ถ้าผมเกิดใหม่ใน RPG? (So What if it’s an RPG World !?) - ตอนที่ 35
วอลทซ์ สมิว อายุ 47 ปี เพศชาย
นักเวทสายอัสนี เลเวล 27 ผู้ประดิษฐ์ตุ๊กตา เลเวล ??
เป็นกลาง แข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยว มือแห่งตุ๊กตา นักธุรกิจอาวุโส หอการค้าตุ๊กตาสมิว วาจาอัสนี ดวงตาไร้ขอบเขต ช่างเทคนิค ผู้บุกเบิก ???
หลังจากอัพสกิลก็สามารถเห็นอะไรได้มากขึ้นไม่น้อยจริงด้วย แค่มองไปก็สามารถรู้ข้อมูลของอีกฝ่ายได้พอสมควรเลย
แน่นอน ยังไงซะก็ยังมีความแตกต่างของเลเวล เลยยังมีบางส่วนที่มองไม่เห็น แต่ข้อมูลเบื้องต้นกลับพอจะเข้าใจได้
ถ้ามองเห็นข้อมูลได้มากกว่านี้ก็จะยิ่งดี ยังไงซะพวกเราก็เป็นคนที่มาจากยุคแห่งข้อมูลนี่
“ท่านพ่อ ได้ยินฟีลบอกว่า เขาพอจะรู้จักหนังสือที่ชื่อว่า ‘ฟิสิกส์’ เหมือนกับเลสเตอร์เลย”
เพิ่งนั่งลง เฮเลน่าก็พูดแบบนี้ทันที
ตอนเธอแนะนำคนอื่น เธอเริ่มแนะนำจากหนังสือที่คนนั้นอ่านงั้นเหรอ
“งั้นเหรอ มิน่าข้าถึงรู้สึกว่าพวกเจ้าต่างก็ดูพิเศษ”
“พิเศษเหรอ หรือคุณดูออกว่าผมกับเขามาจากต่างโลก”
“แน่นอน ไม่มีความหมายอย่างอื่นอีก เพียงแต่ข้าสงสัยมากว่าหนังสือเล่มนั้นเป็นหนังสืออย่างไรกันแน่”
“ผมแค่เคยอ่านมาบ้างเท่านั้น แต่ของนั่นก็ดูน่าประหลาดนี่ จริงไหมครับ”
“จริงด้วย…”
อีกฝ่ายชะงักเล็กน้อย จากนั้นก็ถามต่อไป
“ในเมื่อเจ้าเคยได้ยินหนังสือชื่อ ‘ฟิสิกส์’ แล้วเจ้าเคยได้ยินการเล่นแร่แปรธาตุในตำนานที่ชื่อว่า ‘เคมี’ หรือเปล่า”
“คือ…ผมไม่เคยได้ยินครับ”
ขอโทษทีนะครับอาจารย์เคมีของผม พอดีผมไม่ได้ตั้งใจเรียนเคมีน่ะ
แต่เลสเตอร์ช่างกล้าพูดทุกอย่างจริงๆ แม้แต่ของอย่างเคมีนายยังกล้าพูดออกมาตามใจชอบอีก
“อย่างนี้นี่เอง งั้นก็น่าเสียใจจริงๆ ก่อนหน้านี้เลสเตอร์เคยพูดถึงหนังสือเล่มนี้กับข้า แต่เขาบอกว่าเขาไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหาของมันเท่าไร”
“ในเมื่อมันเป็นของที่เยี่ยมยอด การพบเห็นได้ยากก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอครับ”
“มันก็จริง เอาละ ตอนนี้พวกเรามาทานอาหารเย็นกันก่อนเถอะ”
“เป็นเกียรติของผม”
สองชั่วโมงต่อมา ผมก็ออกมาจากร้านตุ๊กตาของตระกูลสมิว
ผมวาดภาพร่างของบอลลูนคร่าวๆ ทั้งยังเปลี่ยนส่วนที่ใช้เชื้อเพลิงเป็นเครื่องพ่นเวทสายไฟ ผมเลยแลกเปลี่ยนกับตำราเวทสายอัสนีกับตำราที่เกี่ยวข้องกับการสร้างตุ๊กตามาได้สำเร็จ
