รักลิมิเต็ดของคุณชายเลอค่า - บทที่ 303 หญิงที่รักที่สุดกับน้องชาย
ธเนษฐมีใบหน้าที่หล่อเหลาเป็นอย่างมาก เพียงพอที่จะดูดีเท่ากับดนัยกฤต เพียงแค่อายุที่ดูต่างกันมาก ดนัยกฤตออกจะภูมิฐานกว่าเขาสักหน่อย ธเนษฐอายุเพียงยี่สิบหกเท่านั้น หน้าตามีความอ่อนเยาว์แต่ท่าทีที่แสดงออกนั้นเป็นเหมือนทหารผ่านศึกที่ช่ำชองและเย็นชา สีหน้าท่าทางนั้นมีความต่างกัน เลยทำให้เขาดูหล่อมากกว่าเดิม
เขาจับคางของนันทญาอย่างถนัดมือ ดูเหมือนจะชอบสาวคนนี้มาก
นันทญายิ่งขยับเข้ามาใกล้เขาอย่างอาจหาญ
ธเนษฐเอากล่องของขวัญมาให้เธอ นันทญารีบขอบคุณด้วยความชอบใจ ก่อนจะเปิดกล่องออกอย่างไม่รีรอ ในนั้นมีต่างหูพลอยสวยงามอยู่คู่หนึ่ง
อี๊ฟที่นั่งอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก เมื่อเห็นดังนั้นก็ลุกขึ้นมา แกล้งจ้องนันทญาด้วยสีหน้าดุ ก่อนจะหันไปพูดกับธเนษฐ “ท่านสองคะ คุณทำแบบนี้มีแต่จะทำให้นันทญาเสียนิสัย ขนาดท่านดนัยเองยังไม่ทำแบบนี้กับเธอเลย”
ชายคนนี้สาวเท้าก้าวไปด้านหน้า ก่อนจะเอาอีกกล่องส่งให้อี๊ฟ ยิ้มขึ้นเบาๆ “ไม่ได้เจอกันนานขนาดนี้ ให้ของขวัญนิดหน่อยจะทำให้เสียคนเลยเหรอ?แม้จะเป็นแบบนี้ก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะใครๆ ก็รู้ว่าฉันรักพวกคุณสองคนที่สุดแล้ว”
อี๊ฟเม้มปากยิ้มขึ้นเบาๆ “งั้นก็ต้องขอบคุณท่านสองมากเลยนะคะ”
ทั้งสามคนนั่งกินอาหารพร้อมกันในห้องอาหาร อี๊ฟคุมอาหารมาตลอด เลยกินเพียงอาหารที่ตามที่จัดไว้เพื่อลดน้ำหนักเท่านั้น เที่ยงนี้มากินกับพวกเขาก็แค่ตามมารยาทเท่านั้น
บนโต๊ะอาหารนั้นธเนษฐถามถึงสถานการณ์ช่วงนี้ในเมืองJ เรื่องของธุรกิจที่ไม่ค่อยเข้าท่าของนันทญา ฟังไปก็รู้สึกน่าเบื่อแต่ก็ไม่กล้าไปขัดอะไร
เมื่อพวกเขาคุยกันจนจบ นันทญาก็เริ่มพูดจอแจต่อไม่ยอมหยุด
ธเนษฐเห็นอี๊ฟไม่กินอะไรเลย เลยถามเธอ “ทำไมกินน้อยขนาดนี้ล่ะ กินอย่างกับแมวดมเลยนะ คุณลดน้ำหนักอยู่เหรอ?”
