รักลิมิเต็ดของคุณชายเลอค่า - บทที่264 คุณเลิกขู่ฉันได้แล้ว คุณพ่อดนัย
ดนัยกฤตได้ยินแล้ว ตากระตุกออกมาเล็กน้อย
เขาคาดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าธิชาเด็กคนนี้เจอกับความกลัวมาทั้งวันแล้วก็ยังมีกะจิตกะใจมาคิดเรื่องพวกนี้อีก
เขาไม่ได้คิดไปในทิศทางนี้เลย แต่ได้ยินสองคำที่ออกมาด้วยเสียงอ่อนเสียงหวานจากปากเธอแล้ว ภายในใจมันคันยุบยิบขึ้นมาไม่หยุด
ธิชารู้สึกได้ถึงมือใหญ่ของชายหนุ่มได้บีบมาที่ก้นของเธอเอาไว้ แม้แต่การหายใจของเขาก็เหมือนกับว่าจะแรงขึ้นมาเรื่อย ๆ เหมือนกัน
เธอยิ้มชั่วร้ายออกมาเล็กน้อย จู๋ปากเข้าไปจูบริมฝีปากของเขา หลังจากนั้นก็ถือโอกาสยกต้นขาข้างหนึ่งขึ้น เข้าคล่อมบนเอวของเขาไปโดยฉับพลัน
ธิชาเดิมทีอยากจะจู่โจมสักหน่อย แต่ก็ถูกชายหนุ่มประกบริมฝีปากเข้ามาอีกครั้ง
จูบนี้แทบจะสำลักความสุขตายไปเลย เธอถูกจูบเสียจนทำเอาสูญเสียความตั้งใจไป ไม่อาจเรียกสติกลับมาได้อยู่นานมาก
รอจนตอนที่เธอนอนซบเข้ากับอกของชายหนุ่มกระหืดกระหอบออกมาไปอย่างอิ่มอกอิ่มใจแล้ว แต่ชายหนุ่มกลับยื่นมือมาพลิกร่างเธอกลับลงไป
ธิชาอึ้งไปเล็กน้อย แต่กลับได้ยินเขาเอ่ยด้วยเสียงที่แหบต่ำออกมาว่า “พรุ่งนี้แล้วกัน วันนี้เธอเหนื่อยมากแล้ว พักฟื้นก่อนสักหน่อย”
ถึงแม้ว่าจะไม่มีกิจกรรมที่ดุเดือดอย่างที่เธอคาดหวังเอาไว้
แต่น้ำเสียงของดนัยกฤตที่ดูยับยั้งอารมณ์ออกมาอย่างเห็นได้ชัดมันกลับทำให้เธอใจชื้นขึ้นมา
เธอกัดริมฝีปาก พร้อมกับถามเสียงเบาออกมา “งั้นคุณหายโกรธแล้วหรือยัง?”
ดนัยกฤตเอ่ย “เธอหมายถึงเรื่องห้องทำงานเรื่องนั้น?”
ธิชาพยักหน้าออกมาอย่างงงงวย
นอกจากห้องทำงานแล้ว ยังมีเรื่องอื่นอีกเหรอ?
เขาเอ่ยออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำ “คุณมันปีศาจน้อย ทุกคนต่างก็รู้กันว่าทำไมฉันถึงได้ปล่อยให้เธอเป็นอิสระขนาดนี้ ทุกคนต่างก็พูดกันว่าผู้หญิงไม่อาจโอ๋เสียมากเกินไป มากเกินไปแล้วไม่ช้าก็เร็วมันจะทำให้วุ่นวายขึ้นมา ฉันเองก็รู้ว่าเธอก็ไม่ใช่คนที่จะคลายความกังวลไปได้ ปรนเปรอตามใจเธอต่อไปไม่ช้าก็เร็วเธอจะต้องสร้างความวุ่นวายมากมายให้ฉัน แต่พูดกันตามจริงแล้ว…เธอพังห้องทำงานฉันไป แต่ฉันกลับไม่อาจโกรธเธอเลยสักนิดเดียว”
ธิชาถูกคำพูดไม่กี่ประโยคของเขาทำเอาละอายขึ้นมา
บนใบหน้าของเธอได้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ยิ้มตาหยีพูดอวดฉลาดออกมา “ที่แท้คุณก็ไม่ได้โกรธนี่ งั้นก็ไม่ต้องชดใช้ด้วยร่างกายแล้วสิ”
แต่ว่าชายหนุ่มก็ได้แสดงสีหน้าครึ้มลง เธอได้นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย
เพียงแค่เห็นเขาบีบใบหน้าเธอมาเบา ๆ ไปด้วยสีหน้ามืดครึ้มออกมา “ห้องทำงานมันเรื่องเล็ก เธอหนีออกไปโดยไม่พูดอะไรเลยสักคำเดียว โทรศัพท์ก็ไม่รับ ทำให้ฉันรู้สึกกังวลไปหมด เรื่องนี้มันร้ายแรงกว่าเยอะ”
ธิชาเองก็รู้ว่าตัวเองผิดไปแล้วเหมือนกัน
ตอนที่เธอเพิ่งจะกลับมาได้ตามน้าปวีณาเข้าบ้านมา ดนัยกฤตได้สาวเท้าก้าวใหญ่ ๆ พุ่งเข้ามาหาเธอ
ความเหนื่อยล้าในดวงตาของเขา แล้วก็ตอหนวดเคราที่คางและเบ้าตาที่เขียวคล้ำ…ทั้งหมดได้บอกอย่างชัดเจนแล้วว่าเขาเหมือนกับเธอจริง ๆ ใช้เวลาสิบกว่าชั่วโมงไปด้วยความสั่นกลัว
การเอาใจใส่นี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นพ่อแท้ ๆ ก็คงจะทำไม่ได้เหมือนกัน
เธอหดไหล่ออกมาเล็กน้อย พลางเอ่ยออกไปด้วยเสียงที่บางเบา “แต่ฉันก็ได้ยอมรับผิดไปแล้ว ต่อจากนี้ไปฉันจะไม่ทำอีกแล้ว ฉันเองก็นึกไม่ถึงว่ามันจะเกิดเรื่องจำพวกนี้ขึ้นมา…”
ดนัยกฤตยังคงหน้าบึ้งตึงออกมา พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นออกมาเช่นกัน “ต่อจากนี้ฉันจะให้การ์ดคอยดูเธอ เว้นเสียแต่ว่าเธอจะมีแผนร้ายอยากจะหนีไปเอง ไม่อย่างนั้นแล้วพวกเขาจะต้องดูแลเธอได้ดีอย่างแน่นอน ถ้ามีครั้งหน้าอีก…ธิชา ฉันจะไม่ยกโทษให้เธอเด็ดขาด”
น้ำเสียงของเขาดุดันขึ้นมาน่ากลัวมากจริง ๆ ธิชาทำหน้าทำตาทะเล้นออกมา “อ้อ”
ท่าทีแบบขอไปทีดูสนุกสนานมันได้ทำให้เขาไม่พอใจขึ้นมาได้จริง ๆ
เขาจ้องมองใบหน้าธิชาไป วิธีการพูดที่ไม่ปล่อยให้คนอื่นได้พูดแทรกเข้ามาได้เลยได้พูดออกไปเป็นคำ ๆ “เรื่องนี้ไม่ได้พูดเล่นกับเธอ เธอจะทะเลาะกับฉันก็ได้ จะก่อเรื่องก็ได้ จะพังคฤหาสน์ทั้งหลังไปฉันก็จะตามใจเธอหมด มีเพียงแค่เรื่องเดียว อย่าอารมณ์เสียแล้วหายตัวไปเสียดื้อ ๆ จำได้แล้วหรือยัง” น้ำเสียงที่จริงจังเป็นอย่างมากของเขาได้ทำให้ธิชารู้สึกกลัวจนตื่นตระหนกขึ้นมา แล้วรีบพยักหน้าตอบรับออกไปทันที “จำได้แล้ว”
เขาได้เอ่ยออกมาอีกครั้ง “ทางที่ดีที่สุดเธอต้องจำมันให้ได้ ถ้ามีครั้งต่อไป ฉันจะจับเธอแขวนเอาไว้แล้วเฆี่ยนตีเธอไปซะ”
ธิชากะพริบตาออกมา ใจสั่นไปหมด
ทั้งที่รู้ดีอยู่แล้วว่าเขาก็แค่ขู่ตนไปเท่านั้น แต่ฟังไปแล้วก็รู้สึกว่ามันน่ากลัวสุด ๆ ไปเลย
เธออ้าแขนโอบรอบเอวเขาเอาไว้ พลางเอ่ยออกไปด้วยเสียงอ่อนเสียงหวาน “จำได้แล้วมั้ยล่ะ จำเอาไว้แล้วจริง ๆ คุณเลิกขู่ฉันได้แล้ว คุณพ่อดนัย”
ดนัยกฤตขยี้ผมเธอ ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
……
เดิมทีธิชานั้นได้พลั้งปากพูดออดอ้อนออกไปเท่านั้น ก่อนหน้านี้ก็เคยเรียกเขาอย่างนี้เหมือนกัน