แม้โลกใบนี้จะมีสิ่งของที่ใช้บินได้ แต่ของแบบนั้นกลับสิ้นเปลือง MP เหมือนกับการเผาเงิน
คนในสถาบันของผมย่อมเผาได้อยู่แล้ว เพราะยังไงก็มีนักเวทอยู่เยอะแยะขนาดนั้น แต่ถ้าต้องใช้ของแบบนั้นเพื่อเป็นเครื่องมือขนส่งสินค้า มันต้องเป็นเรื่องที่ขาดทุนย่อยยับแน่ ดังนั้นการขนส่งสินค้าบนโลกใบนี้เลยยังคงใช้การขนส่งทางบก
ครั้งต่อไปวาดเครื่องบินก็คงดี มันคงเป็นการข้ามศตวรรษแน่
ผมเก็บสิ่งของที่ได้มาเข้าไปในแหวนเก็บของ แล้วเร่งฝีเท้าเดินไปยังสถานที่ที่ไม่มีคนเห็น
เมื่อมั่นใจว่าแถวนี้ไม่มีใคร ผมก็แปลงโฉมอีกทั้งยังเปลี่ยนเป็นสูทสีดำที่ซื้อมาก่อนหน้านี้
ตั้งแต่ที่ผมเปลี่ยนหน้าได้ ผมก็ซื้อชุดทุกอย่างที่ผมสามารถซื้อได้ เพื่อสะดวกต่อการแปลงโฉมในทุกเมื่อ
สำหรับทำไมผมถึงต้องทำแบบนี้ ก็เพราะต้องกลับไปสำรวจบ้านตระกูลสมิวอีกครั้งน่ะสิ
อย่างแรกคือเควสต์ที่ได้รับตอนก่อนหน้านี้ มันเกี่ยวข้องกับอาการป่วยของตระกูลสมิว
ถึงผมไม่ได้มีเจตนาร้ายหรือเจตนาอื่นอะไรต่อตระกูลพวกเขา แต่เควสต์ก็คือเควสต์ ยังไงค่าประสบการณ์ก็อยู่ที่นั่น ถ้าทำได้แล้วไม่ทำสิถึงเรียกว่าคนโง่
อีกทั้งเรื่องอย่างการนอนหลับในกรณีที่ค่าความเหน็ดเหนื่อยยังเต็มอยู่กลับกลายเป็นเรื่องเสียเวลา เพราะในเมื่อนอนฝันไม่ได้ก็ทำให้ผมรู้สึกว่ามันไม่ต่างอะไรจากการไม่ได้นอนหลับ
ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกประหลาดไม่ได้มีเท่านี้ แต่เพราะผมเห็นสิ่งของที่น่าสนใจมากมายในบ้านตระกูลสมิว
อย่างแรกคือสาวใช้ในบ้านพวกเขา
สาวใช้เลเวลราว 30 ยังไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไร แต่ถ้าในอาชีพมีคำว่า ‘นักฆ่า’ ไปจนถึงคำว่า ‘อาทิตย์อัสดง’ เป็นคำนำหน้าชื่อละก็ มันก็แปลกแล้ว
ถ้าผมจำชื่อนั้นไม่ผิด มันคงเป็นชื่อของสมาคมนักฆ่าแห่งหนึ่ง ยิ่งกว่านั้นคนที่เป็นมือสังหารยังเป็นลูกค้าระดับสูงอีกด้วย
ดูท่าวันนี้ตระกูลสมิวคงมีอันตรายแน่ แต่จะเป็นอันตรายยังไง รอเข้าไปก็คงรู้
ยิ่งกว่านั้นยังมีอีกเรื่อง นั่นคือตอนที่ผมมองรอบๆ ห้อง ผมสังเกตเห็นว่าอาคารหลังนี้เหมือนจะมีห้องใต้ดินอีก เพราะตอนที่ผมอยู่ชั้นที่หนึ่ง ผมเห็นชื่อของครู๊ซปรากฏอยู่ที่ใต้ชั้นหนึ่งประมาณยี่สิบเมตร อีกทั้งยังไม่ใช่ในสถานะตุ๊กตา แต่เป็นคนจริงๆ
จะดูยังไงมันก็เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องในเควสต์ ดังนั้นผมเลยต้องหาทางเข้าไปห้องใต้ดิน
“เกมลอบเร้นไม่ใช่ของถนัดฉันด้วยสิ ถ้ามีระบบเซฟเกมก็คงดีสิ”
