รักลิมิเต็ดของคุณชายเลอค่า - บทที่198 คืนนี้พวกเรารับใช้ท่านดนัยด้วยกันเถอะ
“หลังจากเรื่องนั้นแล้ว ฉันก็กลับไปครุ่นคิดอยู่นานมาก พี่กับฉันอายุไล่เลี่ยกัน แถมยังเป็นคนข้างกายของท่านดนัยด้วย ไม่ควรทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็กๆน้อย วันนี้ฉันมาเยี่ยมและอยากขอโทษพี่สาวด้วยค่ะ”
ธิชามีสีหน้าเย็นชา อารมณ์ก็เฉยเมยมากด้วย
เห็นได้ชัดว่าปุณิกาตั้งใจวางมาดแบบผู้ใหญ่ แต่เธอดันอายุน้อยกว่า จึงทำให้การแสดงดูธรรมดามาก แถมยังดูแปลกมากด้วย
แต่ในเมื่อเธอยอมขอโทษก่อน ธิชาก็จะแสดงท่าทีใจแคบไม่ได้ เดี๋ยวจะหาว่าเธอตั้งใจหาเรื่องอีก
ธิชาจิบชาหนึ่งคำ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเชื่องช้าว่า: “ไม่เป็นไรหรอก วันนั้นในร้านจิวเวลรี่ ฉันก็พูดจาไม่ดีเหมือนกัน แค่ทะเลาะกันเล็กน้อย ฉันไม่เก็บมาใส่ใจหรอก แต่ว่า……ยังไงคุณปุณิกากับฉันก็อายุห่างกันแค่ปีเดียว ไม่จำเป็นต้องเรียกพี่ก็ได้ ฉันรับไว้ไม่ไหวหรอก”
พระเจ้า แค่เธอได้ยินคำว่า ‘พี่สาว’ จากปากปุณิกา เธอก็รู้สึกคลื่นไส้จนอยากจะอ้วกออกมาอยู่แล้ว
ปุณิกาหัวเราะแล้วพูดว่า “เป็นผู้น้อยก็ต้องเคารพคนอาวุโสกว่าสิคะ ผู้หญิงข้างกายท่านดนัยต่างก็รักษากฎเกณฑ์กัน อย่างเช่นอี๊ฟ ฉันก็เรียกอี๊ฟว่าพี่อี๊ฟเหมือนกัน แม้จะห่างกันแค่ปีเดียว ฉันก็ต้องเรียกพี่ว่าพี่ธิชาให้ดูสมเกียรติอยู่ดี”
คำว่าพี่ไม่น่ารังเกียจเท่าคำว่าพี่สาวเลย ธิชาก็ขี้เกียจทะเลาะกับเธอเรื่องนี้
ยังไงความหมายในคำพูดของปุณิกาก็ดูชัดเจนดี เธอชอบอวดอยู่เสมอว่าตัวเองเป็นสาวคนใหม่ที่ดนัยกฤตชอบ และยังอายุน้อยกว่าด้วย แถมยังเป็นเจ้าหญิงของพ่อบุญธรรมอย่างท่านอวัช ทางที่ดีทุกคนต้องยอมและชื่นชมเธอ
ธิชาแค่พูดจาเกรงใจเธอไม่กี่คำ ตอนแรกคิดว่าปุณิกาแค่มาเยี่ยมพูดไม่กี่คำก็จะออกไปเอง
แต่ไม่คิดว่าผู้หญิงคนนี้คิดจะอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน
ธิชาก็ถึงรู้ตัวทีหลังว่า เป้าหมายที่ปุณิกามาวันนี้ คงไม่ใช่แค่ขอโทษและกระชับความสัมพันธ์แน่นอน เธอจะต้องมีความคิดอื่นแน่
แต่ตอนนี้ ธิชาก็ยังเดาไม่ออกว่าผู้หญิงคนนี้คิดจะทำอะไร
ธิชาคุยกับเธอสักพัก ก็รู้สึกเจ็บแผลแล้วกลับไปพักผ่อนที่ห้อง
ปุณิกาดูเป็นมิตรมากเกินไป ยังเสนอตัวจะพยุงเธอขึ้นไปข้างบน
แม่บ้านอยู่ข้างๆก็พูดอะไรไม่ได้ ทั้งที่รู้ว่านี่เป็นศึกชิงรักระหว่างผู้หญิงสองคน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
ธิชามองดูด้วยแววตาที่เย็นชา ปล่อยให้เธอพยุงตัวเองขึ้นไปข้างบน