ผู้หญิงลดน้ำหนักนั้นเป็นเรื่องปกติ แม้จะไม่แปลกอะไร แต่ตอนแรกอี๊ฟก็แค่อยากจะแซวเท่านั้น
แต่เธอยังไม่ทันจะพูด ก็ได้ยินน้ำเสียงเว่อของนันทญาพูดขึ้นด้วยความอัดอั้น “พี่อี๊ฟหุ่นดีขนาดนี้ แม้จะลดความอ้วนก้ไม่ต้องอดอาหารสักหน่อย แต่ทั้งหมดก็เพราะนังธิชานั่นไม่ใช่เหรอ!พี่ฉันนั้นอ่อนโยนเกินไป อะไรๆยัยนั่นก็มากดขี่เธอได้ทั้งนั้น ถ้าเกิดเป็นฉัน จะยอมกล้ำกลืนความเกลียดชังนี้เอาไว้ได้อย่างไร!”
เมื่อธเนษฐได้ยินดังนั้น ก็เลิกคิ้วขึ้น เหมือนจะเพิ่งสังเกตเห็นใบหน้าที่แดงและรอยนิ้วมือบนใบหน้าของอี๊ฟ
เขายื่นมือออกไปเชยคางอี๊ฟขึ้น น้ำเสียงนั้นมีความเสียดายไม่น้อย “หนูน้อยน่าเอ็นดูของพวกเราน่าสงสารจังเลย ธิชาลงมือหนักขนาดนี้เลย?แค่ลูกสาวบุญธรรมที่ตระกูลธนาภูวนัตถ์เลี้ยงไว้ มองไม่ออกเลยว่าเธอร้ายมากขนาดนี้”
นันทญานั้นเป็นลูกพี่ลูกน้องของอี๊ฟ ทั้งสองคนนั้นสนิทสนมกัน และรู้ว่าช่วงนี้อี๊ฟกำลังคุมอาหาร
อี๊ฟฟังเธอพูดเว่อวังไปเรื่อง แต่กลับไม่ได้อยากจะแย้งอะไร ก่อนจะใช้ท่าทีอ่อนโยนตอบกลับไป “ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากหรอก ก็แค่โดนตบไปสองครั้งเท่านั้นเอง ฉันยังพอรับได้ ธิชากำลังท้องอยู่ ว่ากันว่าคนท้องอารมณ์จะแปรปรวน การที่อารมณ์ร้ายขนาดนี้ก็ปกติ”
นันทญาเห็นธเนษฐใช้นิ้วลูบใบหน้าที่เจ็บปวดของอี๊ฟไปมา ด้วยความสงสารเป็นอย่างมาก
นันทญายิ่งมีความไม่สบอารมณ์เกิดขึ้น เลยพูดด้วยน้ำเสียงไม่ขุ่นเคือง “ท่านสองคะคุณดูสิ เพียงเพราะนิสัยดีมีมารยาทของพี่ฉัน นังธิชาทนได้ว่ามีผู้หญิงแบบพี่อี๊ฟ ผู้หญิงอย่างนังธิชามาอยู่ข้างกายท่านดนัยนานวันเข้า มันจะมีเรื่องดีได้อย่างไร?!”
