รักลิมิเต็ดของคุณชายเลอค่า - บทที่ 386 เด็กคนนี้ คงไม่ใช่ของคุณชายรองหรอกนะ
ใบหน้าของธิชามองไม่เห็นสีเลือดแม้แต่น้อย
เธอมองแผ่นหลังของธเนษฐหายไปจนลับตาเธอด้วยสายตาที่เกือบจะไร้สติ
ท้ายที่สุด……
เธอก็เหมือนผู้ป่วยที่กำลังจะตาย
หลังจากเห็นฉากนี้
ในที่สุดก็สามารถผ่อนคลายได้นิดหน่อย หายใจเข้าลึก แล้วหลับตาบอกลาโลกใบนี้อย่างสมบูรณ์
ตอนนี้เวลานี้ดนัยกฤตจะพูดให้เธออับอายอีกแค่ไหน ก็ไม่มีสิ่งใดที่เธอจะได้ยินเข้าไปในจิตใจ
ยังไง…..ทุกสิ่งอย่างก็ล้วนไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
เธอถึงขั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเด็กที่อายุเกือบแปดเดือนยังมีโอกาสได้เกิดมาบนโลกหรือไม่
คนที่ไม่เกี่ยวข้องภายในห้องได้หายไปหมดแล้ว
ในความยุ่งเหยิงนี้ เหลือเพียงดนัยกฤตที่แต่งตัวเรียบร้อย กับธิชาที่ทั้งตัวเต็มไปด้วยมลทินและบาดแผล
แต่ชายผู้ก่อเหตุทั้งหมดดูจะไม่ค่อยพอใจกับสถานการณ์นี้
เขาหน้าตามืดมน จ้องมองธิชานิ่งๆ
จากนั้นเอื้อมมือไปลูบแก้มที่รอยแดงยังคงไม่จางหายของเธอ
ธิชาสั่นเทาเพราะสัมผัสของเขา
ความเจ็บปวดของเธอชาหนึบราวกับจะหมดสติได้ทุกเมื่อ
แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น……แม้แต่ความปรารถนาอย่างต่ำต้อยที่จะหมดสติและหลับลึกก็ไม่สามารถเป็นจริงได้
เธอไม่ได้รู้สึกถึงความอบอุ่นจากตัวดนัยกฤตอีกแล้วแม้เพียงเล็กน้อย
ที่แข็งแกร่งขึ้นมามีแต่ความหวาดกลัวและการต่อต้าน
แต่ดนัยกฤตกลับดูสงบนิ่งมาก เขาลูบใบหน้าของเธอ ทันใดนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ
มีการประชดที่คลุมเครืออย่างอธิบายไม่ได้ในน้ำเสียงที่เอ่ยออกมา “คุณนาย ต่อหน้าผมคุณก็ถือว่าเป็นนักแสดงที่ดีพอนะ การแสดงนี้ คุณดูแล้วรู้สึกยังไงบ้าง”
ทัศนคติของดนัยกฤตทำให้เธอรู้สึกค่อนข้างเศร้า
แต่ไม่ว่ามันจะเศร้าอย่างไร เธอยังรู้สึกว่าตัวเองควรยิ้ม
คิดว่าเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จะร่วมมือกับเขา
ธิชาดึงมุมปากซีดขาว ใช้เวลานานกว่าจะเค้นคำออกมาได้จากลำคอที่เจ็บ “ไม่เลว เพื่อให้บทเรียนแก่น้องชายสุดที่รักของตัวเอง พูดได้ว่าท่านดนัยลงแรงลงใจไปมาก การแสดงที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ สันนิษฐานว่าธเนษฐคงจดจำไปชั่วชีวิต ชาตินี้คงไม่มีวันลืม”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงธิชาก็ขมวดคิ้วแน่น
ไม่ใช่เพราะไม่สบายกาย แต่ลำคอระคายเคืองจนไม่สามารถพูดออกมาได้ตามปกติ
ความจริงที่เธอสามารถพูดคำเหล่านี้ได้ ตัวเองก็รู้สึกตกใจมาก
เพราะถึงอย่างไรเมื่อไม่นานมานี้……เธอคิดว่าตราบใดที่ดนัยกฤตออกแรงนิดหน่อย ก็สามารถพอจะเอาชีวิตเธอได้อย่างง่ายดายแล้ว
ที่ยังมีชีวิตอยู่ มันเป็นปาฏิหาริย์
เธอคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าตัวเองจะกล้าเย้ยหยันตอบโต้เขา
ดนัยกฤตส่งเสียงเยาะ บนใบหน้าเหมือนจะปรากฏความไม่พอใจอยู่เล็กน้อย
แต่ทัศนคติยังคงเฉยเมยดูถูก ไม่มีความโกรธชัดเจนนัก
นิ้วยาวของเขาบีบคางธิชา และแอบออกแรง
“เมื่อครู่คุณคงได้ยินชัดแล้วนะ ธเนษฐไม่เอาคุณ” เขาหยุดคำพูดเล็กน้อย มุมปากที่ยกยิ้มดูป่าเถื่อนมากขึ้น “ผู้ชายที่คุณยินดีจะทำลายทุกสิ่งที่มี เขาไม่ต้องการคุณ แค่ธเนษฐได้แต่มองดูคุณอัปยศภายใต้ร่างผม เขาก็ไม่กล้าต้องการคุณแล้ว นี่เหรอคือผู้ชายที่คุณชอบ หืม?”