รอเธอเข้าห้องแล้ว ปุณิกากลับเดินตามเข้ามาโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร
แถมยังพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจว่า: “ที่แท้พี่ธิชากับท่านดนัยนอนแยกห้องกันเหรอเนี้ย คฤหาสน์ที่ท่านดนัยซื้อให้ฉัน มีแค่ห้องหลักห้องเดียวเอง แถมเขายังชอบนอนเตียงเดียวกับฉันด้วย”
ธิชารู้ดีว่าหล่อนตั้งใจมาอวดว่าดนัยกฤตรักหล่อนมากแค่ไหน แต่ก็รู้ดีว่าที่เธอได้อยู่ห้องเดี่ยวในคฤหาสน์หลังนี้ เป็นเพราะดนัยกฤตเตรียมไว้ให้เธอเอง นี่เป็นเรื่องที่แม่บ้านบอกเธอ ตั้งแต่เธอเข้ามาอยู่ในห้องเจ้าหญิงนี้
แต่ธิชาก็แค่ยิ้มไม่พูดอะไร
ปุณิกาพยุงเธอนอนลงบนเตียง และดึงผ้าห่มให้เธอด้วย จากนั้นก็นั่งลงข้างเตียงอย่างสนิทสนม เหมือนแค่ครึ่งชั่วโมงนี้ก็กลายเป็นเพื่อนสนิทของธิชาเลย
เธอกลับพูดกับธิชาเรื่องระหว่างเธอกับดนัยกฤต แถมยังเล่าครั้งแรกของตัวเองด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ
ปุณิกาพูดอย่างเขินอายว่า: “แม้ฉันจะเคยมีแฟน แต่ก็ไม่มีใครโดนใจฉันเลย จนกระทั่งท่านดนัยปรากฏขึ้นในชีวิตของฉัน ฉันมอบตัวเองให้เขาโดยไม่ลังเลเลยล่ะ……”
“ท่านดนัยเห็นเลือดที่เปื้อนอยู่บนเตียง เขาก็ตกใจมาก เพราะยังไงเด็กผู้หญิงอายุสิบห้าสิบหกสมัยนั้นก็เสียบริสุทธิ์กันหมดแล้ว เขาเห็นแก่ที่ฉันอายุน้อย คืนนั้นเลยซื้อคฤหาสน์หลังส่วนตัวหลังใหญ่ให้ฉัน บอกว่าเป็นของขวัญวันเกิดอายุสิบแปด”
ปุณิกาพูดจบก็หน้าแดงขึ้นมา พูดจบก็ไม่ได้เล่ารายละเอียดต่อ
ยังดีที่เธอไม่พูด ถ้าพูดล่ะก็ ธิชาคงจะทนไม่ไหวหัวเราะออกมาแน่
แม้เธอจะไม่รู้ว่าปุณิกาพูดจริงหรือหลอก แต่ในสายตาเธอการนอนด้วยกันคืนหนึ่งแล้วได้คฤหาสน์หลังหนึ่ง……เป็นการแลกเปลี่ยนที่ธรรมดาและตรงไปตรงมาดี
ธิชาคิดแบบนี้ ไม่ใช่เพราะเธอสูงส่งไม่เอาอะไรเลย
แต่แทนที่จะนอนคืนหนึ่งแล้วเช็กบิลด้วยเงินสด เธออยากจะสร้างความสัมพันธ์ที่ยาวนานและมั่นคงกับชายหนุ่มมากกว่า รอมีความรักแล้ว คฤหาสน์หลังหนึ่งแค่เรื่องเล็กน้อย
เธอคิดในใจว่าเพียงวรินทร์ดูคนเก่งจริงๆ ปุณิกาดูไม่มีความสำเร็จในด้านใดเลย ปกติก็คงเอาแต่พึ่งหน้าตาและพึ่งพ่อบุญธรรมของตัวเอง ไม่มีความสามารถเป็นของตัวเองจริงๆ
ไม่งั้นก็คงไม่ดีใจเพียงแค่ได้คฤหาสน์หลังหนึ่งหรอก ขนาดกฎพื้นฐานการวางแผนระยะยาวโดยไม่รีบหวังผลก็ยังไม่รู้เลย
ธิชาบอกว่าตัวเองง่วงแล้ว ให้เธอกลับเองเลย
ปุณิกากลับยิ้มตาหรี่แล้วพูดว่า: “พี่ธิชาไม่ต้องไปส่งหรอกค่ะ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ฉันอยากรอรับท่านดนัยที่ห้องรับแขกข้างล่างสักหน่อย พี่ไม่ว่าอะไรใช่ไหมคะ?”
