ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 564 คลั่งแค้น
บทที่ 564 คลั่งแค้น
ถึงแม้เฉินเฉียงจะถูกโจมตีจากร่างวิญญาณของสามราชาจักรพรรดิเมื่อตอนที่เข้าไปในเขตแดนจักรพรรดิชนิดบาดเจ็บเจียนตาย แต่นั่นกลับไม่ได้ส่งผลต่อพลังจิตของเขาเท่าไหร่นัก
นี่จึงทำให้ในตอนนี้ การควบคุมวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่มีกำลังรบเกือบห้าร้อยด้วยขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ ไม่ได้ยากเย็นแต่อย่างใด
และแน่นอนว่า เฉินเฉียงไม่คิดที่จะหยุดแค่การรัดตรึงไม่ให้หนีไปไหน
นั่นก็เพราะหากไม่ใช่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ไปโจมตีกำแพงแสง ร่างวิญญาณสามราชาจักรพรรดิก็คงจะไม่สูญสิ้นห้วงจิตสำนึกไปเร็วขนาดนี้
และเขาก็คงไม่ต้องสูญเสียสิ่งมีชีวิตนับหมื่นที่คงอยู่ในโลกใบเล็กของเขาอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว
เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น เฉินเฉียงต้องการที่จะทุ่มไปใส่วิหารศักดิ์สิทธิ์
“แค่ก แค่ก…”
เฉินเฉียงที่ไอจนกระอักเลือดได้ใช้นิ้วปาดริมฝีปากของตน ก่อนที่จะเดินไปอย่างช้าๆเข้าหาคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งที่กำลังยิ้มกริ่มอยู่ตรงหน้าเขา “โอ้ ดูเหมือนว่าแกจะมีความสุขที่เห็นข้าบาดเจ็บหนักขนาดนี้อยู่ใช่รึเปล่า”
“นี่เจ้าคิดว่าข้าไม่อาจจัดการอาการบาดเจ็บของข้าในตอนนี้ได้งั้นรึ”
หากว่ากันตามตรง ไม่เพียงแค่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์คนนี้เท่านั้น คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทุกคนที่เห็นเฉินเฉียงกระอักเลือดออกมาล้วนแล้วแต่มีความสุขอย่างเปี่ยมล้นในหัวใจ
ด้วยการที่พวกมันล้วนแล้วแต่เป็นผู้บ่มเพาะฝีมือฉกาจผ่านการต่อสู้มานับร้อยนับพันคงอยู่มานานนับสิบๆปี เฉินเฉียงย่อมไม่มีทางหลบซ่อนอาการบาดเจ็บภายในจากสายตาของพวกมันได้
กับผู้ทรงพลังเหนือธรรมดาเฉกเช่นเฉินเฉียง หากไม่ได้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมา มีหรือที่พวกมันจะแสดงท่าทางยินดีแบบนี้ออกมาได้
พวกมันต่างก็คิดว่าเฉินเฉียงที่บาดเจ็บภายในอย่างหนักนี้อีกไม่นานคงจะจากไปโดยไม่สนใจพวกมันอีก
แต่โดยไม่มีใครคาดคิด เป็นตอนนี้ที่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทุกคนรับรู้ได้ถึงจิตสังหารที่แรงกล้าของเขา
เมื่อเห็นสายตาอำมหิตที่เฉินเฉียงได้จ้องมอง เหล่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้พยายามอย่างสุดความสามารถในการหลุดรอดจากที่นี่ แต่ด้วยพื้นที่ที่ไม่ต่างไปจากการติดอยู่ในโคลนตม ต่อให้พวกมันพยายามอย่างเต็มที่ก็ยังเหนื่อยแรงเปล่า
