ครูเจ้าเสน่ห์คนนี้ประธานจอง - บทที่ 693 แต่งเมียแล้วลืมแม่
บทที่ 693 แต่งเมียแล้วลืมแม่
พูดตามตรง
เห็นเขากินข้าวต้มหมดชามไปอย่างเอร็ดอร่อย ในใจของนาโนก็รู้สึกภาคภูมิและภูมิใจมาก
อันที่จริง
ทักษะการทำอาหารของเธอก็ไม่เลวเหมือนกัน
หลังจากที่ดนัยอาบน้ำอุ่นเสร็จแล้วออกมา
รู้สึกร่างกายนั้นสบายตัวเป็นอย่างมาก
แต่วันนี้เธอเลี่ยงไม่ได้แล้ว !
เมื่อคืนนาโนเป็นตายยังไงก็ไม่ยอมให้นอนด้วย
ทว่า
การกระทำของเขาอ่อนโยนมาก ราวกับน้ำไหล
ไม่มีความหยาบโลนและรุนแรงเลยแม้แต่น้อย
ค่ำคืนที่แสนวิเศษ……
เช้าวันรุ่งขึ้น
ดนัยเข้าบริษัทสาย
ดังนั้นก็จึงจะออกจากห้องพร้อมนาโน และแวะไปส่งเธอที่ร้านอาหารด้วย
สองสามวันมานี้ได้ยินเธอบ่นอยู่ตลอดว่าปวดขา ก็จึงไม่ควรจะขับรถ
แต่ตอนนี้มันเจ็ดโมงครึ่งแล้ว
เธอไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาเลย
ยังคงนอนหลับสบายอยู่
หากเป็นเมื่อก่อนในเวลานี้
เธอตื่นและกำลังเตรียมตัวอาบน้ำ และแต่งตัวแล้ว
ไม่มีทางเลือก เขาบีบไปที่จมูกของเธอเบาๆ
“เจ้าตัวขี้เกียจ ตื่นได้แล้ว
ผมจะไปส่งคุณที่ร้านอาหาร”
ลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ นาโนเลิกคิ้ว “ฉันไม่ไปร้านอาหาร”
ดนัยขมวดคิ้วเล็กน้อย มีอาการงุนงง“ปวดขาเหรอ?”
“ปวดขานิดหน่อย
ถ้าท่านขอโทษฉันเมื่อไหร่ ฉันก็ถึงจะกลับไปที่ร้านอาหารนั่น”
แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร คำพูดของคุณแม่เมื่อวานฉันไม่ชอบ
เธอรู้สึกว่าคำขอนี้ของเธอไม่ได้มากมายเกินไปเลย !
“พอเถอะนะ
อีกอย่าง รอให้คุณแม่มาขอโทษเอง ผมว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก”
แค่เรื่องเล็กน้อย อย่าโกรธไปเลย ตกลงไหม ?
หว่างคิ้วของนาโนมีความไม่พอใจปรากฏขึ้น
“ทำไมถึงเป็นไปไม่ได้ ?
จะให้ฉันโอนอ่อนยอมความ และขอโทษอยู่ทุกครั้งไม่ได้หรอกนะ ท่านเองก็ควรขอโทษเหมือนกัน!”
ท่านเป็นคนผิด
ทันใดนั้นดนัยรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองมีพระในบ้านเพิ่มมาอีกสององค์
พูดไม่ได้
ว่าไม่ได้
“หากเป็นแบบนี้
ความขัดแย้งระหว่างกันก็มีแต่จะมากขึ้นเรื่อยๆ
แน่ใจนะว่าจะไม่ไป”
และยืนยันหนักแน่!”
