รักลิมิเต็ดของคุณชายเลอค่า - บทที่261 จับเธอแขวนแล้วหวดด้วยแส้
สีหน้าของดนัยกฤตย่ำแย่ออกมา แม้แต่ขอบตาเองก็ดำคล้ำไปหมด
ธิชานั้นถูกทำให้กลัวมาก สายตาของผู้ชายคนนี้เหมือนกับว่าจะหั่นเธอเป็นชิ้น ๆ เลยไม่มีผิด
ในตอนนี้เธอเพิ่งจะเหมือนกับได้เกิดใหม่มาเอง ทนการกระตุ้นอย่างนี้ไม่ไหวเลยจริง ๆ
บวกกับที่ภายในใจมันเปราะบางมากเลย อีกทั้งเจอเขาแล้ว…มันมีความรู้สึกปลอดภัยมากเลย แทบจะไม่สนใจความรู้สึกไม่พอใจเมื่อก่อนหน้านี้เหล่านั้นไปชั่วขณะ
ธิชาเสียงนุ่มนวล ประดับไปด้วยเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ด้วยเล็กน้อย “ดนัยกฤต ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ …”
ดนัยกฤตหรี่ตาลง รังสีความน่ากลัวทั่วทั้งร่างสามารถทำให้กลัวจนทุกคนพากันล่าถอยกันออกไปเลยทีเดียว
ก่อนที่เธอจะกลับมา ดนัยกฤตแทบจะใช้กำลังคนที่สามารถใช้ได้ทั้งหมดออกไปตามหา
แต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะไม่ได้ข่าวเลยสักนิดเดียว
นี่มันไม่ปกติเลย ด้วยวิธีของเขา ในสถานการณ์ปกติแล้ว ตามหาไม่เจอสองชั่วโมงมันเป็นขีดจำกัดแล้ว
สถานที่ที่ธิชาปรากฏตัวเป็นที่สุดท้ายคือบาร์เหล้า มีคำยืนยันจากเพียงวรินทร์กับพนักงานของบาร์เหล้าแห่งนั้น
ในภายหลังก็ถึงขั้นไปรบกวนทางตำรวจเข้า ทางตำรวจอิงจากประสบการณ์การวินิจฉัยคดี บอกว่าธิชาเด็กสาวในวัยนี้ ช่วงเวลาการหายตัวไปถ้าเกิดเกิน24ชั่วโมง ก็จะมีความเป็นไปได้ว่ายากที่จะมีชีวิตรอดกลับมา
การวินิจฉัยคดีนี้แทบจะทำให้ดนัยกฤตเดือดดาลขึ้นมา
เขาพลิกแผ่นดินตามหาไปทั่วทั้งเมืองJไปสิบกว่าชั่วโมง จะขาดแค่เพียงใช้วิธีการพิเศษในการปิดกั้นการเดินทางทางทะเลทางพื้นดินและทางอากาศไปเท่านั้น
ก่อนที่ธิชาจะกลับมา…เขาแทบจะสาบานเอาไว้ว่าจะฆ่าเธอเสียให้ได้
ถ้าตามหากลับมาไม่ได้ตลอดไปเลยก็ช่างมัน แต่ถ้าเธอยังกล้ากลับมา ยังกล้าตกมาอยู่ในมือเขาอีก
อย่างแรกที่เขาจะทำคือจะต้องจับเธอแขวนแล้วหวดแส้ใส่ไป
ชนิดที่ตีให้ตายไปเลยอย่างนั้น
แต่ว่าตอนที่ธิชามายืนอยู่ที่ตรงหน้าเขาจริง ๆ
นึกไม่ถึงว่าแม้แต่คำพูดที่สมบูรณ์เขาก็ยังพูดไม่ออกเลยสักคำเดียว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ไหล่ที่หดตัวสั่น ส่งเสียงพูดอย่างเศร้าโศกออกมา…
เขาใบหน้าแข็งเกร็งออกมา ผ่านไปสักพักนึงถึงจะกัดฟันพูดออกไปประโยคนึง “ยังกล้าหลบอีกนะ วันนี้ฉันจะต้องฆ่าเธอให้ได้เลย”
เดิมทีธิชาอยากจะพูดเรื่องถูกลักพาตัวกับเขาออกไป…
เธอกลัวมากจริง ๆ เกือบจะนึกว่าตัวเองจะตายไปเสียแล้ว