อีกฟากฝั่งหนึ่ง เฉินเฉียงกับเดินเรื่อยเปื่อยประดุจดั่งเดินเล่นในสวนหลังบ้านของตน
หากกล่าวกันตามตรง ต่อให้เฉินเฉียงบาดเจ็บอวัยวะภายใน แต่ด้วยระดับบ่มเพาะของเขาในตอนนี้ หากเขาต้องการฆ่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ที่นี่ด้วยมีดปอกผลไม้ คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่อาจต้านทาน
แต่ในเมื่อมีโอกาสอันดีเช่นนี้ เฉินเฉียงทำเพียงแค่นิ้วที่ปาดเลือดจากมุมปาก แล้วดีดเลือดของเขาเข้าปากคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ตรงหน้าไปแล้วหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ไอ้พวกเลวชาติเช่นพวกแกน่ะ บอกข้าหน่อยเถอะว่าพวกแกถือดียังไงกัน แทนที่จะมุดหัวอยู่บ้านเพราะละอายต่อความโง่งมในความคิดของตน พวกแกกลับออกมาทำเรื่องชั่วร้ายแบบนี้ ก็ดี ข้าจะทำให้พวกแกค่อยๆตกตายไปอย่างช้าๆแล้วกัน ในเมื่อคิดจะแส่หาเรื่องถึงหน้าบ้านคนอื่นกันถึงขนาดนี้”
เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินเฉียงแล้ว คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์นั้นบังเกิดความรู้สึกอยากจะล้วงแก่นวิญญาณในกระเป๋าเขวี้ยงใส่หัวเฉินเฉียงแทนคำขอบคุณที่ได้พูดจา แต่เป็นเพียงตอนนี้ที่ทุกคนก็แทบจะตาถลนออกมาจากเบ้า เมื่อได้เห็นว่าพวกของพวกมันคนหนึ่งมีสีผิวที่กลายเป็นสีดำๆอย่างช้าๆแต่พอที่จะมองเห็นได้อย่างชัดเจนด้วยตาเปล่า จนในที่สุด ร่างก็เริ่มเน่าเปื่อยและร่วงหล่นไปกองกับพื้นต่อหน้าต่อตา
ชายหนุ่มตรงหน้าพวกมันสามารถฆ่าราชาเหนือราชาขั้นสูงได้ด้วยเวลาไม่ถึงครึ่งนาทีดี
หลังจากสิ้นคำพูดที่ราวกับไม่ได้จริงจังของตนไปแล้ว เฉินเฉียงก็ได้หันไปมองร่างที่ร่วงหล่นไปพร้อมสายตาพึงพอใจ ราวจะบ่งบอกว่านี่คือสิ่งที่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์สมควรจะได้รับ
หลังจากนั้น เฉินเฉียงก็ได้เดินไปหาเป้าหมายใหม่
คราวนี้ เป้าหมายของเขาคือหุ่นเชิดซากศพที่อยู่ในระดับราชาเหนือราชาขั้นสูงตนนึง เขานึกภาพออกได้ว่ายามที่ร่างนี้เคยมีชีวิตอยู่บนเส้นทางยุทธนั้นทรงพลังขนาดไหน
แต่ในตอนนี้ เพราะร่างๆนี้จะทำให้เฉินเฉียงไม่ต้องสนใจอาการบาดเจ็บภายในแต่อย่างใด
ถึงแม้การทำแบบนี้กับร่างๆนี้จะทำให้เขารู้สึกไม่ยากจะทำอย่างมากก็ตาม
หุ่นเชิดซากศพ ไร้ซึ่งความกลัว ไม่แม้แต่จะร้องขอความเมตตา
ต่อให้หุ่นเชิดซากศพจะถูกขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเฉินเฉียงเหนี่ยวรั้งไว้อย่างแน่นขนัดแค่ไหน พวกมันก็ทำตัวไม่ต่างจากร่างวิญญาณของสามราชาจักรพรรดิ พวกมันจดจำได้เพียงการฆ่าฟันและต้องการทุกสิ่งที่พบเห็นเพียงเท่านั้น
