด” เขาไม่อยากจะผูกพันพันธะแห่งเหตุและผลโดยไม่จำเป็น
หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าบรรพชนเหวินอวิน เขาคงปฏิเสธไปตรงๆ แล้ว แทนที่จะขอให้บรรพชนหลิงเจินมาจัดการเรื่องนี้
บรรพชนหลิงเจินกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “เมื่อเป็นคำสั่งจากท่านใต้เท้า ผูเฒ่าเช่นข้าย่อมไม่กล้าปฏิเสธ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ต้องไม่ทำอย่างประมาท ขอรอให้ข้าเลือกฤกษ์ยามดีๆ ในวันหน้าแล้วปรึกษาหารือกับเผ่าปีศาจชิงชิว ก่อนจากนั้นจึงตั้งชื่อให้ ไม่ทราบว่าท่านใต้เท้าจะเห็นด้วยหรือไม่?”
ลูเยียพยักหน้า “ทำเช่นนั้นก็แล้วกัน”
เห็นได้ชัดว่าบรรพชนหลิงเจินล่วงรู้ความคิดของชิงชิวหวานเอ๋อร์แล้ว แต่ด้วยการรักษาหน้าของตัวเองเขาจึงตกลงรับปาก
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโส ขอบคุณท่านบรรพชนหลิงเจินเจ้าค่ะ!”
ชิงชิวหวานเอ๋อร์รีบขอบคุณทันที แม้ลูเยียจะไม่ได้ประทานนามด้วยตนเองจะทำให้นางรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่การได้รับนามจากบรรพชนหลิงเจินก็นับว่าเพียงพอแล้ว บรรพชนเหวินอวินก็โค้งกายแสดงความขอบคุณเช่นกัน
ลูเยียไม่ได้พูดอะไรอีก ในใจเขาไม่เห็นด้วยกับการเลือกของบรรพชนเหวินอวินนัก แต่แต่ละคนย่อมมีความปรารถนาของตน จึงทำได้เพียงเคารพการตัดสินใจนั้น
ในวันนั้นภายใต้การคุ้มกันจากเหล่าบรรพชน ลูเยีย บรรพชนซิงหลินและอาจารย์ รวมถึงราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณได้ออกเดินทางจากเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ไปพร้อมกัน
และในวันเดียวกันนั้นเอง แดนรัตติกาลลึกลับ
“เพียงยกมือก็สามารถสลายหายนะจากสมบัติตกทอดแห่งเทียนจินได้ ยังทำให้นกลุ่มตนที่มีสถานะประดุจเทพเซียนพากันก้มหัวขอบพระคุณด้วยความซาบซึ้ง?”
หลังจากฟังจงหลีซีรายงานจบ มหาปุโรหิตอีเทียนถึงกับนิ่งอึ้งไป จิตใจสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
เขาย่อมรู้แจ้งว่าการที่สามารถทำได้ถึงขั้นนี้หมายความว่าอย่างไร หลังจากเวลาผ่านไปนานมหาปุโรหิตอีเทียนก็กลับมามีสติอีกครั้ง
“เด็กน้อย นับจากวันนี้เป็นต้นไปเจ้าจะเป็นศิษย์ปิดประตูของข้า และต่อไปเจ้าสามารถฝึกฝนในสระสวรรค์จันทร์โลหิตได้!”
มหาปุโรหิตอีเทียนเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
มหาปุโรหิตรับตนเป็นศิษย์ปิดประตูแล้วอย่างนั้นหรือ?
จงหลีซีตะลึงงัน นางแทบไม่อยากเชื่อหูตนเองจนนึกว่ากำลังฝันไป หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นจนเสียกิริยาไปสิ้น
นางจะไม่เข้าใจได้อย่างไร การกระทำของมหาปุโรหิตอีเทียนเช่นนี้มีความเกี่ยวข้องกับท่านผู้อาวุโสลูผู้นั้น?