ตอนนี้เธอต้องการหาใครสักคนมาระบายความในใจออกไปสักหน่อย แต่ว่าท่าทางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันนี้ของดนัยกฤตได้ทำเอาเธอกลัวขึ้นมาอีกครั้ง
น้าปวีณากลัวว่าพวกเขาเอะอะก็จะทะเลาะกันขึ้นมาอีก
ก็เลยต้องฝืนใจเดินเข้าไปไกล่เกลี่ย “ท่าน ท่านดนัย… คุณธิชาสำนึกผิดแล้ว ต่อจากนี้ไปเธอจะไม่กล้าทำผิดอีกแล้ว คุณก็ให้อภัยเธอสักครั้งเถอะนะคะ อย่ามีโทสะกับคุณธิชาเลย การเกิดโทสะมันจะเป็นอันตรายต่อตับได้นะคะ”
เบ้าตาของธิชาเหมือนจะร้องไห้ออกมา พลางเอ่ยออกไปด้วยเสียงที่นุ่มนวล “ใช่ ฉันผิดไปแล้ว…ขอโทษ ทำให้คุณต้องเป็นห่วงแล้ว…ต่อจากนี้ไปจะไม่ทำอีกแล้ว ขอโทษนะ”
ธิชาหาได้ยากที่จะยอมรับผิดออกมา
นี่มันได้ทำให้ดนัยกฤตคาดไม่ถึงอยู่บ้าง
เขายังคงมีใบหน้าบึ้งตึงอยู่ สีหน้าทั้งมืดครึ้มและทั้งนิ่งเฉย
สภาพเสื้อเชิ้ตหลุดลุ่ยของธิชาดูไม่ได้อย่างมาก ถึงขนาดที่ยังยืนทรงตัวไม่อยู่ด้วยยังไงอย่างนั้น
เขารีบโน้มตัวเข้าไปอุ้มเธอขึ้นมา ธิชาไม่มีการขัดขืนเลยสักนิดเดียว แต่ก็ยังยื่นแขนทั้งสองข้างไปโอบรอบลำคอของเขาอย่างระมัดระวังแทน
ดนัยกฤตหายโกรธลงไปบ้างแล้ว อุ้มเธอขึ้นไปชั้นบนไปเงียบ ๆ
กลับมาที่ห้อง ชายหนุ่มก็ทิ้งเธอลงบนโซฟาอย่างไม่สบอารมณ์นัก
ธิชาถอนหายใจโล่งอกออกมา เตรียมจะเริ่มระบายออกไป “วันนี้ฉันกลัวมากเลยจริง ๆ ฉันเกือบจะนึกว่าฉันจะไม่ได้กลับมาแล้ว…”
ดนัยกฤตแสดงสีหน้าทมึนทึงออกมา ตรวจสอบบาดแผลตามร่างกายของเธอไปโดยไม่ได้พูดอะไร
ตรงข้อมือของธิชามีรอยแดงอย่างเห็นได้ชัด มือทั้งสองข้างมีหมด เหมือนกับถูกเชือกรัดมา
สีหน้าของเขามืดครึ้มขึ้นกว่าเดิม ถามเสียงเข้มออกมา “นี่โดนอะไรมา?”
ธิชากำลังจะตอบไป แต่เจอเขาพรวดพราดยื่นมือมาเตรียมที่จะเลิกกระโปรงเธอเข้าเสียก่อน
เธอก็รีบกดมือลงไปบนต้นขาทันที “อย่า คุณจะทำอะไร…”
อันที่จริงเธอรู้ว่าดนัยกฤตไม่ได้เกิดความคิดไม่ดีขึ้นมาหรอก แต่หลังจากตรวจดูบนร่างของเธอแล้วก็เตรียมจะตรวจสอบที่บนขาดูว่าบาดเจ็บด้วยหรือเปล่า
แต่ว่าเธอ…ไม่ได้สวมชั้นในนี่สิ…
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของเธอ แต่ถ้าไม่มีมูลเหตุไปก่อน กลัวว่าจะอธิบายออกไปไม่เคลียร์
ดนัยกฤตหรี่ตาลงเล็กน้อย กวาดมองใบหน้าเล็กที่ดูซมซานไปด้วยสายตาอึมครึม
ตอนที่มองลงไปอีกครั้ง เขาจ้องมองขาเรียวบางทั้งสองข้างที่เปลือยเปล่าของธิชาไป
เขาตระหนักได้ว่ามันไม่ถูกต้องขึ้นมาทันที
อากาศหนาวขนาดนี้ ธิชาไม่ใช่คนที่จะไม่กลัวหนาว ช่วงฤดูหนาวยามที่เธอสวมกระโปรงแต่ไหนแต่ไรมาก็สวมถุงน่องหนา ๆ อยู่ตลอด ทำไมถึงได้เปลือยขาออกจากบ้าน?
