รักลิมิเต็ดของคุณชายเลอค่า - บทที่463 ผู้ดีลุ่มหลงในโลกีย์
สีหน้าของอี๊ฟซีดเซียวลงเรื่อยๆ
แม้ความจริงใจของวรรจชนกจะเป็นเรื่องดีสำหรับเธอ
แต่อารมณ์ที่ขึ้นลงอย่างเห็นได้ชัดของเธอกลับไม่สามารถผ่อนคลายลงได้เลย
วรรจชนกตบหน้าเธอเบาๆหลายที สักพักใหญ่ถึงจะลดมือลง
อารมณ์ของอี๊ฟสับสนจนพูดอะไรไม่ออก
แต่เธอก็ต้องยอมรับว่า ท่าทีที่วรรจชนกมีต่อธิชานั้นชัดเจนมากกว่าเธอมาก
ผู้ดีลุ่มหลงในโลกีย์
เป็นมาแต่โบราณแล้ว
แม้จะเป็นยุคสมัยใหม่อย่างปัจจุบัน ภาพแบบนี้ก็เหมือนจะไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใดๆเลย
อี๊ฟอึ้งจนพูดไม่ออก
รอเธอได้สติแล้ว น้ำเสียงกลับดูร้อนรนขึ้นมาเยอะมาก
“คุณนาย ตามที่คุณนายว่ามา คุณนายสนับสนุนให้ฉันต่อกรกับธิชา……ใช่ไหมคะ?”
วรรจชนกขมวดคิ้ว มองเธอด้วยสายตาที่เหมือนมองคนโง่
“ฉันไม่เคยสนับสนุนเธอทำอะไรเลย เธอลงมือทำร้ายธิชาที่เป็นโรคซึมเศร้าอยู่แล้ว นั่นมันโหดเหี้ยมมากเลยนะ แต่เธอก็นับว่าทำเรื่องดีอยู่อย่าง”
คำพูดที่ขัดแย้งกันแบบนี้ ทำเอาสีหน้าของอี๊ฟแย่ลงไปมาก
วรรจชนกกระตุกมุมปาก และพูดแฝงนัยยะว่า “ถ้าเธอหวังอยากให้ชีวิตตัวเองสงบสุข ฉันขอบอกเธอไว้เลยนะว่าช่วงนี้เธออย่าทำอะไรเลยดีกว่า การล้ำเส้นของเธอ ใช่ว่าดนัยจะทนไม่ได้ทั้งหมด แต่ถ้าในใจเขาสร้างขอบเขตขึ้นมา แล้วเธอริอ่านก้าวข้ามไป งั้นก็คงไม่มีใครช่วยเธอได้แล้วล่ะ แม้จะเอาความรู้สึกนายบ่าวตลอดสิบปีออกมาช่วย ก็ช่วยไม่ได้หรอกนะ”
วรรจชนกกำลังบอกเธอว่าช่วงนี้อย่าลงมือทำร้ายธิชาอีก
แต่น้ำเสียงเธอกลับดูหยิ่งยโสโอหังเกินไป
ก็เหมือนกับว่าเธอ……เกิดมาก็เป็นเจ้านายคนแล้ว
อี๊ฟมีนิสัยไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ
เธอไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีน้อยกว่าพวกคุณชายคุณหนูที่คาบช้อนทองช้อนเงินมาแต่เกิดตรงไหนเลย
เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองอ่อนกว่าวรรจชนก
แต่ถ้าตัดของที่วรรจชนกมีมาแต่เกิดออกไป
เธอรู้สึกว่าตัวเองนำไปเยอะมาก
สีหน้าเธอชะงักนิ่ง ริมฝีปากสั่นเทาเล็กน้อย
อาการสั่นแบบนี้กลับไม่ได้เป็นเพราะว่าหวาดกลัว
แต่เป็นเพราะไม่พอใจมากกว่า
มาถึงขั้นนี้แล้ว
ธิชาก็บ้าไปแล้วด้วย
เธอกระตุกมุมปาก และแสยะยิ้มพูดอย่างเย็นชาว่า “คุณนายกำลังบอกให้ฉันว่าอย่าทำร้ายธิชาใช่ไหม?”
วรรจชนกกวาดตามองเธอ “เป็นคำสั่ง”
อี๊ฟพูดด้วยสีหน้าเย็นชาว่า “แล้วถ้าฉันไม่คำสั่งคุณนายล่ะคะ?”
วรรจชนกพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า“เธอเป็นคนของดนัย ไม่เกี่ยวกับฉัน เธอทำอะไรลงไปบ้าง ฉันก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ ฉันใจดีแนะนำเธอ แต่เธอกลับจะวิ่งเข้าชนปลายกระบอกปืนเอง ฉันก็ไม่มีทางห้ามเธอได้ และจะไม่ห้ามเธอด้วย แต่ว่า ฉันพูดอะไรมักจะตรงเสมอ คนฉลาดมักจะเลือกเชื่อฉัน ดนัยก็เชื่อฉันเหมือนกัน ถึงได้มีอย่างทุกวันนี้อย่างง่ายดาย เขาเป็นผู้ชายที่ฉลาดที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา และแน่นอนว่าจะต้องขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงสุด”
อี๊ฟกระตุกมุมปาก ดูแล้วเย็นชาลงไปเยอะมาก
ทันใดนั้นแววตาเธอก็เหงาหงอยลงไปมาก
“ตอนนี้ท่านดนัยดำรงตำแหน่งที่สามในคณะรัฐมนตรีแล้ว ถ้าหากขึ้นไปอีก ก็คือตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีหรือแม้แต่ตำแหน่งประธานาธิบดี สำหรับเธอ……เขาเป็นหุ้นส่วน เธอหวังอยากให้เขาปีนขึ้นไปให้สูงที่สุด เพราะถ้ายิ่งสูงเท่าไหร่ ก็ถึงจะช่วยเธอได้สิ่งที่เธอต้องการ แต่สำหรับฉันแล้ว เขาไม่เพียงแต่เป็นผู้ชายของฉันเท่านั้น และยังเป็นทุกอย่างของฉันด้วย……ยิ่งเขายืนอยู่ในที่สูงเท่าไหร่ สิ่งที่มีให้ฉันก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น ฉันไม่ได้คาดหวังอะไรกับเขาอยู่แล้ว ฉันแค่อยากให้เขามีฉันอยู่ในใจ แม้จะเป็นพื้นที่หรือมุมเล็กๆก็ตาม”
วรรจชนกสีหน้าไร้อารมณ์ใดๆ ขนาดเสียงยังไม่มีความอบอุ่นเลย
“ความคิดของเธอไม่ได้สิ้นหวังหรอก แต่เป็นเพราะคาดหวังไว้สูงมากกว่า ชายที่เธอติดตามมานานถึงสิบปี นอนและกินอยู่ด้วยกัน แต่ฉันขอบอกเลยว่าเธอยังไม่รู้จักเขาดีพอ ดนัยกฤตไม่มีทางรักผู้หญิงคนอื่นแน่นอน แม้จะเป็นธิชาก็เถอะ เขาก็แค่อยากครอบครองและกิเลสตัณหาครอบงำเท่านั้น เธออายุก็ไม่น้อยแล้ว แทนที่จะคาดหวังความรักที่ไม่มั่นคงของผู้ชาย ถ้าอยู่กับความเป็นจริงและไขว่คว้าเพื่อตัวเองให้มากที่สุดจะดีกว่านะ”
อี๊ฟกลับส่ายหัว
“ฉันไม่ ฉันไม่ได้ต้องการอะไร บ้าน รถ หุ้น มรดก ฉันมีหมดแล้ว ฉันมีเงินที่พอใช้สำหรับทั้งชีวิตนี้ ฉันแค่อยากจะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต……สำหรับเธอมันเป็นสิ่งที่ไม่มั่นคง แต่สำหรับฉันแล้วมันมีค่ามาก”
สีหน้าของวรรจชนกยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
แต่นัยน์ตากลับเย็นชาขึ้นไปเยอะมาก
เห็นได้ชัดว่าเธอรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ที่จะสนทนากับผู้หญิงคนนี้ต่อไป
เธอเริ่มหมดความอดทน
อี๊ฟสำรวจอารมณ์และสีหน้าของคนเก่ง
ทุกการเปลี่ยนแปลงของวรรจชนกไม่อาจหนีรอดจากสายตาของเธอได้
เธอแสยะยิ้มเย็นชาออกมา
เหมือนกำลังเยาะเย้ยวรรจชนก
“คุณนายก็ดูจริงจังเกินไปนะคะ ที่จริงคุณอยากให้ธิชาตายมากกว่าฉันอีก ทั้งที่คุณรู้ดีว่าการปรากฏตัวของธิชาจะทำให้เสียงานได้ ท่านดนัยจะรักหล่อนก็ดี ไม่รักก็ดี หล่อนก็เป็นแค่ตัวหายนะ! คุณมองอำนาจและอนาคตสำคัญขนาดนั้น จะยอมให้ธิชาทำลายทั้งหมดได้ยังไง ในเมื่อเธอรู้ดีว่าท่านดนัยเก็บดวงใจไว้ก็เพื่อให้ธิชากลับมา……ทั้งที่เธอรู้ดีว่า……ธิชาจะต้องตาย!”
อี๊ฟสูดหายใจเข้าลึกๆ รอบกายแผ่ซ่านไปด้วยรังสีแห่งความโหดเหี้ยม
“ฉันจะทำให้หล่อนหายไปจากโลกนี้ให้ได้ ไม่ว่าเธอจะคิดอะไรอยู่ และมีเป้าหมายอะไร……วรรจชนก ฉันไม่เหมือนเธอ ที่มีความอดทนขนาดนั้น ฉันเป็นผู้หญิงปกติ อดทนได้บ้างไม่ได้บ้าง ฉันทนได้ที่ท่านดนัยให้เธอเป็นภรรยาเอก แต่ทนไม่ได้ที่เห็นธิชากุมหัวใจของท่านดนัยตลอดเวลา!”