ธิชาหลับตาแล้วพูดว่า “ไม่หรอก คฤหาสน์หลังนี้เป็นบ้านของท่านดนัย ไม่ได้เป็นของฉันสักหน่อย เจ้าของที่นี่มีท่านดนัยเพียงคนเดียว เธอเป็นคนของเขา อยากอยู่นานเท่าไหร่ก็แล้วแต่เลย”
ปุณิกาพูดโอ้อวดจนพอใจแล้ว ในที่สุดก็สะบัดก้นเดินลงไปข้างล่างอย่างพึงพอใจ
ธิชาแม้จะหลับแล้ว แต่กลับมีความฝันที่ยาวนานและน่าหงุดหงิด
จนกระทั่งท้องฟ้ามืดแล้ว เธอถึงตื่นขึ้นมาเพราะดนัยกฤตสัมผัสใบหน้าของเธอ
ดนัยกฤตมองดูดวงตางัวเงียที่เพิ่งตื่นขึ้นเธอ ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความเอ็นดู
นิ้วมือเรียวยาวบีบแก้มเนียนนุ่มของเธอเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า: “ขี้เซาเหมือนกันนะเรา จากกลางวันนอนถึงกลางคืนเลย อย่างกับหมูแหนะ”
ธิชาย่นจมูก แล้วลุกขึ้นนั่งบนเตียง
ดนัยกฤตจับมือเธอเดินลงมา แล้วเห็นปุณิกากำลังนั่งดูทีวีอยู่บนโซฟา
ปุณิกาเดินเข้าไปหาโดยไม่อายเลย และคล้องแขนข้างที่ว่างของดนัยกฤตไว้อย่างออดอ้อน
“ท่านดนัยคะ เป็นยังไง ฉันไม่ได้หรอกท่านใช่ไหม ฉันกับพี่ธิชาดีกันแล้วจริงๆ ตอนนี้พวกเราเป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน ฉันไม่กล้ารังแกพี่แกหรอกนะคะ”
ธิชาตั้งใจสังเกตดูสีหน้าของดนัยกฤต
เขาอ่อนโยนต่อปุณิกามาก อาจเป็นเพราะมีเธออยู่ด้วย เลยไม่ค่อยทำท่าหวานกับปุณิกาสักเท่าไหร่ แค่ยิ้มแล้วพูดว่า: “เด็กดี เอาล่ะ ในเมื่อมาแล้ว ธิชานอนนานขนาดนี้ก็น่าจะหิวแล้วล่ะ กินอาหารเย็นด้วยกันสิ”
ปุณิกาคล้องแขนของดนัยกฤตแล้วเดินเข้าห้องอาหารไปอย่างดีอกดีใจ
ธิชาไม่ได้ทำท่าเกลียดอะไร แค่กินข้าวอย่างใจเย็นเหมือนปกติ
ตอนเย็นอาหารที่พ่อครัวเตรียมไว้คืออาหารฝรั่งเศส เหมือนปุณิกาจะชอบมาก เธอเอาแต่ออดอ้อนดนัยกฤตไม่เลิก
“ท่านดนัยคะ ฉันรู้ว่าพี่ธิชาบาดเจ็บ ฉันก็เป็นห่วงพี่ธิชามาก เพื่ออยู่กับพี่ธิชา ท่านไม่ได้มาหาฉันหลายวันเลยนะคะ ฉันคิดถึงท่านมากจริงๆ”
ดนัยกฤตพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ช่วงนี้ยุ่งน่ะ เดี๋ยวเธอจะสอบปลายภาคแล้วนี่ ตั้งใจอ่านหนังสือเถอะนะ”
ปุณิกาขยับเข้าไปข้างหูเขา เสียงที่พูดนั้นกลับทำให้สามคนบนโต๊ะอาหารได้ยินชัดเจนแจ่มแจ้ง
“ท่านไม่มาหาฉันบ้างเลย ฉันคิดถึงท่านจริงๆนะ คิดถึง……จนข้างล่างแน่นไปหมดแล้ว”
ส้อมและมีดในมือธิชาเกือบตกลงไปแล้ว ยังดีที่จับไว้แน่น แต่เพราะจับแรงเกิน จนมือข้างซ้ายเริ่มเจ็บ
ดนัยกฤตขมวดคิ้ว เหมือนกำลังจะด่า
ปุณิกากลับพูดกับธิชาว่า “พี่ธิชาคะ พวกเราเป็นพี่น้องกันอยู่แล้ว ตอนนี้มือซ้ายพี่บาดเจ็บไม่สะดวก งั้นคืนนี้พวกเรามารับใช้ท่านดนัยด้วยกันดีไหมคะ”