ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 565 ไม่ต้องเกรงใจ ได้ทุกคน
บทที่ 565 ไม่ต้องเกรงใจ ได้ทุกคน
เฉินเฉียงเดินไปหาคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เอ่ยปากออกมาด้วยรอยยิ้มที่กว้างขวาง
คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์สองคนนี้ความจริงแล้วเมื่อเห็นเฉินเฉียงเดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองก็หมายที่จะคุกเข่าลง เพราะต่างก็คิดว่าคำวิงวอนของพวกมันประสบผล และเพียงพวกมันคุกเข่าลงได้ เฉินเฉียงจะไว้ชีวิตพวกมัน
แต่ทั้งสองหารู้ไม่ว่าเฉินเฉียงนั้นไม่ยอมให้พวกมันได้ทำตามที่คิด
เฉินเฉียงได้ยกมือขวาขึ้นมา ก่อนจะทำการดีดนิ้วออกไป เสียงที่เกิดขึ้นจากนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วกลางของเฉินเฉียงได้ดังอย่างก้องกังวาน พร้อมๆกับที่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองคนได้มีเลือดไหลออกมาจากทวารทั้งเจ็ด
การใช้คลื่นเสียงทำลายวิญญาณกับสองคนนี้ยังเรียกได้ว่าเฉินเฉียงเปลืองแรงเกินไปด้วยซ้ำ และไม่จะเป็นต้องออกท่าทางแบบนี้
แต่เขาก็เชื่อว่าการออกท่าทางของเขาแบบนี้ มันจะทำให้คนเลวชาติเช่นเดียวกับสองคนนี้ได้รู้สึกถึงความสะพรึงกลัวขึ้นมาในจิตใจ
และเป็นไปอย่างที่เฉินเฉียงได้คิดเอาไว้ การฆ่าผู้บ่มเพาะที่ทรงพลังไปสองคนด้วยการยกมือดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว มันทำให้คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ใกล้ๆสูญเสียจิตใจที่หยิ่งผยองไปในทันที
ในตอนนี้ คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้รับรู้แล้วว่า ไม่ว่าพวกมันจะร้องขอยังไง เฉินเฉียงก็จะไม่มีทางปล่อยพวกมันให้รอดชีวิต
ต่อให้พวกมันอยากจะขัดขืนความตายที่ถูกหยิบยื่นมาให้ แต่พวกมันก็ยังอ่อนแอเกินไปอยู่ดี
เฉินเฉียงยังคงใช้วิธีการฆ่าหลากหลายวิธีที่เพียงพอที่จะให้ตกตายในบัดดล ชนิดที่ว่าไม่เพียงคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์จะไม่เคยเห็น แม้แต่วิธีการที่เฉินเฉียงใช้ก็ยังไม่ซ้ำกันเลยสักครั้ง นี่ทำให้จิตใจของพวกมันไม่อาจต้านทานไว้ได้อีก
มีเพียงความตายเท่านั้นที่รอพวกมันอยู่
ในตอนนี้ ที่หน้ากำแพงแสง ไม่หลงเหลือเสียงแห่งการโจมตีอีกต่อไป เสียงที่เหลืออยู่หากไม่ใช่เสียงถอดถอนลมหายใจก็เป็นเสียงสะดุ้งเฮือก พร้อมกับกลิ่นอายความตายที่ติดตามมา
ไม่มีเสียงร้องขอวิงวอนอีกต่อไป จะเหลือก็เพียงการเฝ้ารอความตายอยู่เงียบๆเพียงเท่านั้น
ไม่สิ ต้องบอกว่าเฉินเฉียงนั้นเปรียบได้ดั่งปีศาจร้าย ปีศาจที่บังคับให้พวกมันได้เห็นและรับรู้ถึงความเหนือชั้นในการฆ่าฟัน เฉินเฉียงได้ฆ่าพวกพ้องของพวกมันซ้ำไปซ้ำมาหลากหลายวิธีการ จนพวกมันทำได้เพียงหวาดกลัวและทำได้เพียงรอคอยความตายที่พวกมันไม่รู้จักเพียงเท่านั้น
มันคือโทษทัณฑ์สมบูรณ์