“แน่ใจ
มั่นใจ
นาโนแสดงออกอย่างมุ่งมั่นว่าตัวเองนั้นจริงจังกับมันมาก
ทำอะไรไม่ได้
ดนัยก็จึงลุกขึ้น
และเข้าบริษัทไปเพียงลำพัง
นาโนนอนจนอิ่ม จากนั้นก็ไปเดินช้อปปิ้ง
เมื่อมีเวลาว่าง
ก็ออกแบบเครื่องประดับ
ใช้ชีวิตให้ผ่านไปอย่างคุณค่า
อีกด้านหนึ่ง
นีรดานั่งอยู่บนรถเข็น วุ่นอยู่ในครัว
หน้าผากมีเหงื่อไหลพลั่ก ยุ่งจนหัวหมุนไปหมด
เธอกรุ่นโกรธอย่างมาก โทรไปหาดนัย
แล้วต่อว่าต่อขานนาโน
ดนัยอยากวางสายแต่ก็ทำไม่ได้
เขาจึงต้องทนฟังในสภาพหน้านิ่วคิ้วขมวด
ไม่อยากฟังก็ต้องทนฟัง ไม่มีทางเลือก
แต่นีรดาไม่เพียงโทรมาหาแค่สายเดียว หากมีอาการหงุดหงิด
ก็จะโทรมาอยู่ซ้ำๆ ตลอดทั้งวันโทรมาไม่ต่ำกว่าห้าหกสาย
เขารู้สึกหัวตัวเองกำลังจะระเบิด
——เธอไม่เห็นใจฉันเลย
รู้อยู่ว่าขาฉันเป็นแบบนี้ ยังไม่มาช่วยที่ร้านอีก หายหัวไปเลย เธอคงอยากให้ฉันทรมานจนตาย
ยังจะกลุ้มใจอะไรอีก?” หัสดินไม่เข้าใจ
“มีครอบครัวดีๆ
มีเมียดีๆ
“เรื่องกลุ้มของฉันไม่ใช่ใครก็เข้าใจได้”ดนัยเงยหน้าขึ้น
กระดกเหล้าเข้าปากทีเดียวหมดแก้ว
หัสดินจิ๊ปากแล้วพูดว่า“ นั่นเพราะที่บ้านนายครื้นเครง ฉันอยากมีใครให้ทะเลาะด้วย
อยากกลุ้มใจบ้าง แต่กลับไม่มีใครให้โอกาส ที่คอนโดก็เงียบเหงามาก”
ในตอนนี้เอง ผู้จัดการได้ให้สาวสวยสองสามคนเข้ามานั่งดื่มและพูดคุยเป็นเพื่อนด้วย
สาวๆพากันนั่งลง
สองคนนั่งขนาบข้างดนัย และอีกสองคนนั่งขนาบข้างหัสดิน
หัวเราะต่อกระซิกกัน
“พอเถอะ
เธอสองคน ใช่ เธอสองคนนั่นแหละ ออกไปเถอะ
ไม่ต้องมานั่งเป็นเพื่อนเขา ”
หัสดินชี้ไปยังผู้หญิงสองคนที่นั่งข้างๆดนัย
“รีบออกไปเลย!หากนาโนรู้เข้า ฉันได้ถูกถลกหนังออกแน่ !”
