รักลิมิเต็ดของคุณชายเลอค่า - บทที่ 187 คืนพรุ่งนี้ท่านดนัยยังจะมาอยู่เป็นเพื่อนฉันไหมคะ
- Home
- รักลิมิเต็ดของคุณชายเลอค่า
- บทที่ 187 คืนพรุ่งนี้ท่านดนัยยังจะมาอยู่เป็นเพื่อนฉันไหมคะ
ธิชารู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาชั่วขณะ เธอยื่นมือออกไปปรับแสงไฟหัวเตียง และยืนยันซ้ำแล้วว่าบนที่นอนข้างกายตนเองมันว่างเปล่าไปแล้วจริงๆ
ทว่ากลับพูดว่าเสียใจไม่ได้ เธอแค่รู้สึกตื่นตระหนกเท่านั้น
วันเวลาเหล่านั้นที่ดนัยกฤตใช้ไม้อ่อนกักบริเวณเธอ เธอก็แสร้งทำว่าสุขสบายไม่ทุกข์ไม่ร้อน แท้จริงแล้วช่างทรมานหัวใจมากอยู่ตลอดเวลา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ยินข่าวในวันนั้นว่าเขาได้คนโปรดปรานคนใหม่แล้ว ธิชาไม่สามารถยอมรับได้ในเศษเสี้ยววินาทีนั้น
ถึงอย่างไรสำหรับเธอแล้ว เธอยังเป็นคนใหม่ที่อยู่ใกล้ชิดของดนัยกฤต ตำแหน่งคนโปรดปรานคนใหม่ซึ่งก้นยังไม่ทันร้อน กลับถูกคนมาแทนตำแหน่งเสียแล้ว เรื่องนี้มันทำให้เธอเกิดอารมณ์ขุ่นเคืองและตื่นตระหนกไม่จบไม่สิ้น
เธอจับจ้องภาพเตียงอันว่างเปล่าอยู่เช่นนี้ในชั่วขณะนี้ จนความรู้สึกห่อเหี่ยวในใจกลับแก่กล้ามากขึ้น
อย่างไรก็ดีซึ่งไม่นานมานี้ ความอ่อนโยนของเธอกับดนัยกฤตยังอบอวลอยู่ และสนิทสนมกันเช่นนี้
และไม่มีความสัมพันธ์อื่นใด ที่สามารถให้ทำให้ช่องว่างความเหินห่างระหว่างชายหญิงได้แนบชิดสนิทสนมขึ้น
ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ธิชาเสร็จกามกิจภายใต้ร่างกายกำยำของชายหนุ่ม และเพลิดเพลินไปกับความสุขในเรื่องหนุ่มสาวพึงมี
เธอเพิ่งชินชีวิตใหม่เอง แต่ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องการใช้ผู้ชายคนเดียวกับผู้หญิงคนอื่น
ธิชาไม่สามารถยอมรับได้จริงๆ
ทว่าในเวลานี้ เธอย่อมรู้ตัวเองว่าเป็นเพียงสิ่งเดียวที่สามารถทำได้คือการกล้ำกลืนฝืนใจให้รับสภาพให้ได้
……
ความรู้สึกหัวใจเวิ้งว้างว่างเปล่ามันกินเวลาไปสามถึงห้านาที จนช่วงที่เธอเริ่มค่อยๆ ปรับอารมณ์ให้กลับคืนปกติ และเตรียมลุกขึ้นเพื่อไปล้างหน้าล้างตา
ทว่าประตูกลับถูกคนผลักเข้ามา ร่างกายสูงใหญ่กำยำของชายหนุ่มพลันยกถาดอาหารเดินเข้ามาด้านใน
ธิชาเกิดอาการมึนเบลอเล็กน้อย พลันจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ
เขาเห็นว่าเธอตื่นแล้ว จึงยิ้มให้ “คุณนอนหลับสนิทจริงๆ ถ้ายังไม่ตื่น ผมจะมาปลุกคุณให้ลุกมากินข้าวแล้ว การปล่อยให้ท้องว่างตั้งแต่ตอนนี้เที่ยงวันยิงยาวไปถึงช่วงสายของอีกวันมันจะทนไม่ไหวเอานะ ไปล้างหน้าล้างตาแล้วมากินข้าวเถอะ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ถึงจึงลุกขึ้นจากเตียงอย่างเชื่อฟัง และใส่รองเท้าใส่ในบ้านขนสัตว์และเดินมุ่งหน้าไปยังห้องน้ำเพื่อล้างมือทันที