บ่นอยู่คำหนึ่ง ผมก็กดสกิล ‘เบาเหมือนขนนก’ ‘ลอบเร้น’ และ ‘มองเห็นกลางคืน’ แล้วปีนขึ้นไปบนหลังคาอาคารข้างๆ อย่างรวดเร็ว
ทำไมผมต้องเข้าไปแบบนี้น่ะเหรอ…ช่วยไม่ได้นี่ เมื่อกี้ตอนอยู่ในบ้านสมิว ผมก็สังเกตเห็นได้จากบนมินิแมพว่าชั้นหนึ่งถึงเจ็ดของอาคารนี้ไม่มีหน้าต่างเลย นอกจากประตูใหญ่ก็ไม่มีทางเข้าออกอื่นอีก
บ้าเอ๊ย โลกใบนี้ก็ใช้หลักการว่าในบ้านต้องมีช่องระบายอากาศเหมือนโลกเดิมไม่ได้ด้วย หรือถึงมีผมก็ไม่รู้ว่าทางเข้าอยู่ที่ไหน
ผมเลยทำได้แค่ลงมือจากหน้าต่างชั้นแปด
“สะดุดตา ลมหายใจแห่งหมอก”
หมอกสีเขียวอ่อนลอยออกมาจากมือของผม แล้วโอบล้อมชั้นบนของบ้านตระกูลสมิวอย่างรวดเร็ว
ด้วยเอฟเฟกต์ของหมอก ลวดลายเวทมนตร์บนนั้นจึงเผยออกมาอย่างช้าๆ
มันแตกต่างจากเวทมนตร์อื่น ธาตเวทวายุเป็นธาตุที่เห็นได้บ่อยที่สุดบนโลกใบนี้ เบื้องต้นแล้วสถานที่ที่มีอากาศก็จะมีธาตุสายวายุ มันเลยทำให้เวทวายุมีเวทมากมายที่ใช้เพื่อสืบสวน เพราะพวกมันถูกสังเกตเห็นได้ยากนั่นเอง
“ที่แท้ด้านนอกของหน้าต่างทุกบานก็มีเวทป้องกันห่อหุ้มไว้นี่เอง ระบบความปลอดภัยสูงไปหรือเปล่าเนี่ย ครอบครัวนี้กำลังทำอะไรอยู่กันแน่”
มันช่างกระตุ้นความสนใจของผมจริงๆ ถึงผมจะไม่ค่อยสนใจเรื่องส่วนตัวของคนอื่นเท่าไร แต่สำหรับเรื่องประหลาดแล้ว ผมกลับสนใจอย่างมาก
และสิ่งที่น่าสนใจคราวนี้ดันเป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเขาพอดี มันเป็นความบังเอิญเท่านั้น
แต่ว่า…
ถึงผมจะตั้งความหวังไว้ว่าอาคารหลังนี้จะมีจุดอ่อนอะไรบ้าง แต่ดูแล้วปัจจัยก็ไม่เอื้ออำนวยอยู่ดี
ดูท่าคราวหน้าคงต้องเรียนรู้สกิลประเภทสะเดาะกลอนเวทมนตร์ทั้งหมดซะแล้ว ยังไงแม้ตอนนี้ผมจะมีอาชีพหลักเป็นนักเวทแล้ว แต่ผมกลับเรียนรู้สกิลเบื้องต้นของอาชีพอื่นได้แค่นิดหน่อย เพราะยังไงเรื่องน่าอายแบบนี้ก็ควรที่จะทำเองมากกว่า
แต่เมื่อไม่ได้เตรียมสกิลพวกนี้อย่างในตอนนี้ ผมก็ทำได้แค่ใช้สกิลที่จะใช้ได้มาแก้ปัญหา ถึงมันจะสะดวก แต่ก็เพราะสะดวกเกินไปเลยไม่ค่อยอยากใช้มันเท่าไร
“บลิงค์!”
วินาทีต่อมา ผมก็ปรากฏตัวในห้องน้ำชั้นแปดของบ้านสมิว ผมเคยมาในนี้ตอนที่กินข้าวเมื่อกี้ การบลิงค์มาที่นี่เลยไม่มีปัญหา
แต่ว่า…
เป็นเพราะมันง่ายเกินไปเลยไม่รู้สึกอะไรเลย
เอาเถอะ จัดการเควสต์ก่อนค่อยว่ากันเถอะ…ก่อนอื่นคือต้องรับรองความปลอดภัยของคนในบ้านสมิว ไม่งั้นเควสต์ก็คงดำเนินไปไม่ได้
ในเมื่อเป็นแบบนี้…งั้นไปหาสาวใช้ก่อนดีกว่า~