ใบหน้าเล็กซีดเผือดแข็งทื่อของธิชาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
ในความเป็นจริง เวลานี้เธออยู่ในอารมณ์ที่อยากจะหัวเราะ
น่าขำนะ
ไม่อยากเชื่อว่าดนัยกฤตจะคิดว่าเธอชอบธเษฐจริงๆ ถึงได้มีความสัมพันธ์กับธเนษฐ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ธิชาอาจบ่นในใจว่าชายคนนี้ไม่เชื่อเธอที่เป็นภรรยาของเขาเลยแม้แต่น้อย
แต่ตอนนี้เวลานี้ เธอมองเห็นได้อย่างชัดเจน
แค่ชั่วครู่ดนัยกฤตก็ไม่เคยเห็นเธอเป็นภรรยาที่แท้จริงเลย
หรือแม้แต่วินาทีเดียวก็ตาม
…………
ตอนธิชาตื่นท้องฟ้ามืดแล้ว
เธอจำไม่ได้เลยว่าตัวเองหมดสติไปเมื่อไร
มีเพียงแพทย์และพยาบาลที่อยู่ข้างๆ เท่านั้นที่ทำให้เธอค่อยๆ เข้าใจสถานการณ์ของตัวเอง
และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ดูแลเธอเหมือนจะไม่แปลกใจต่อสถานการณ์ในลักษณะนี้แล้ว
ยังไงนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่จัดการ ถึงขั้นนี้แล้ว จะห้ามอะไรก็ไม่มีประโยชน์
ท้องของธิชาใกล้จะแปดเดือนอยู่รอมร่อ
ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ไม่อยากเชื่อว่ายังได้รับการทารุณกรรมอย่างรุนแรงจากสามี
แต่แค่คิดก็รู้ว่าสภาพชีวิตการแต่งงานเป็นอย่างไร
ไม่มีใครบนโลกนี้ที่ไม่มีอำนาจ
บุคลากรทางการแพทย์ก็ไม่มีข้อยกเว้น
คุณนายภักดิภูมิเมธีที่ไม่ถูกให้ความสำคัญ ก็ไม่มีใครใส่ใจ
ธิชาได้รับการแจ้งว่าทารกในครรภ์ไม่มีปัญหาอะไร แค่บนตัวเธอมีบาดแผลภายนอกอยู่ประปราย นอกจากนี้ก็ไม่มีผลกระทบอะไรมากนัก
แต่เธอกลับยังคงไม่สบายใจ และเป็นการยากที่จะคาดเดาว่ามีใครซ่อนอะไรจากเธอหรือไม่
ดังนั้นด้วยอารมณ์ไม่สบายใจอันหนักหน่วงแบบนี้ ธิชาจึงรอจนกระทั่งอาการบาดเจ็บบนร่างกายตัวเองหายเป็นปกติ
ในขณะที่ดนัยกฤตไม่ได้จำกัดเธอกับการออกไปข้างนอก
ธิชามาตรวจตามเวลาที่จองไว้ทางออนไลน์กับโรงพยาบาลเอกชนซึ่งมีผู้ป่วยไม่มากนัก
บรรดาคนในคฤหาสน์ละเลยเธออย่างชัดเจนขึ้นทุกวัน
เธอไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย ได้แต่แอบมาตรวจด้วยตัวเอง
แม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่เข้าใจ ตอนนี้ขอแค่รับรองความปลอดภัยของลูกสาว สิ่งใดก็ไม่มีความหมายทั้งนั้น
เธอถึงขั้นไม่สามารถแม้แต่คาดเดาชะตากรรมของลูกสาวตัวเองตอนที่เกิดมาแล้วว่าจะเป็นอย่างไร