สามารถบอกได้เลยว่าการคงอยู่ของหุ่นเชิดซากศพในพื้นที่ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเฉินเฉียง ทำให้เฉินเฉียงต้องสูญเสียพลังจิตที่ใช้ในการรัดตรึงพวกมันยิ่งกว่าใคร
และด้วยความรู้สึกในใจตอนนี้ เฉินเฉียงไม่มีอารมณ์ที่จะมาเห็นใจเจ้าของร่างยามที่มีชีวิต เขาได้นำดาบดั้นเมฆออกมาช้าๆราวกับต้องการแสดงให้คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้เห็นชัดถนัดตา
หากเป็นก่อนหน้านี้ เฉินเฉียงคงทำเพียงแค่เข้าไปดึงแก่นหุ่นเชิดออกมาจากร่างของหุ่นเชิดซากศพเฉยๆเพียงเท่านั้น
แต่เขาต้องการทำให้ตนเองชินชากับการต่อสู้กับคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ชนิดจำฝังใจ
หลังจากสะกดข่มความเจ็บปวดจากอาการบาดเจ็บของอวัยวะภายใน เฉินเฉียงก็ได้หมุนวนไปรอบร่างของหุ่นเชิดซากศพตรงหน้า พร้อมร่ายรำเพลงดาบสายฟ้าทำลายวิญญาณออกมา จนกระทั่งเขาได้ผ่าร่างของหุ่นเชิดซากศพเป็นซี่ๆ แล้วจึงได้ระเบิดหัวของหุ่นเชิดซากศพเป็นฝุ่นผงไปพร้อมกับแก่นหุ่นเชิดในหัวไป
หลังจากเก็บดาบดั้นเมฆไปแล้ว เฉินเฉียงก็ได้เดินไปที่เป้าหมายถัดไปซึ่งเป็นคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ราวกับกำลังหวาดกลัวเกือบสิ้นสติ ก่อนที่เฉินเฉียง จะใช้นิ้วชี้ชี้ไปที่คนคนนี้ แล้วใช้พลังเหนือมนุษย์ห้านิ้วพิศวงระดับเก้า พุ่งทะลุหัวของคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์คนนี้ไป
พรู๊ดดดดด
เป็นอีกครั้งที่อวัยวะภายในของเฉินเฉียงได้แสดงผลจากการบาดเจ็บหนักออกมา และนี่ทำให้เฉินเฉียงกระอักเลือดไปใส่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล
เมื่อเห็นอาการบาดเจ็บจากอวัยวะภายในของเฉินเฉียงกำเริบ คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เห็นเฉินเฉียงเดินไปมอบความตายให้กับพวกพ้องของตนทีละคนทีละคน พวกมันต่างก็หวังให้เฉินเฉียงล่วงลงไปกองกับพื้นจากอาการบาดเจ็บนี้ในทุกๆย่างก้าวที่เฉินเฉียงได้ก้าวเดินก่อนที่จะถึงตัวพวกมัน
อย่างไรก็ตาม ฉากที่พวกมันได้เห็นต่อจากนี้จะต้องทำให้ความคิดของพวกมันพังทลายลง ชนิดที่ว่าพวกมันต้องล้มพับในสิ่งที่พวกมันเคยเรียนรู้มาทั้งหมดในทันที
เฉินเฉียงที่เดินพลางตัวโงนเงนไปมาได้เดินไปหาร่างของคนจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่พุ่งร่วงลงไปกองกับพื้นเพราะเลือดพิษเมื่อครู่นี้ ก่อนจะยื่นมือขวาของตนไปแตะที่หัว
ฉากที่น่าอัศจรรย์พันลึกก็ได้ปรากฏ
เฉินเฉียงที่สภาพร่อแร่เจียนตาย ในตอนนี้กลับอยู่ในสภาพฟื้นคืนสมบูรณ์ราวกับว่าได้กินยาเทพเซียนเข้าไป
แต่ในความเป็นจริงนั้น ระบบ ยังไม่ได้ฟื้นฟูร่างกายของเฉินเฉียงขึ้นมาอย่างสมบูรณ์
เฉินเฉียงที่ในตอนนี้ยังไม่ฟื้นอาการบาดเจ็บอย่างสมบูรณ์พร้อม แต่อาการบาดเจ็บที่หลงเหลือก็แค่อาการบาดเจ็บเล็กน้อยและความเจ็บปวดเพียงเท่านั้น