ในหัวสมองยังคงมึนเบลออยู่เช่นเดิม
ตอนที่ตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นคนนอนอยู่ด้านข้าง ในห้องก็มีลมหายใจอันเวิ้งว้างของเธออยู่คนเดียว จนตัดสินตามสัญชาตญาณไปแล้วว่าดนัยกฤตได้ออกไปแล้ว
อย่างไรเสีย … เรื่องที่เธอต่อปากต่อคำกับปุณิกาเมื่อช่วงบ่ายอย่างเปิดเผยนั่นไม่ถือว่าตัดบทจบลง
ดนัยกฤตเลือกที่จะกลับมาเอาใจเธอก่อน และมีความเป็นไปได้เกินครึ่งที่ต้องเอาใจปุณิกาเช่นเดียวกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังของเธอเส้นใหญ่ขนาดนั้นด้วย
เมื่อตัดสินจากมุมมองตามปกติทั่วไป ดนัยกฤตต้องเอาใจเธออยู่แล้ว และเอาใจปุณิกาเช่นเดียวกัน ลูกสาวบุญธรรมของ ท่านอวัช…เขาถึงขั้นรับมาเลี้ยงดูแล้ว และไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิบัติตัวไม่ดีกับเธอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชื่อเสียงเรียงนามของปุณิกานั้นก็ดังกระฉ่อนไปทั่วเมือง ขนาดกลุ่มของ ชวกรต่างก็ได้ยินข่าวหนาหูมาตั้งนานแล้ว
ดังนั้นช่วงเวลาที่เห็นเขาถือถาดอาหารมื้อดึกอันหอมกรุ่นเข้าห้องมาในชั่ววินาทีนั้น สมองของธิชาจึงค้างเติ่งอยู่เสียนาน
……
เมื่อธิชานั่งลงโต๊ะรับประทานอาหารขนาดเล็กที่อยู่ภายในห้องนั้น ดนัยกฤตจึงพูดว่าเขากินเรียบร้อยแล้ว แค่มานั่งร่วมโต๊ะเป็นเพื่อนเธอเท่านั้นเอง
เธอก้มหน้าก้มตากินอาหาร ดนัยกฤตจึงหยิบ iPad ขึ้นมาเพื่อทำธุระของตนเอง
สัญชาตญาณของธิชามักรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของเธอกับปุณิกาต้องใช้เวลาสักหน่อยเพื่อการปรับตัว เนื่องจากความฉลาดเฉลียวของดนัยกฤต ไม่น่าจะปล่อยให้ผู้หญิงทั้งสองคนมาคอยแสดงอาการหึงหวงเขาภายใต้จมูกเขาตลอดเวลา
ไม่เพียงการทะเลาะกันจนดูไม่ดี อีกทั้งหลังจากสร้างเรื่องบาดหมางกันให้หนักขึ้นไปเรื่อย กระทั่งเขาอยากจะปรับให้มาอยู่เสมอภาคกันก็ยังยากลำบากเลย
แต่ว่าทุกขั้นตอนการกินอาหารของเธอนั้น ดนัยกฤตกลับไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย
ธิชาเดิมคิดว่าเขาเตรียมตัวรอเธอหลังจากกินข้าวเสร็จ จึงพูดคุยกันให้เป็นมั่นเป็นเหมาะ
ดังนั้นหลังจากที่เธอกินอาหารอิ่มด้วยความรู้สึกไม่สบายใจเรียบร้อยแล้ว จึงรอให้เขาพูดอย่างใจจดใจจ่อ
ทว่าดนัยกฤตกลับไม่พูดอะไรเฉกเช่นเดิม เมื่อรอให้เธอทานอาหารอิ่มแล้ว จึงจูงมือเธอมานั่งลงบนโซฟาเคียงข้างเขา และจัดการเปิดโทรทัศน์ให้เธอดู
ตอนนี้ในใจของธิชายุ่งเหยิงอีนุงตุงนังไปหมด และไม่มีกะจิตกะใจจะมานั่งดูละครเลย
เธอสงสัยอยู่สักพัก จึงรู้สึกว่าไม่ควรจะเก็บงำความอัดอั้นที่มีเรื่องราวมากมายเอาไว้ในใจ
เธอจึงเป็นคนเอ่ยปากพูดก่อน “ฉันไม่อยากดูโทรทัศน์ค่ะ คุณ… มีเรื่องอะไรที่ต้องการพูดกับฉันไหมคะ?”