ไม่พอใจ แต่หญิงสาวก็ไม่กล้าพูดอะไร
เดินออกไป
เหลือเพียงผู้หญิงสองคนที่นั่งอยู่ข้างๆหัสดิน
ผู้หญิงที่นั่งทางซ้ายมือดูหน้าตาใสซื่อ อายุยังน้อย
น่าจะสิบแปดสิบเก้าได้
ไม่ทาแป้ง
ไม่แต่งหน้า นั่งอยู่อย่างเงียบๆ ราวกับดอกบัวในสระน้ำ มีความงามและน่าสนใจ
เหมือนเธอจะหวาดกลัวและประหม่าเล็กน้อย
ทำเอาเหล้าหกใส่กางเกงของดนัย
ตอนที่เสิร์ฟเหล้า มือไม้ก็สั่นเล็กน้อย
“ขอโทษค่ะ ขอโทษจริงๆ คุณผู้ชาย
ฉันไม่ได้ตั้งใจ……”เธอรีบหยิบทิชชูมา
แล้วเช็ดมันให้เขา
ดนัยส่ายหัว
และโบกมือให้
เพื่อแสดงให้รู้ว่าเขาไม่ได้เป็นอะไร
หญิงสาวยังคงหวาดกลัว
ถือกระดาษทิชชูในมือ
นั่งยองๆลงกับพื้น แล้วเช็ดให้อย่างระมัดระวัง
ได้ยินผู้จัดการบอกว่า สองคนที่อยู่ในห้องนี้เป็นบุคคลสำคัญในเมืองs เธอจะไปล่วงเกินไม่ได้เด็ดขาด
ตอนนี้มาเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เธอจึงรู้สึกกลัวมาก
แต่ทว่า
ไม่ได้มีท่าทีอารมณ์เสียแต่อย่างใด
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่อยู่ตรงหน้าก็กลับเป็นคนที่อ่อนโยนอย่างมาก
ในจังหวะที่เธอลุกขึ้น
จู่ๆขาก็ลื่น
ล้มลงกับพื้น
ด้วยสัญชาตญาณและมารยาท
มือของดนัยก็ยื่นออกไปอย่างรวดเร็ว คว้าไปที่เอวของหญิงสาว ถามเสียงเบา“เป็นอะไรไหม?”
เงยหน้าขึ้น
สายตาของหญิงสาวจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า
ส่ายหน้าให้อย่างเขินอาย “ไม่……ไม่เป็นไรค่ะ……”
ดวงตาของเธอสุกใส
ราวกับหยาดน้ำใส เป็นประกายและสว่างไสว
กระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น
ในตอนที่ดนัยจ้องมองสบตาเธอ ก็หรี่ลงเล็กน้อย
หลังจากนั้น
มือที่เอวก็คลายตัวออก
ในตอนที่หรี่ตาลง
ดนัยรู้สึกเพียงว่าเธอมีดวงตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์อย่างมาก ไม่มีความหมายอื่นใดแอบแฝง
หญิงสาวนั่งลงข้างๆหัสดินอย่างเขินอาย สายตาไม่กล้าหันมองไปทางใด
ทว่า หางตาของดนัยก็แทบไม่เหลียวมองไปยังเธอเลย
หัสดินก็รู้สึกหงุดหงิด โบกมือ
“พอแล้วพอ พวกเธอออกไปเถอะ”
เมื่อก่อนรู้สึกว่าชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสันแบบนี้ช่างเป็นอะไรที่มีความสุขอย่างมาก
แต่ตอนนี้มาเจอมันอีก กลับรู้สึกน่าเบื่อ
หญิงสาวสองคน
เดินตามกันออกไป
และแล้ว
ในห้องก็เหลือเพียงคนสองคน
ดื่มไปแก้วแล้วแก้วเล่า
ในใจก็ยังคงกลัดกลุ้มไม่หาย
ขณะที่กำลังดื่มอยู่
นีรดาก็โทรเข้ามา
“แม่อายุมากแล้ว
เราย้ายกลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลเตชะโสภาเถอะนะ
อยู่คนเดียวมันรู้สึกเหงา”
ดนัยไม่อยากจะฟังมันแล้วจริงๆ
ฟังไปด้วย
ก็หัวเราะเหอะๆไปด้วยอย่างไม่สนใจ
เขารู้ เรื่องนี้พูดไปก็ไม่มีบทสรุปอะไร
นีรดาอยากให้กลับไปอยู่ แต่นาโนกลับยืนกรานไม่ยอมท่าเดียว
“ดนัย แม่แก่แล้วจริงๆ
เราจะปล่อยให้แม่อยู่คนเดียวได้จริงๆเหรอ ไม่กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแม่เลยหรือยังไง?”
นีรดาถอนหายใจเบาๆ
“ช่างมัน
ไม่เป็นไร ฉันมันตัวคนเดียว สามสิบปีก่อนก็ตัวคนเดียว แต่ยังดีที่ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมายังมีแกอยู่เป็นเพื่อนด้วย
ตอนนี้แกแต่งงานไปแล้ว ก็ต้องเหลือแค่แม่คนเดียว……”