ครูเจ้าเสน่ห์คนนี้ประธานจอง - บทที่ 694 เขาโทษตัวเองอย่างมาก
บทที่ 694 เขาโทษตัวเองอย่างมาก
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ ในใจของดนัยก็รู้สึกอึดอัดไม่น้อย
ริมฝีปากขยับอยากจะพูดอะไร แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน
พ่อเสียไปนานแล้ว
แม่เป็นคนเลี้ยงเขามาจนโต ตอนนี้ก็แต่งงานมีครอบครัวและเริ่มสร้างฐานะ แต่กลับค่อยๆห่างแม่ออกไปเรื่อยๆ
และมากขึ้น……
หลังจากนั้น
นีรดาก็วางสายไป
และไม่โทรมาอีก
และนั่น
ก็ทำให้ดนัยรู้สึกแย่มากขึ้นไปอีก เหล้าที่วางอยู่บนโต๊ะก็ราวกับน้ำเปล่า
หัสดินก็อารมณ์ไม่ดีเช่นกัน
เป็นไปกับอีกฝ่าย
ดื่มหนักเป็นเพื่อนด้วย
ในตอนที่ทั้งสองคนออกมาจากห้องส่วนตัว เท้าที่ก้าวเดินก็ซวนเซไปมา
กอดคอกันแล้วเดินออกจากร้านไป
หญิงสาวสองคนที่ไปนั่งเป็นเพื่อนก่อนหน้ายืนอยู่ที่มุมห้อง บี้ที่ทำเหล้าหกใส่ดนัยก็มองตามแผ่นหลังของชายหนุ่ม
ถูกขโมยหัวใจไปหรือไง?”
ผู้หญิงที่อยู่ข้างๆสะกิดเธอเบาๆ“
บาร์บี้ไม่ได้พูดอะไร
แก้มของเธอเห่อร้อนขึ้นเล็กน้อย หญิงสาวยกยิ้ม“นั้นมันผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ แต่เขามีเจ้าของแล้ว ภรรยาของเขาฉันเองก็เคยเห็น สวยงาม เซ็กซี่ มีเสน่ห์
เป็นผู้หญิงที่สวยมากจริงๆ”
ยกยิ้ม
บาร์บี้ก็หันหลังกลับ
และไปทำงานต่อ
หัสดินไปส่งดนัยที่คอนโด
เขาเดินซวนเซ
ยืนแทบไม่นิ่ง
นาโนที่กำลังออกแบบภาพวาดอยู่ที่หน้าจอคอมเมื่อได้ยินเสียงก็หันไปดู สายตาคมราวกับลูกศรธนู
มองตรงไปยังหัสดิน“ นี่นายมอมเขาจนมีสภาพนี้เลยเหรอ?”
ทันทีทันใด
หัสดินก็ยกมือขึ้น
เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของตัวเอง
“เข้าใจผิดแล้ว!เขาดื่มเอง ถึงฉันจะใจกล้ามากแค่ไหนก็ไม่กล้าทำถึงขนาดนี้หรอก !”
“งั้นก็แล้วไป!”
สายตานาโนกวาดมอง ให้เขาพาดนัยไปนอนที่เตียง
หลังจากที่หัสดินไปแล้ว นาโนก็ถอดรองเท้า และถุงเท้าของเขาออก
จริงๆเลย ไปดื่มหนักขนาดนี้ทำไมกัน!