ดนัยกฤตเอา iPad ที่อยู่ในมือโยนมาให้เธอ พูดด้วยลักษณะท่าทางตามสบาย “ไม่อยากดูก็เล่นเกมสิ คุณเพิ่งกินอิ่ม ต้องให้ย่อยสักพักหนึ่งก่อนถึงจะนอนได้”
“…” ธิชาถึงกลับหมดอารมณ์ พลางไม่เข้าใจว่าเขาไม่มีอะไรจะพูดจริงๆ หรือว่าไม่คิดจะเอ่ยถึงผู้หญิงคนอื่นของเขาในค่ำคืนนี้ … เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ทำลายบรรยากาศซึ่งคนสองคนเพิ่งจะคืนดีกัน
…………
ในที่สุดธิชาก็ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงในการดูโทรทัศน์ จนเสียเวลาไปเปล่าประโยชน์ จากนั้นจึงเอนหลังนอนลงบนเตียงด้วยกันทั้งคู่
ดนัยกฤตปิดไฟ ธิชาตกอยู่ในความมืด จนเกิดอาการตื่นตระหนกอย่างไม่สามารถอธิบายได้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เธอบีบมือดนัยกฤตใต้ผ้าห่มอยู่เงียบๆ
เพื่อให้มือของตนเองได้มุดเข้าไปอยู่ในฝ่ามือของเขา จนถูกความอบอุ่นจากฝ่ามืออันคุ้นเคยของเขาห้อมล้อมเอาไว้ จนสามารถฝืนสงบจิตสงบใจจนสงบนิ่ง
ดนัยกฤตราวกับแสยะยิ้มเล็กน้อย พลันพูดอย่างปกติ “ผมเพิ่งรู้ว่าคุณนี่ช่างเป็นเด็กสาวคนหนึ่งจริงๆ เพราะมีกลิ่นอายความเป็นเด็กอยู่รอบตัว ตอนนี้รู้สึกเขยิบเข้าหาผมทำตัวสนิทสนมผม เริ่มมาทำตัวติดผมแล้วงั้นสิ?”
สิ่งที่เขาหมายถึงน่าจะเป็นการที่ธิชาเป็นคนออกตัวจับมือเขาก่อน…
เมื่อธิชาได้ยินเช่นนั้นแล้วก็ฟังออกว่าเขารังเกียจที่ตัวธิชาเองนิสัยเหมือนเด็ก
ทว่าเมื่อครุ่นคิดอยู่สักพักแล้ว …
ตั้งแต่ที่เธอเริ่มรู้จักกับเขานั้น ก็มีลักษณะเช่นนี้แล้ว แม้ว่าจะเป็นการเสแสร้งก็ตาม แต่นิสัยเดิมที่อยู่ในสายเลือดเรื่องพวกนี้มันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
เธอไม่จำเป็นต้องแสร้งทำตัวเป็นผู้ใหญ่และแสร้งทำเป็นรู้เรื่องไปเสียหมด
บางทีร่างกายของเธอเริ่มเรียกความสนใจจากเขาแล้ว… นั่นคือความไร้เดียงสานี่แหละ
เมื่อคิดเช่นนี้ ธิชาจึงหัวเราะอย่างไม่มีเสียง พลันเริ่มพูดแสดงความหมายออดอ้อนออกไป “คุณดนัยคือ… ไม่ชอบที่ฉันมาคอยทำตัวติดคุณใช่ไหมคะ?”
ชายหนุ่มใช้ฝ่ามือใหญ่ในการจับผมของเธอท่ามกลางความมืด พลันลูบเส้นผมไปมา และใช้น้ำเสียงอ่อนโยนเป็นอย่างมาก
“แน่นอนว่าชอบมาก”
ธิชาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เธอยังต้องการพูดคุยอย่างเปิดอกกับปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างปุณิกา
อย่างน้อยเธออยากจะเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนัยกฤตกับปุณิกาให้ชัดเจนเสียก่อน…
และเป็นการรู้ชัดถึงตำแหน่งของตนเองให้มากขึ้น
อย่างเช่น ต่อไปถ้าเธอพบเจอปุณิกา ก็ควรจะไว้หน้าให้เธอบ้าง
หรือบางที…เธอก็เสมอภาคกับปุณิกา
แม้ว่าปัญหาเช่นนี้ไม่ต้องครุ่นคิดให้ละเอียดถี่ถ้วนจึงรู้สึกไร้เกียรติศักดิ์ศรีมาก
ทว่าทั้งหมดนี้มันไม่ใช่เป็นการรักษาชีวิตเธอให้อยู่รอดปลอดภัยเหรอ?