แต่เป็นเพียงตอนที่เฉินเฉียงฆ่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ไปได้อีกเพียงสิบกว่าคน เฉินเฉียงก็หยุดมือ
เขารู้สึกว่าโทษทัณฑ์ที่เขามอบให้ยังไม่สาสมและเพียงพอที่จะทำให้คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้เรียนรู้หลาบจำก่อนตกตายไป
ต่อให้เฉินเฉียงไม่ได้ลงมือทำอะไร แต่เฉินเฉียงไม่มีวันปล่อยคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ไปอย่างแน่นอน
เพราะในมุมมองของเฉินเฉียง ไม่เพียงแค่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้จะสมควรตาย ด้วยการที่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต กับผู้บ่มเพาะที่เดินบนเส้นทางที่ชั่วร้ายเช่นนี้ ไม่สมควรจะคงอยู่บนโลกหรือแม้แต่ได้ขึ้นสรวงสวรรค์
เพียงเพื่อจะเพิ่มระดับบ่มเพาะของตน กลับยอมเป็นฐานรากให้กับสัตว์ปีศาจหรือก็คือหุ่นเชิดโลหิต นี่ไม่ได้ต่างไปจากการทำตัวท้าทายสรวงสวรรค์ขัดกฎเกณฑ์แห่งโลกมนุษย์
นับแต่เฉินเฉียงมีระดับบ่มเพาะที่สูงขึ้น เขาก็มีความเข้าใจในวิธีการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการบ่มเพาะมากขึ้น
และด้วยที่เขามีความเข้าใจเกี่ยวกับกฎของโลก(เต๋าแห่งฟ้าดิน)มากขึ้น ในทันทีที่เขายกระดับบ่มเพาะขึ้นมา มันก็ทำให้เขามีมุมมองต่อทุกสิ่งเปลี่ยนไป
หากว่ากันตรงๆ จากการที่เฉินเฉียงได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาภาพวาดแห่งห้วงมหาสมุทรก่อนหน้า มันทำให้เฉินเฉียงเข้าใจได้บ้างว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนมีบางสิ่งที่มีความเชื่อมโยงกันอยู่บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายหรือดีงาม ล้วนแล้วแต่มุ่งหวังเพียงสิ่งเดียว นั่นก็คือการพยายามมีชีวิตอยู่
ขนาดหุ่นเชิดโลหิตที่เขารังเกียจที่สุด หรือแม้แต่สัตว์ปีศาจที่เป็นภัยร้ายของทั้งสองโลก พวกมันก็ยังอยู่ภายใต้การดิ้นรนเพื่อมีชีวิตนี้
ดังคำกล่าวที่ว่า ดีไม่แท้ ชั่วไม่จริง จะมีก็เพียงความจริงที่ดำเนินไปตามกฎแห่งโลกนี้เพียงเท่านั้น
และนี่จะทำให้ความหวังของมนุษย์ที่ว่าให้ความชั่วร้ายหมดจากโลกใบนี้จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกสูญสิ้นไปเพียงเท่านั้น
หากจะให้อธิบายตามกฎของโลก สัตว์ปีศาจพวกนี้จะมีประโยชน์อย่างบ้าง ก็คือการยอมร่วมมือกับเผ่าพันธุ์อื่นเพิ่มเกื้อหนุนกันและกัน เติบโตไปด้วยกัน ไม่แยกจากไปไหน
แต่การเข้าใจกฎของโลกได้ก็ถือได้ว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนการปฏิบัติจริงก็ถือได้ว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง การกระทำภายใต้กฎของโลกย่อมส่งผลที่แตกต่างกันไป และส่งผลลัพธ์ได้ถึงขั้นแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