แต่ มันเป็นสิ่งเดียวที่เธอสามารถทำได้ตอนนี้ ไม่ใช่เหรอ
ธิชาไปโรงพยายามด้วยใจที่เต็มไปด้วยความกังวล
ผลตรวจออกมาปกติดี
เพียงแต่หมอมองเธอด้วยสายตาที่ค่อนข้างซับซ้อน จากนั้นก็เริ่มพูดเน้นย้ำว่า “คุณผู้หญิงท่านนี้ คุณตั้งครรภ์มาได้เกือบแปดเดือน วันครบกำหนดคลอดใกล้เข้ามาแล้ว โดยทั่วไปสามเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ต้องหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะเดือนสุดท้าย ต้องหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด หวังว่าคุณจะพิจารณาความปลอดภัยของเด็ก ระมัดระวังให้ดี”
ธิชาสีหน้าแข็งทื่อ ไม่ว่าคำใดก็พูดไม่ออก
ยากที่จะจินตนาการว่าตอนนี้เวลานี้ในสายตาของหมอเธอเป็นแม่ที่ไร้ความสามารถและขาดความยับยั้งชั่งใจเพียงใด
ทว่าไม่สามารถแก้ตัวได้แม้แต่คำเดียว
ธิชาออกจากโรงพยาบาลในสภาพเลื่อนลอยมึนเบลอ
แต่เธอไม่ได้คาดหวังเลย ว่าจะเจออี๊ฟที่หน้าประตูโรงพยาบาล
รถสปอร์ตของอี๊ฟจอดอยู่ในสถานที่ที่โดดเด่น ระยิบระยับดึงดูดสายตา เหมือนกำลังรอธิชาอยู่อย่างเห็นได้ชัด
เห็นเธอเดินเชื่องช้าออกมา อี๊ฟก็ลงจากรถทันที บนใบหน้ามีรอยยิ้มที่ดูจงใจ แสร้งทำเป็นพูดอย่างใส่ใจ “คุณนาย บังเอิญจังค่ะ”
ธิชากวาดตามองความสนุกและหยอกล้อในสายตาเธอ
ธิชายังสามารถอ่านเจตนาร้ายที่แกร่งกร้าวตรงไปตรงมาอย่างมากได้
เธอยกมือขึ้นกุมท้องตัวเองโดยสัญชาตญาณ แล้วเบี่ยงตัวหันหลบ
แต่อี๊ฟกลับยิ้มทักทาย เหมือนไม่ได้เจอกันนานและมีเรื่องอยากคุยกับเธอ
ธิชาไหนเลยจะไม่รู้ว่าส่วนมากที่อี๊ฟกำลังจะพูดคือบรรดาถ้อยคำที่เป็นการซ้ำเติม
เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ความคิดเดียวคืออยากไปจากตรงนี่
อี๊ฟอยู่คนเดียว ไม่ได้พาผู้ช่วยมาด้วย
แต่เธอดูมีออร่าที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ ฉับพลันก็มายืนตรงหน้าธิชา แม้แต่ความอ่อนน้อมถ่อมตนในสายตาเพียงเล็กน้อยก็ไม่มี
นี่มัน…..ไม่เหมือนอี๊ฟที่ธิชารู้จักในตอนแรก
ธิชาเองก็รู้ว่าภัยพิบัติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั้นไม่สามารถหยุดได้
เธอพยายามสงบที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ สายตาเย็นชาตกลงบนใบหน้าของอี๊ฟที่ตบแต่งมาอย่างพิถีพิถัน
“คุณมีเรื่องอะไร”