ณิชานาฎก็ช่างเถอะ เธอเองก็ปล่อยวางไป
อย่างไรเสียการได้ใช้ชีวิตในมุมหนึ่งกับการร่วมเรียงเคียงหมอนกับคนมีอำนาจสูงศักดิ์เหล่านี้
มีหลายครั้งที่คำพูดมาจ่ออยู่ริมฝีปากของธิชา ทว่ากลับถูกเธอกลืนลงคอไปแทน
กระทั่งดนัยกฤตไม่เคยอ้าปากเลย ประมาณว่าเป็นความคิดของเขาเองทั้งสิ้น
เธอไม่ควรพูดอะไรในสิ่งที่ไม่ควรจะพูด
ถ้าเกิดพูดผิดขึ้นมา ดีไม่ดีจะเป็นการทำให้เขาเบื่อเสียอีก
บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบเชียบมาก
ทั้งสองคนต่างไม่พูดไม่จา
ธิชาแค่จับมือเขาเอาไว้เท่านั้น แต่ไม่ได้กอดเอาไว้แน่น
ทว่าความรู้สึกเช่นนี้มันกลับเป็นสิ่งที่ดีมาก
แม้ว่าจะเงียบมากก็ตาม ทว่าธิชากลับรู้ว่าเขายังไม่ได้นอน
เธอครุ่นคิดอยู่สักพัก จู่ ๆ ก็บีบนิ้วมือของเขาทันที
“ท่านดนัยคะ”
เขาส่งเสียงพึมพำ
ธิชาถามไถ่อย่างเสียงอ่อนเสียงหวาน “คืนพรุ่งนี้คุณ…ยังจะกลับมาอยู่เป็นเพื่อนฉันอยู่ไหมคะ?”
ดนัยกฤตเงียบงันไปชั่วครู่
ธิชาหัวใจตื่นเต้นโครมคราม พลันรู้สึกกังวลกลับคำตอบที่ตนเองไม่อยากจะฟัง
ทว่าหลังจากเงียบงันไปแล้ว
ทว่าชายหนุ่มกลับนอนตะแคง พลันเกี่ยวตัวเธอเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดแทน
ธิชานอนแนบตำแหน่งหัวใจ ซึ่งหัวใจกำลังเต้นอย่างสงบเสงี่ยม
แค่ฟังเสียงสุขุมทุ้มต่ำที่เน้นย้ำทุกประโยคของเขา “แค่คุณธิชาไม่ไล่ตะเพิดผมไป กระผมดนัยจะมาอยู่เป็นเพื่อนคุณทุกคืนครับ”
หัวใจเธอร้อนผ่าวทันที
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นคำพูดหวานหยาดเยิ้มของชายหนุ่ม ทว่ารสชาติอันหวานชื่นรื่นรมย์วนเวียนอยู่รอบตัว แม้ผ่านไปชั่วครู่ยังไม่สามารถหลุดจากวงเวียนได้เลย
……
เรื่องของปุณิกาเหมือนว่ากลับตาลปัตรไม่เป็นท่า หลายวันต่อจากนั้นไม่มีใครมาทำให้ธิชายุ่งยากใจเลย
ราวกับดนัยกฤตอารมณ์ดีมาก และได้จัดเตรียมรถสปอร์ตสีขาวดั่งหิมะไว้ให้เธอโดยเฉพาะ และเอา ไว้ให้เธอได้ใช้งานได้ตามใจปรารถนาเมื่อออกจากบ้าน
ธิชาขับรถคันใหม่เอี่ยมอ่องขึ้นบนถนน แล้วด้วยความไม่คุ้นชิน จึงรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
บางครั้งเวลาวิตกกังวลเรื่องอะไรเรื่องนั้นก็จะมาทันที..
เธอดันขับรถไปเบียดกับรถเบนท์ลีย์สีดำคันหนึ่ง
หลังจากตั้งสติอารมณ์ได้แล้ว จึงมองเห็นใบหน้าของธาวินทันที