ธเนษฐชักมือกลับด้วยสีหน้านิ่งเฉย พลางพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่รู้ว่าพอใจหรือไม่ “เป็นหญิงที่เลวร้ายจริงๆ”
อี๊ฟกลับโน้มน้าว “เอาล่ะ นันทญา ไม่ต้องพูดเรื่องเหล่านี้กับท่านสองแล้วล่ะ มันทำให้ท่านสองเสียอารมณ์ ถ้าเกิดท่านดนัยรักและเอาใจหญิงคนไหนขึ้นมา มันยากที่จะขัดได้เลยทีเดียว นิสัยของธิชานั้นไม่ได้แย่มาก แต่ถูกให้ท้ายจนเสียคน เลยมีความเอาแต่ใจได้ง่ายๆ เพียงแค่ไม่ไปกระทบกับเรื่องใหญ่ของท่านดนัย ฉันน้อยใจแค่นี้จะเป็นอะไรไป”
นันทญากับเธอนั้นพูดเข้าขากันเป็นอย่างดี เลยยิ่งตีไข่ใส่สีเข้าไปอีก “ท่านสองดูพี่อี๊ฟสิ นิสัยดีขนาดนี้ ธิชาจะไม่มาทำร้ายกดขี่เธอได้อย่างไร?ฉันไม่ชอบหน้านังธิชาเลย คืนนี้ท่านสองจะไปที่บ้านท่านดนัยไม่ใช่เหรอ?ท่านดนัยฟังคุณมาตลอด ผู้หญิงอย่างเราพูดอะไรไม่มีน้ำหนัก ถึงจะตั้งใจโน้มน้าว แต่ก็แค่ฟังผ่านๆ แต่ถ้าคุณพูดไป ก็พอจะหยุดเธอได้บ้าง”
อี๊ฟปฏิเสธไม่ได้
ธเนษฐหัวเราะอย่างสบายอารมณ์ “เอาล่ะ ฉันจะไปเป่าหูบ้างสักหน่อย ผู้หญิงแบบนี้ พี่ใหญ่ใช้เสร็จก็ทิ้งแล้ว พวกคุณไม่ต้องสนใจหรอก”
…………
งานเลี้ยงครอบครัว ธิชาเลยสวมชุดกระโปรงสีส้มอ่อนที่ไม่รัดรูปสักเท่าไหร่ ถึงอย่างไรก็อยู่ที่บ้าน การแต่งตัวให้ดูดีมากจนเกินไปมันมีแต่จะทำให้ดูห่างเหิน
ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงวันนี้ธิชาอารมณ์ไม่ดีมาตลอด แต่ก็ยังทำดีต่อครอบครัวของดนัยกฤตได้อยู่ อย่างน้อยก็ทำตามมารยาทที่ควรจะมีอยู่
แต่ทว่า……ตอนที่ธิชาเจอกับธเนษฐ ก็เหมือนมีบางอย่างในใจที่ถูกทำลายไปในทันที
ธเนษฐถือว่าหน้าตาดีไม่เบา เป็นหัวหน้าทหารที่หน้าตาหล่อเหลาและคมเข้ม แม้จะใส่ชุดลำลอง แต่ท่าทีการเดินนั่งนั้น ดูดีเป็นอย่างมาก
เขามีหน้าตาที่ผู้หญิงคนไหนก็ชอบแถมยังอยากจะเข้ามาตีสนิทอีกด้วย แต่ธิชากลับไปสนใจที่แววตาของเขาแทน เลยมองจนไม่ยอมละสายตา
ธเนษฐไม่ได้เจอพี่มานาน สองพี่น้องเลยดูสนิทสนมกันมาก
ธเนษฐกับพี่นั้นคุยเล่นกันเล็กน้อย ก่อนจะมองธิชาค้างไป
ชายหนุ่มคนนี้เหมือนเพิ่งเคยได้เจอเธอ ก่อนจะมองอย่างละเอียดแล้วก็พูดพลางยิ้มขึ้น “คุณคงจะเป็นคนที่พี่ใหญ่เคยพูดถึงที่ชื่อคุณธิชาสินะ สวยจริงๆ ด้วย ดูไม่เลวเลย ได้ยินว่า……คุณกำลังท้องลูกของพี่ใหญ่อยู่เหรอ?”
ตั้งแต่ที่เขาพูดออกมานั้น สีหน้าของธิชายิ่งนิ่งเข้าไปใหญ่ จนเริ่มซีดจนเห็นได้เลยล่ะ
เมื่อได้ยินคนคนนี้พูดไปด้วยน้ำเสียงที่ดูขึงขังขึ้นมา แต่เธอกลับเหมือนจิตหลุดไป
เธอมองดนัยกฤตอย่างควบคุมไม่ได้ ในใจก็เข้าใจทันที ว่าทำไมถึงได้นัดกินข้าวกันวันนี้ นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ
ทั้งๆ ที่หลังจากเมื่อวานมันก็เท่านั้นเอง
ในขณะเดียวกัน เธอเองก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมดนัยกฤตถึงได้ปกป้องชายสวมหน้ากากที่ลักพาตัวเธอแถมยังทำให้เธอกลัวขนาดนี้
ไม่ว่าจะเป็นแววตาที่ดุดันของธเนษฐ หรือน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา ธิชาก็ไม่มีทางลืม และยิ่งไม่มีทางจำผิด
เธอนั้นมีความโกรธในใจเป็นอย่างมาก
หรือว่าดนัยกฤตนั้นตั้งใจจัดงานเลี้ยงครอบครัวได้อย่างทันเวลา ก็หวังว่าเธอจะใจกว้างกับคนลักพาตัวที่บ้าคลั่งคนนี้ แถมยังจะมาจับมือเพื่อคืนดีด้วยงั้นเหรอ?