อี๊ฟเบะปากหัวเราะเบาๆ “แน่นอนว่ามี…..ก็แค่เห็นคุณนายใกล้คลอดแล้ว พวกถ้อยคำแสดงความเป็นห่วง ก็อยากบอกคุณนานแล้ว”
ธิชารู้อยู่แล้วว่าเธอพูดอะไรดีๆ ไม่ได้ และก็รู้ว่าในเมื่อเธอเจาะจงมาที่นี่โดยเฉพาะ คงจะไม่ปล่อยให้ตัวเองหลีกเลี่ยงไปง่ายๆ
เธอยิ่งจ้องอี๊ฟอย่างเย็นชาเข้าไปอีก “คุณมีอะไรจะพูดก็พูดตรงนี้เถอะ”
อี๊ฟเหลือบมองที่ท้องใหญ่ของเธอ แสร้งพูดเกินจริง “ไม่ต้องไปนั่งบนรถเหรอ ดูคุณตอนนี้สิ ดูเหมือนจะยืนได้ไม่นานนะ”
แน่นอนว่าธิชาจะไม่ตามเธอขึ้นรถ เรื่องเสี่ยงแบบนี้ เธอจะไม่ทำ
เพราะถึงอย่างไรนี่ก็กลางวันแสกๆ แน่นอนว่าประตูโรงพยาบาลต้องมีกล้องวงจรปิด ธิชาคาดว่าอี๊ฟคงไม่กล้าลากเธอขึ้นไป
เธอก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว รักษาระยะห่างที่ดูเหมือนปลอดภัยกับอี๊ฟ
อี๊ฟมองท่าทางที่ป้องกันตัวอย่างเห็นได้ชัดของเธอ ทันใดนั้นก็ปิดปากหัวเราะและพูดอย่างเกินจริงว่า “คุณเป็นถึงขนาดนี้เลยเหรอ ท้องของคุณเกือบแปดเดือน และไม่ใช่แค่เพิ่งท้อง ฉันทำร้ายคุณไปก็เปล่าประโยชน์ ธิชา รู้จักกันมานานขนาดนี้ ฉันในสายตาคุณมันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ”
ธิชายืนอยู่กับที่ ไม่มีการส่งเสียง
อี๊ฟเริ่มเย้ยหยัน “ตรงนี้ไม่มีคนอื่น ฉันขอบอกกับคุณตามตรง ท้องของคุณ……ที่จริงแล้วฉันขัดหูขัดตามาก แต่ฉันไม่กล้าลงมือทำอะไร ตั้งแต่วันแรกที่คุณตั้งครรภ์ ฉันก็เกลียดจนคันฟัน แต่ไม่กล้าทำอะไรทั้งนั้น สายเลือดโดยตรงของตระกูลภักดีภูมิเมธี……ฉันไม่กล้าคิดไม่ดีเพราะความอิจฉาริษยา”
ธิชาสีหน้าไม่ค่อยดี ในน้ำเสียงมีความอดทนอดกลั้น “จะจบหรือยัง คุณอยากพูดอะไรกันแน่ ถ้าไม่มีอะไร ฉันไม่ว่างพอมาเสียเวลากันคุณ”
อี๊ฟยื่นแขนออกมาขวางทางเธอ รอยยิ้มบนใบหน้าดูมีเสน่ห์และสดใสมากขึ้น “เฮ้ ท่าทางแบบนี้ คือยังคิดว่าตัวเองเป็นราชินีวังอยู่อีกหรือไง ฉันว่าคุณโง่มากเลยนะ มีช่วงวันเวลาดีๆ แต่กลับสวมเขาให้ท่านดนัย เด็กคนนี้……คงไม่ใช่ของท่านสองหรอกนะ”
เห็นสีหน้าของธิชาคล้ำลงทีละนิ้วๆ
อี๊ฟปรบมือส่งเสียงโห่ร้อง “ถ้าเป็นของท่านสอง……งั้นก็ต้องแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อคุณนกแล้ว เพราะวันเวลาดีๆ ของเธอในอนาคตคงถูกคุณทำลายลงไปมากกว่าครึ่ง อยู่ดีๆ ก็ต้องเลี้ยงมารหัวขนที่ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อแบบนี้”