ยกน้ำอุ่นมาแล้วล้างเท้าให้เขา
อาการเมาของดนัยก็ถือว่ายังดีอยู่
ไม่ได้เอะอะโวยวายอะไร หลังจากที่ล้างเท้าให้เขาแล้ว เขาก็นอนหลับไปอย่างเงียบๆ
นาโนกลับไปนั่งลงที่หน้าจอคอมเหมือนเดิม ทำงานที่เหลือให้แล้วเสร็จจนหมด
จากนั้นก็นอนลงที่ข้างๆเขา
กลิ่นเหล้าฉุนมาก เธอคิ้วขมวด ขยับกายอยากจะลุกหนีให้ห่างจากตัวเขา
แต่เขาราวกับรู้สึกตัว
วางมือไปที่ช่วงเอวของเธอ ท่อนขาที่เรียวยาววางพาดลงที่ร่างกายเธอ ทาบทับเบียดแน่น
แขนที่กำยำยื่นออกมา คว้าเธอเข้ามาไว้ในอ้อมกอด
เธอขยับเคลื่อนไหวไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
จึงจำต้องปล่อยเลยตามเลยให้เขาโอบรัดเธอเอาไว้ราวกับเถาวัลย์
เช้าวันรุ่งขึ้น ดนัยตื่นขึ้นมาก่อน เพราะดื่มอย่างหนัก
ทำให้มีอาการเมาค้าง ตอนนี้ก็จึงปวดหัวอย่างมาก
ฝืนตัวลุกขึ้น
เขาสะบัดหัวที่ทั้งหนักอึ้งและมึนอย่างมากเดินไปยังห้องน้ำ ที่เอวมีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวพันเอาไว้
โทรศัพท์ดังขึ้น เห็นคนที่โทรเข้ามาคือนีรดา
ที่ตรงหว่างคิ้วก็รู้สึกปวดมากขึ้นไปอีก หยุดนิ่งไปสองสามนาที
เขาก็กดรับสาย“ครับแม่”
“แม่รู้สึกปวดหลัง และเหมือนจะไม่สบายเลย
วันนี้เราให้นาโนเข้าไปที่ร้านหน่อยนะ”นีรดากล่าว
มันมึนๆหัวยังไงไม่รู้
“ผมจะบอกเธอให้ แต่เธอจะไปหรือเปล่าอันนี้ผมไม่รู้นะ”ดนัยพูดออกไปแบบนั้น“เดี๋ยวผมโทรกลับนะ”
หลังจากที่วางสาย เขาก็เรียกหานาโน
พูดเสียงหวานและออดอ้อน อยากจะเกลี้ยกล่อมให้เธอไปทำงานที่ร้านอาหาร
“ไม่มีทาง
ไม่ว่ายังไงฉันก็ไม่มีทางไปที่ร้านนั้นอย่างเด็ดขาด” นาโนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม
ให้คุณแม่มาขอโทษฉันก่อน แล้วฉันจะไป ไม่อย่างนั้น
ดนัยเองก็จนปัญญาแล้วเช่นกัน
วันนี้คุณไปที่ร้านเถอะนะ หืม?”
“คุณแม่ท่านนิสัยยังไงใช่ว่าคุณไม่รู้อีกอย่าง เมื่อกี้ท่านก็พูดเองว่าไม่ค่อยสบาย
“เธอพูดต่อหน้าทุกคนในร้านว่าฉันจะอยู่หรือไปก็ไม่ได้สนใจ
ยังพูดอีกว่าที่ฉันไม่สบายเพราะกำลังหาข้ออ้าง ไม่อยากจะทำงาน แล้วตอนนี้ท่านไม่สบายจริงๆหรือแค่โกหกล่ะ แกล้งป่วยหรือเปล่า ?
ไม่รู้แหละ ฉันเป็นคนที่ยึดมั่นในหลักการ!” นาโนไม่ยอมท่าเดียว
คำพูดที่ว่าแกล้งป่วย
ทำให้ดนัยรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
แต่
เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป
ทำแค่เพียงถอนหายใจอยู่ในใจ
ทั้งสองคุยเรื่องนี้กันเกือบสิบนาทีได้ สุดท้ายก็ไม่มีข้อสรุปหรือผลลัพธ์อะไร
ใกล้ได้เวลาทำงานแล้ว
ดนัยหยิบชุดสูทจากไม้แขวนเสื้อมา
เดินออกจากบ้านพัก แล้วกดโทรหานีรดา
เมื่อนีรดาได้ยินในสิ่งที่เขาพูด ในใจก็ลุกเป็นไฟด้วยความโกรธ
แต่เพราะอยู่ห่างกันไกล
แล้วจะทำอะไรได้ ?