เชื่อมโยงกับความตื่นตระหนกและกระอักกระอ่วนที่แสดงออกมาได้ไม่ชัดเจนเท่าไหร่นักบนใบหน้าเธอด้วย
ดนัยกฤตรู้สึกว่าบนหัวของเขามันได้มีเมฆสีเขียวลอยอยู่
สีหน้าของเขาได้ย่ำแย่ออกมาเรื่อย ๆ
ธิชากลัวว่าเขาจะเข้าใจผิด จึงพยายามปฏิเสธออกไปสุดตัว “ไม่ใช่นะ มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด มันไม่ใช่จริง ๆ คุณฟังฉันอธิบายนะ…”
สีหน้าของดนัยกฤตดำมืดเหมือนกับน้ำหมึก “แล้วที่ฉันคิดอยู่มันเป็นแบบไหน?”
ธิชากัดริมฝีปากไม่กล้าพูดออกไป
นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย…
ทั้ง ๆ ที่เธอถูกลักพาตัวไปแท้ ๆ
แต่ทำไมทำเสียเหมือนกับว่าเธอ…เหมือนกับเธอแอบไปมีชู้ลับหลังเขายังไงอย่างนั้น
เดิมทีมันก็เป็นเรื่องไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย
พูดออกไปให้เข้าใจได้ง่ายมาก
แต่เมื่อตอนต้นพวกเขาดันมาทะเลาะกันรุนแรงอีกเนี่ยสิ
แล้วเธอก็ยังพูดคำพูดจำพวกจะเลิกจะออกไปจากเขาไปเยอะมากอีกด้วย
ธิชาจิตใจกระสับกระส่ายขึ้นมาเล็กน้อย ไม่รู้ว่าดนัยกฤตจะเชื่อไปทั้งหมดหรือเปล่า
เธอเงียบไม่พูดอะไรออกไป
ชายหนุ่มยื่นมือไปบีบคางเธอ “ไม่ใช่ว่าอยากจะอธิบายหรือไง? ยังแต่งเรื่องไม่เสร็จ เลยไม่กล้าพูด?”
ธิชาสูดจมูกไปด้วยความน้อยใจ “ฉันเปล่า! ฉันมีอะไรให้น่าแต่งเรื่องกัน! ฉันจะบอกคุณว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นไปให้ละเอียดเลย แต่ว่า คุณต้องใจเย็น ๆ หน่อย ฟังฉันให้จบก่อน…”
สีหน้าของดนัยกฤตย่ำแย่มาก สมองของเขาได้ถูกธิชาทำเอายุ่งเหยิงไปหมด
เธอวิ่งแจ้นกลับมาในสภาพนี้ หายไปสิบกว่าชั่วโมง
บนร่างเองก็ไม่มีบาดแผลชัดเจนอะไรด้วยอีก แต่ข้อมือและบนขาที่เปลือยเปล่าดันมีร่องรอยที่ชัดเจนและยังคลุมเครืออย่างนี้อีก
ความเป็นไปได้ที่แย่ที่สุดก็คือหลังจากที่เธอเมาก็ได้มีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนกับคนอื่นไป
เขานึกถึงความเป็นไปได้จำพวกนี้ ก็แทบอยากจะเข้าไปบีบคอเธอให้ตายไปเสียให้ได้
“เธอว่ามา ฉันฟังอยู่”
ธิชากัดริมฝีปากล่าง “หลังจากที่เพียงไปแล้ว ฉันก็ได้นั่งอยู่คนเดียวอีกสักพักนึง หลังจากนั้นก็เตรียมจะกลับไปเหมือนกัน ตอนที่ยืนเรียกรถอยู่ที่ข้างถนน ก็มีคนวางยาสลบแล้วลักพาตัวฉันไป…”
เธอบอกเล่ากระบวนการถูกลักพาตัวทั้งหมดจบไปอย่างอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ รวมไปถึงการถูกติดตั้งเครื่องจับเท็จไปด้วย แต่รายละเอียดที่ผู้ชายสวมหน้ากากคนนั้นทำอะไรกับเธอไปบ้าง ได้ถูกเธอละเอาไว้