เปรียบได้ดั่งกฎของโลกเป็นเพียงร่างกายที่เย็นเฉียบ จะดีจะร้ายก็ขึ้นอยู่กับผู้บ่มเพาะที่เป็นเลือดเนื้อและแขนขาที่ขับเคลื่อนทุกสิ่งให้ปรากฏ
ก็เหมือนอย่างการที่เฉินเฉียงยังไม่กลับไปโลกมนุษย์ในตอนนี้
ย้อนกลับไป ฮูเตี๋ยนได้บอกกับเขาไว้ว่าฮุยตู๋ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อรักษาดุลยภาพของโลกมนุษย์จากการรุกรานภายนอก ความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์ทั้งสาม เขาไม่เคยยุ่งเกี่ยว
หากไม่เฉินเฉียงได้กระตุ้นเตือนไปว่าหากฮูเตี๋ยนไม่เร่งจัดการศึกภายใน ต่อให้ป้องกันการรุกรานจากโลกภายนอกไปได้ ทั่วทั้งโลกก็คงจะเหลือเพียงขี้เถ้าที่บังเกิดจากสงครามภายในไปแล้ว ไว้ให้ปกป้องเพียงเท่านั้น
หากว่าการตามตรง การคงอยู่ของฮุยตู๋ไม่เพียงพอที่จะต้านทานการรุกรานจากโลกภายนอกได้เลยสักนิด
ต่อให้ไม่มีการชี้นำจากเศษเดนโลกมนุษย์อย่างฮั่นจุย ยามที่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์เหยียบย่างเข้าไปในโลกมนุษย์ได้ ก็คงไม่เหลือใครให้พวกมันได้เก็บเกี่ยวเป็นอาหารเลือดเลยสักคนเดียว
เฉินเฉียงเอง แม้ในตอนนี้จะเข้าในกฎแห่งโลกขึ้นมาบ้าง แต่นอกจากเป็นผู้บ่มเพาะแล้ว เขายังเป็นสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์
มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ
และนี่ทำให้แต่เดิม แม้เขาจะปฏิเสธการคงอยู่ของผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต และสัตว์ปีศาจ จนหมายมั่นปั้นมือว่าจะกวาดล้างพวกมันให้หมดสิ้น
แต่กระนั้น เขาเชื่อว่าด้วยกฎของโลกที่คงอยู่ ไม่มีทางเลยที่สัตว์ปีศาจเหล่านี้จะสูญสิ้นไปได้ หรือ ต่อให้พวกมันสูญสิ้นไปได้ก็ตาม แต่ด้วยกฎแห่งโลก สิ่งชั่วร้ายรูปแบบใหม่ก็จะปรากฏ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความชั่วและความดี
แต่หากว่าเขาไม่ทำอะไรเลย สัตว์ปีศาจเหล่านี้จะกลายเป็นตัวตนที่ทรงพลัง และจะกลืนกินทุกชีวิตของทั้งสองโลกให้หมดไป
ยิ่งเป็นผู้บ่มเพาะที่ทรงพลัง ความรับผิดชอบยิ่งใหญ่หลวง
แน่นอนว่าเฉินเฉียงจะไม่ยอมปล่อยให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น
เมื่อมองไปทางคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ยังเหลืออยู่ในพื้นที่ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของตน เฉินเฉียงได้เปิดโลกใบเล็กของตน ก่อนจะใช้พลังจิตนำพาคนของวิหารศักดิ์สิทิ์ที่เหลือเอาไวในโลกใบเล็กจนหมดสิ้น
ยังดีที่เฉินเฉียงได้ใช้วิธีการฆ่าฟันก่อนหน้าจนทำให้คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์จิตใจปั่นป่วนเกินกว่าที่จะตอบสนองอะไรได้ จึงทำให้สามารถนำพาทั้งหมดเข้าไปในโลกใบเล็กของตนได้อย่างง่ายดาย ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ต่อให้เขาจะมีพลังจิตที่สูงล้ำขนาดไหนก็ตาม มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะนำผู้ทรงพลังทั้งหลายเหล่านี้ไปไว้ในโลกใบเล็กของตน แม้ทั้งหมดจะมีระดับบ่มเพาะเทียบเท่าเขาไปแล้วก็ตาม