วรรจชนกเหมือนจะถอนหายใจเบาๆ
“ช่างเถอะ ฉันไม่อยากพูดเรื่องนี้กับเธอแล้ว ฉันเตือนเธอแล้ว แต่เธอก็ไม่ฟังอยู่ดี อี๊ฟ ผู้หญิงทุกคนไม่เหมือนกัน เธอทำสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้องแล้วก็พอ”
…………
หลังจากผ่านการประเมินอย่างรอบคอบแล้ว
เกล้าแก้วแนะนำให้ธาวินส่งธิชาไปที่โรงเรียนมัธยมเอกชน
ความจำของธิชาในตอนนี้ถ้าให้เข้าไปเรียนมหาลัยคงจะไม่เหมาะเท่าไหร่ แต่ถ้าให้เธออยู่กับพวกเด็กๆ รูปลักษณ์ภายนอกก็ดึงดูดความสนใจมากเกินไป นั่นก็ยิ่งไม่เหมาะแน่นอน
สุดท้ายหลังผ่านการพูดคุยกัน พวกเขาเลือกโรงเรียนเอกชนที่มีนักเรียนค่อนข้างน้อยให้ธิชา
โรงเรียนนี้มีนักเรียนอายุประมาณสิบสามถึงสิบแปดปี ครอบคลุมระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย แต่ไม่ได้แบ่งแยกอายุอย่างละเอียด ดังนั้นจึงมีนักเรียนอายุไม่เท่ากันเรียนในห้องเดียวกันอยู่เยอะ
พูดให้ถูกก็คือ โรงเรียนนี้สร้างขึ้นเพื่อลูกๆของข้าราชการระดับสูง สมาชิกราชวงศ์เก่า นักธุรกิจเศรษฐี
เด็กพวกนี้แทบจะไม่ได้เรียนเลย พวกเขาต่างก็เตรียมตัวเพื่อสืบทอดมรดกและธุรกิจที่บ้านเท่านั้น หรือเพื่อเตรียมตัวไปเรียนต่อที่มหาลัยชั้นนำต่างประเทศ ช่วงเวลานี้ระหว่างโรงเรียนถือเป็นชีวิตของวัยรุ่น ให้พวกหนุ่มสาวได้หาเพื่อน และเล่นด้วยกัน บรรยากาศผ่อนคลายมาก เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของธิชา
แต่ถ้าธาวินรู้เรื่องที่จะเกิดขึ้นภายหลังล่วงหน้า……
เขาคงไม่ส่งธิชาไปที่นั่น
เขายอมขังธิชาไว้ในบ้าน ก็จะไม่ส่งเธอออกไปใช้ชีวิตปกติทั่วไปข้างนอกแน่นอน
…………
ตอนที่ธิชามาถึงโรงเรียนก็ไม่ได้รู้สึกว่าพิเศษอะไรมาก
เธอไม่มีเพื่อน ถ้าไม่หาคนอื่นพูดก่อนล่ะก็ คงไม่มีใครยอมพูดกับเธอก่อน
ผ่านไปครึ่งเดือน เธอไม่ได้แสดงออกถึงความสนใจในการเรียนหนังสือเลย แต่ก็ไม่ได้บอกว่าไม่มีความสุขและไม่ได้ปฏิเสธด้วย
เกล้าแก้วรู้สึกว่าสถานการณ์แบบนี้ของเธอปกติมาก และไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย
ตัวตนของธิชาเหมือนเป็นนักเรียนที่เพิ่งย้ายโรงเรียน แม้จะเป็นเด็กอายุสิบกว่า ต่างก็มีสังคมของตัวเองกันหมดแล้ว เธออาจจะใช้เวลาทำความรู้จักช้า แต่ไม่ช้าไม่เร็วเธอก็จะมีเพื่อนของตัวเองแน่นอน
ช่วงชีวิตเงียบสงบของธิชาในโรงเรียนมีแค่ครึ่งเดือนเท่านั้น
เธอเป็นเหมือนกับที่เกล้าแก้วพูดจริงๆว่า จะมีเพื่อนกลุ่มหนึ่ง
และไม่นานก็จะถูกพวกเขาพาไปเที่ยว โดยไม่ยอมให้กลับบ้านทันทีหลังเลิกเรียนสี่โมงเย็น
เธอเริ่มขออนุญาตไปเที่ยวกับเพื่อนๆตัวเอง
ตอนแรกธาวินก็ถามว่าเธอไปเที่ยวกับเพื่อนๆที่ไหน
ธิชาก็ยังบอกเขาอยู่
พวกเขาจะไปโรงหนัง กินชานมไข่มุก หรือเล่นเกมกัน บางทีก็จะไปร้องเพลง หรือหาเรื่องสนุกๆทำกัน
ฟังแล้วก็ดูเป็นเหมือนเรื่องสนุกที่พวกลูกเศรษฐีจะทำจริงๆ
ธาวินก็เลยสนับสนุนให้เธอมีเพื่อนเยอะๆ