นาโนรู้สึกชีวิตไม่ได้สุขสบายแบบนี้มานานมากแล้ว
อยู่บ้านทำงานออกแบบของตัวเอง
นอนหลับจนเต็มอิ่ม จากนั้นก็ไปเดินเล่น แล้วมาดูทีวี
เมื่อก่อนคิดว่าการทำงานนั้นมันไม่ดี อึดอัดไม่สบาย
แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าการได้ทำงานนั้นมันดีมากๆ มันเป็นชีวิตจริงๆ
มีแรงผลักดัน และรู้สึกสบายอย่างมาก……
งานออกแบบเครื่องประดับมีมากมาย
ตอนนี้เธออยากจะจริงจังกับมันดูสักตั้ง ดังนั้นก็จึงนั่งอยู่หน้าจอเพื่อทำงานออกแบบ
ละทิ้งงานไปตั้งนาน
ในตอนที่ดนัยกำลังนั่งประชุมในบริษัท เลขาเปิดประตูแล้วเดินเข้ามา
พูดอะไรบางอย่างกับเขา
โน้มตัวลง กระซิบที่ข้างใบหู
หลังจากนั้น
เห็นเพียงสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที พูดทิ้งท้ายว่าให้เลิกประชุม แล้วก้าวเท้ายาวเดินออกจากห้องประชุมไป
เลขารับโทรศัพท์มาสายหนึ่ง
ตอนนี้นำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว
เป็นสายจากผู้จัดการของร้านอาหาร บอกว่าคุณหญิงจู่ๆก็เป็นลมหมดสติไป
ตลอดทางดนัยขับรถราวกับจะเหาะไปให้ได้
ไฟที่ห้องฉุกเฉินยังคงสว่างอยู่
ด้วยความเร็วที่เกือบร้อยแปดสิบไมล์ มุ่งตรงไปที่โรงพยาบาล
เขายืนอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน พิงกำแพง
ลมหายใจที่หอบหนักยังคงไม่สงบ กระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง
ในตอนนี้เอง
และมีหมอผู้เชี่ยวชาญอีกชุดหนึ่งเข้ามารับช่วงต่อ
หมอที่ทำการรักษาถอดหน้ากากออกแล้วเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน
“เป็นยังไงบ้างครับ?”ดนัยถามอย่างเป็นกังวล
“ร่างกายเธอเหนื่อยมากเกินไป และมีภาวะเครียดด้วย
ทำให้มีเลือดออกในสมองเฉียบพลัน”หมอที่ทำการรักษากล่าว“อาการป่วยไม่สู้ดีนัก แต่ตอนนี้มีหมอผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลแล้ว
ผมคิดว่าการผ่าตัดน่าจะเป็นไปอย่างราบรื่น”
ดนัยพยักหน้า
หมอจากไปแล้ว
เขายังคงยืนพิงที่กำแพง ค่อยๆหลับตาลง
รู้สึกวิตกกังวลและหวาดกลัวเล็กน้อย
เขาถูกเลี้ยงดูมาโดยนีรดาเพียงลำพัง ความรู้สึกในใจก็จึงมากมายจนยากที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้
คิดว่า คงรู้สึกไม่สบายจริงๆ !
นึกไปถึงเมื่อคืนที่เธอโทรหาแล้วบ่นว่าเหนื่อย เช้านี้โทรมาบอกว่าไม่สบายอีก
เรื่องแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น!
เขาเกลียดที่ตัวเองไม่สนใจดูแล
ไม่อย่างนั้น
การผ่าตัดดูท่าคงจะยุ่งยากไม่น้อย ไม่อย่างนั้นคงไม่ใช้เวลาตั้งแต่เช้าจนเที่ยงก็ยังไม่ออกมาจากห้องผ่าตัดอีก
ดนัยยืนอยู่ที่ข้างหน้าต่าง นิ้วมือที่เรียวยาวคีบบุหรี่
สูบมันอยู่อย่างนั้นมวนแล้วมวนเล่า ปล่อยให้สารนิโคตินเข้าไปในปอด
เพื่อให้ความรู้สึกตื่นกลัวนั้นด้านชา