แต่ว่าตอนนี้พูดออกไปแล้ว กลับนึกถึงพ่อที่แท้จริงของตัวเองขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจเสียอย่างนั้น…
ขั้นตอนการรู้จักกันของพสิษฐ์กับเธอมันปุบปับมากจริง ๆ จนถึงขนาดที่จนถึงทุกวันนี้เธอก็ยังไม่มีเวลาสงบจิตสงบใจลงแล้วขบคิดพิจารณาในเรื่องนี้ให้ดี ๆ เลย
เธอยังคงหยุดอยู่ที่ในความคิดที่ไม่อยากที่จะเชื่อเท่าไหร่นักอยู่เลย
เธอมีชีวิตมาเกือบยี่สิบปีไปแล้ว
ยี่สิบปีมานี้ ก็ไม่มีพ่อมาโดยตลอด
ณิชานาฎเองก็ไม่เคยบังคับให้เธอเรียกคุณลุงบางคนมาเป็นพ่อมาก่อนเหมือนกัน
วันเวลาก็ได้ผ่านไปแบบราบเรียบไม่มีอะไรพิเศษไปอย่างนี้
แต่ตอนที่เธอเกือบจะยี่สิบปี จู่ ๆ ก็กลับมี…พ่อแท้ ๆ มาคนนึง
เธอยังมีความจัดระบบระเบียบความคิดในเรื่องนี้ไม่ได้อยู่บ้าง
เธอกกอยู่ในอ้อมแขนของดนัยกฤต เป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นและสงบมาก
แต่กลับยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไป “พสิษฐ์…เป็นพ่อฉันจริง ๆ เหรอ?”
ดนัยกฤตไม่มีความลังเลออกมา “ไม่ใช่ว่าได้ทำการตรวจDNAมาแล้วหรือไง?”
ธิชาพยักหน้าออกมา
ใช่ การตรวจเป็นอันที่พสิษฐ์ไปแอบทำมา
ผลก็ได้ออกมาแล้วด้วย
พสิษฐ์ตัวตนอย่างนั้น ถ้าเธอไม่ใช่ลูกแท้ ๆ จะมาโมเมลูกสาวคนนึงมาได้ยังไง
เขาไม่จำเป็นต้องทำเรื่องอย่างนี้เลย
ดังนั้นแล้ว มันก็เป็นได้แค่เป็นความจริงเท่านั้น
“คุณบอกฉันได้หรือเปล่าว่าคุณเตรียมจะใช้ประโยชน์จากพสิษฐ์ เพื่อทำอะไรบ้าง?”
ธิชาถามออกไปปุบปับไปหน่อย และก็ตรงไปตรงมาเกินไปด้วย
แต่ว่าเธอคิดว่าในเมื่อตนเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว เธอมีสิทธิ์ที่จะถามไปให้ชัดเจน
น้ำเสียงของดนัยกฤตฟังไปแล้วมันก็ฟังดูสบาย ๆ เป็นอย่างมาก “นี่ไม่ใช่การใช้ประโยชน์ ช่างเถอะ ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้วกัน เธอยังเด็ก มีหลายเรื่องที่จะไม่เข้าใจ”
แต่ธิชากลับจ้องมองเขาไปอย่างดื้อรั้น ดึงแขนเขามา “แต่ว่าฉันอยากรู้ คุณพูดมาสิ เรื่องที่ฉันไม่เข้าใจ คุณบอกฉันมาฉันก็เข้าใจแล้วไม่ใช่หรือไง? ฉันไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย”
เขาเหมือนกับว่าจะลังเลอยู่บ้างเล็กน้อย เงียบไปแป๊บนึง แล้วก็ได้เลือกที่จะเอ่ยออกมา
“โลกของผู้ชายมันมีการทำธุรกิจแบบได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายมากมาย สังคมทั้งหมดต่างก็ใช้ความสัมพันธ์แบบที่ได้ผลประโยชน์กันแบบห่วงโซ่ในรูปแบบต่าง ๆ สร้างกันขึ้นมาทั้งนั้น ก็เหมือนกับห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติ ฉันพูดไปอย่างนี้ เธอเข้าใจหรือเปล่า?”