ระบบย่อยสลายซากศพของเฉินเฉียงช่วยให้เขาฟื้นฟูอาการบาดเจ็บภายในได้เกินครึ่ง นี่ก็เพียงพอสำหรับเขาแล้วในตอนนี้
เฉินเฉียงที่ยืดตัวตรงหลังจากก้มสัมผัสร่างของคนจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ไปก็ได้มองไปที่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ยังหลงเหลืออย่างพึงพอใจ เพราะทุกๆคนกำลังแสดงความสะพรึงกลัวออกมาจากสายตา และไม่มีใครที่แสดงออกมาด้วยท่าทางรู้สึกยินดีเลยสักคนเดียว
นี่คือสิ่งที่เฉินเฉียงต้องการ
การฆ่าพวกเลวชาติผิดมนุษย์มนาเช่นนี้ไปเสียเฉยๆ ย่อมไม่เพียงพอจะบรรเทาความโกรธเกรี้ยวและระบายความอึดอัดในใจของเขา
ตราบใดที่พวกมันสามารถรับรู้รสชาติความหวาดกลัวที่พวกมันไม่เคยได้รับก่อนที่จะได้ตกตายไป ความโกรธเกรี้ยวที่คงอยู่ในใจของเขาก็คงสั่งสมไว้ในอกของเขาอย่างไม่ใช่เรื่อง
คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ใกล้กับหุ่นเชิดซากศพตัวหนึ่ง พวกมันได้เห็นเฉินเฉียงก้มตัวลงก่อนจะเผยให้เห็นปีกสีเงินที่มีความยาวนับสิบเมตรออกมาจากกลางหลัง พลางโบกสะบัดปีกทั้งสี่ข้างเสียดสีกันไปมาส่องประกายสีเงินสะท้อนวิบวับไปทั่วราวกับใบมีดของเครื่องบดเนื้อที่น่าสะพรึงที่สุดบนโลกใบนี้ แล้วลงมือสังหารหุ่นเชิดซากศพให้แหลกเลอะไม่เหลือชิ้นดีเพียงชั่วพริบตา
ทุกๆวิธีการที่เฉินเฉียงลงมือสังหารในแต่ละครั้ง ได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ในการฆ่าล้างให้แก่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทุกคนที่เห็น
ด้วยความสามารถของเฉินเฉียง แม้แต่จ้าววิหารของพวกมันก็ไม่อาจจะเทียบเคียงได้
และพวกมัน เป็นเพียงตัวระยำตัวน้อยๆที่จ้าววิหารคนใหม่ใช้ให้สละชีวิตพบเจอกับคนเช่นนี้ เพื่อเป็นใบเบิกทางให้กับตนเองเพียงเท่านั้น
ในขณะที่เฉินเฉียงหันหน้าไปหาเป้าหมายใหม่ คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ตกเป็นเป้าหมายก็ไม่อาจอดทนแข็งใจหยิ่งผยองไปได้อีก
“ท่านผู้ห้าวหาญ ได้โปรดปล่อยข้าไป ต่อแต่นี้ข้าขอเป็นข้าทาสรับใช้ท่าน ข้าจะยอมฟังคำสั่งท่านอย่างไม่ขัดขืน”
“ใช่ ใช่ ใช่แล้ว ท่านผู้ห้าวหาญ โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วย มันเป็นเพราะท่านจ้าววิหารบังคับพวกเราให้ทำเช่นนี้ พวกเราไม่มีความตั้งใจจะเป็นศัตรูกับท่านจริงๆ”
อย่างไรก็ตาม แม้คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์จะร้องขอวิงวอนออกมามากมายขนาดไหน เฉินเฉียงก็ไม่ได้มีท่าทีที่จะแยแส
กับคนเช่นนี้ เฉินเฉียงหาได้แสดงความเมตตาไยดีไม่
ตราบใดที่เป็นคนผู้ฝังสัตว์ปีศาจไว้ในร่าง เพื่อฝึกฝนเคล็ดวิชาหุ่นเชิดโลหิต มันผู้นั้นหาใช่มนุษย์อีกต่อไป