หรือว่าทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาเป็นน้องชายของดนัยกฤตแท้ๆ แล้วใช้ความเป็นครอบครัว เพื่อให้เธอพยายามให้อภัยอย่างอดทนงั้นเหรอ?
ธิชาน้อยใจเป็นอย่างมาก
แต่เมื่อคิดย้อนกลับมา ก็ไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรดี
นั่นสิ เธอรู้ทั้งรู้ว่าดนัยกฤตนั้นมีน้องชายคนเดียว ก็คือน้องชายแท้ๆ
พวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกัน แล้วเธอเป็นใครกัน เป็นเพียงหญิงที่อยู่กับเขามาครึ่งปีเท่านั้นเอง
ธิชาไม่อยากเสียท่าทีต่อหน้าคนอื่น เลยพยายามทำให้ตัวเองสงบนิ่ง แล้วยิ้มอย่างเย็นชา ก่อนจะแสร้งทำเป็นมีมารยาท “ไม่หรอกค่ะ คุณธเนษฐชมเกินไปแล้ว ได้ยินมานานแล้วว่าน้องชายแท้ๆ ของท่านดนัยเป็นถึงทหารยศใหญ่ที่อายุยังน้อย ได้มาเจอวันนี้ถือเป็นเกียรติมาก ถือว่าได้มาเปิดหูเปิดตามากขึ้น คุณธเนษฐดูดีมากจริงๆ ไม่ธรรมดาเลย”
ธเนษฐจะฟังไม่ออกได้อย่างไรว่าในน้ำเสียงของเธอนั้นมีความเสียดสีอยู่
เขากลับไม่มีท่าทีใส่ใจอะไร ก่อนจะนั่งลงข้างโต๊ะกินข้าวในทันที โดยที่ไม่ได้สนใจผู้หญิงอย่างธิชาเลย
ระหว่างที่กินข้าวนั้น ส่วนมากก็เป็นสองพี่น้องตระกูลภักดิภูมิเมธีคุยสัพเพเหระ ธิชามองออกว่าพวกเขานั้นสนิทกันไม่เบา น่าจะไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน
ดนัยกฤตถึงกับยอมน้องชายคนนี้ด้วยซ้ำ พูดได้เลยว่านอกจากตัวเองแล้วจนตอนนี้ธิชาไม่เคยเจอคนที่ดนัยกฤตพูดด้วยอย่างสนิทขนาดนี้เลย
ตอนที่กินข้าวเย็นกันเสร็จ ดนัยกฤตก็ลูบมือของธิชา ก่อนจะตบหลังมือของเธอเบาๆ ก่อนจะพูดอย่างมีนัย “ธเนษฐกับฉันนั้นเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่ยังเด็ก ฉันโตกว่าเขาหกปี พี่ชายก็เหมือนพ่อ เขานั้นเหมือนเป็นลูกของฉันเลยล่ะ เขาเข้ากรมตั้งแต่อายุสิบหก จนถึงตอนนี้ก็สิบปีแล้ว พวกคุณนั้นเป็นหญิงที่ฉันรักที่สุด อีกคนก็เป็นน้องชายที่ฉันรักที่สุด จากนี้ก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ดีต่อกันด้วยล่ะ”