และนี่ทำให้เฉินเฉียงสูญเสียพลังจิตไปกว่าครึ่งหนึ่งเพื่อรัดตรึงผู้บ่มเพาะเหล่านี้ไปอยู่ในโลกใบเล็กของตน
ต่อให้หยางตูและคนอื่นๆที่มีระดับบ่มเพาะเท่ากับเฉินเฉียง การที่พวกเขาจะนำผู้บ่มเพาะที่อยู่ในระดับเดียวกันไปไว้ในโลกใบเล็กของตนจะไม่ใช่เรื่องที่เกินความสามารถก็ตาม
แต่ด้วยพลังจิตที่มีอยู่ไม่สูงมาก หากพวกเขาจะทำก็ทำได้เพียงนำพาเข้าไปได้แค่คนเดียวก็เต็มกลืนแล้ว ยังไม่รวมถึงเรื่องที่ต้องแบ่งพลังจิตมาสะกดข่มผู้บ่มเพาะคนนั้นไว้อีก
ยังไม่รวมถึงเรื่องที่ว่าหากทำไปแล้วแล้วในระหว่างการต่อสู้ พลังฟ้าดินในโลกใบเล็กลดต่ำจนเกินกว่าจะสะกดข่มผู้บ่มเพาะระดับราชาเหนือราชาขั้นสูงไว้ได้ หากว่าพวกเขาไม่ถูกฆ่าจากผู้บ่มเพาะที่กำลังติดพันต่อสู้ ก็ต้องถูกผู้บ่มเพาะที่กักขังไว้ในร่างทำลายโลกใบเล็กของพวกเขาจนส่งผลตกตายอยู่ดี
นี่จึงทำให้หยางตูและคนอื่นๆที่พัวพันในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ กล้าคิด แต่ไม่กล้าที่จะทำ
หลังจากที่เฉินเฉียงเห็นว่าตนเองสามารถสะกดข่มคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดไว้ได้อย่างไม่มีปัญหา เฉินเฉียงก็ได้ใช้พลังเหนือมนุษย์หลบหนีแสงระดับเก้าและทักษะเคลื่อนย้ายพริบตา พุ่งเข้ากำแพงแสงไป
ในตอนนี้ เฉินเฉียงที่ก้าวผ่านกำแพงแสงเข้ามา เมื่อได้เห็นว่าร่างวิญญาณของราชาจักรพรรดิทั้งสามเลือนลานลงไปยิ่งกว่าเดิม แต่กระนั้นก็ยังคงโจมตีกำแพงแสงอย่างเต็มกำลัง นี่ทำให้เฉินเฉียงรู้สึกเจ็บปวดราวกับหัวในที่ถูกมีดกรีดแทง
เฉินเฉียงไม่คิดโทษร่างวิญญาณของราชาจักรพรรดิทั้งสามที่ทำร้ายเขาจนโลกใบเล็กของเขาต้องเสียหายและชีวิตนับหมื่นต้องตกตายแม้แต่น้อย
เพราะไม่ว่ายังไงก็ตาม เฉินเฉียงรู้ดีว่าตอนนี้ทั้งสามได้สูญเสียห้วงจิตสำนึกไปแล้ว หากจะโทษก็คงได้แต่โทษตัวเขาเองที่มั่นใจว่าตนเองแข็งแกร่งพอที่จะดำเนินการตามแผนการที่คิดไว้ เลยไม่ได้ระวังหากมีสิ่งผิดพลาด
ในจุดที่ห่างไกลจากร่างวิญญาณทั้งสามไปร้อยเมตร เฉินเฉียงได้ปลดปล่อยหุ่นเชิดซากศพระดับราชาเหนือราชาออกมาตนหนึ่ง นี่เป็นหุ่นเชิดซากศพของตนจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เขาพึ่งจะนำไปกักขังไว้ในโลกใบเล็กของเขา
เฉกเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ เฉินเฉียงต้องเสียพลังจิตในการควบคุมหุ่นเชิดซากศพ ที่หลงเหลือเพียงความต้องการฆ่าฟันเพียงอย่างเดียวเป็นอย่างมาก
แต่ในครั้งนี้ เขาใช้พลังจิตของเขาโยนไอ้ตัวปัญหานี่ออกไปอย่างรุนแรงราวกับเป็นลูกปืนใหญ่
ในเมื่อร่างวิญญาณทั้งสามโจมตีกำแพงแสงอย่างไม่หยุดมือ และไม่มีท่าทีที่คิดจะหยุดแม้แต่น้อย จะดีกว่าหากใช้พลังนั่นในการจัดการผู้รุกรานที่ทำให้พวกเขาต้องตกอยู่ในสภาพนี้