เทพกระบี่มรณะ - ตอนที่ 3161: วัสดุระดับเทพคุณภาพสูงสุด
ตอนที่ 3161: วัสดุระดับเทพคุณภาพสูงสุด
ในดินแดนแห่งหยินและหยาง เจี้ยนเฉิน, ซ่างกวนมู่เอ๋อ, โมเทียนหยุนและหัวหน้าพิรุณ ได้มารวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากนั้นหัวหน้าพิรุณก็ได้ปล่อยโลกแห่งกฎของนางออกมา และพาเจี้ยนเฉินและซ่างกวนมู่เอ๋อเข้าไปพร้อมกับนาง นางเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ ทุกก้าวที่เดินนั่นเดินทางได้ไกลยิ่ง
โมเทียนหยุนเดินตามนางอย่างใกล้ชิด เขาก้าวเดินอย่างสบาย ๆ โดยเอามือไพล่หลัง เขาเดินตามหลังหัวหน้าพิรุณที่ใช้กฏมิติ แต่เขาก็ไม่ได้ถูกทิ้งห่างนัก
ไม่นาน พวกเขาก็มาถึงภาคกลางของโลกจิ๋วหยานหวงพร้อมกับเจี้ยนเฉินและซ่างกวนมู่เอ๋อ เจี้ยนเฉินยังสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของสัตว์อสูรหยานหลวงขั้นอัครสูงสุดของในภูมิภาคนี้
อย่างไรก็ตาม การที่หัวหน้าพิรุณใช้กฏมิตินั้นเร็วเกินไป พลังแห่งการการมีอยู่ของสัตว์อสูรหยานหวงส่งมาถึงเจี้ยนเฉินได้เพียงแว่บเดียวและหายไปในพริบตา
สัตว์อสูรหยานหวงจำนวนมากอาศัยอยู่ในภาคกลาง ระหว่างทาง พลังแห่งการมีอยู่ของเจี้ยนเฉินนั้นสัมผัสได้ถึงพวกมัน 7-8 ตัว
หัวหน้าพิรุณเร่งความเร็วและเดินทางไปทั่วภาคกลาง สัตว์อสูรอัครสูงสุดหยานหวงก็ลืมตาเงยหน้ามองจากด้านล่าง ดูเหมือนว่าพวกมันจะสัมผัสได้ถึงบางอย่างซึ่งต้องทำให้พวกมันเงยหน้ามองไปรอบ ๆ แต่ท้ายที่สุดพวกมันก็ไม่ได้พบอะไร
หัวหน้าพิรุณและโมเทียนหยุนไม่ได้ตั้งใจจะปกปิดตัวตน พวกเขาอาละวาดไปทั่วภาคกลางราวกับไฟที่โหมกระหน่ำอย่างไม่เกรงกลัว
เห็นได้ชัดว่ามันดึงดูดความสนใจของสัตว์อสูรหยานหวงหลายตัว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทั้งสองเร็วเกินไป หัวหน้าพิรุณและโมเทียนหยุนก็หายไปแล้วและไม่เหลือร่องรอยใด ๆ ไว้ ก่อนที่สัตว์อสูรหยานหวงเหล่านี้จะลืมตาตื่น
ท้ายที่สุด พวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากโลกแห่งกฏ เมื่อพวกเขาเดินทาง พวกเขาไม่เพียงแค่ใช้การบ่มเพาะอีกต่อไป ในทางกลับกัน พวกเขาใช้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีของโลก เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเคลื่อนไหวได้รวดเร็วมาก
แม้ว่าโลกแห่งกฎจะเพียงแต่ทำให้พวกเขาเข้าใจถึงชั้นสวรรค์ที่ 5 ของขั้นอัครสูงสุดเท่านั้น มันก็ยังดีเกินกว่าที่สัตว์อสูรหยานหวงเหล่านี้จะสู้ได้
ท้ายที่สุด พวกเขาก็หยุดตรงหน้าป่าที่เขียวชอุ่ม ป่านั้นกว้างไกลเกินสุดลูกหูลูกตา โดยพื้นฐานแล้วมันเป็นทะเลต้นไม้ไร้ที่สิ้นสุด
ในใจกลางป่าไม้นี้คือต้นหวูตงขนาดมหึมา
มันใหญ่มาก แม้ว่าขั้นบรรพกาลจะไม่ค่อยประทับใจอะไรง่าย ๆ อย่างเจี้ยนเฉินก็ยังอดตกใจไม่ได้เมื่อเห็นต้นหวู่ตง
ต้นหวู่ตงมีขนาดใหญ่มากจนตัดลำต้นออก พื้นที่ที่ขยายจะเท่ากับพื้นที่ทางตอนใต้ทั้งหมดบนที่ราบเมฆา
สำหรับใบไม้ที่มีชีวิตชีวาอย่างยิ่งของต้นหวู่ถงนั้น มันใหญ่พอ ๆ กับที่ราบเมฆาสองสามแห่ง หรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำ มันไร้ขอบเขตอย่างแท้จริงจนบดบังแสงจากดวงอาทิตย์ได้
ในโลกจิ๋วหยานหวง สายตาของเจี้ยนเฉินมองเห็นได้ไกลเพียงไม่กี่ร้อยกิโลเมตร แต่ในโลกกฏของหัวหน้าพิรุณ เขาสามารถใช้การรับรับของวิญญาณได้อย่างอิสระ
แม้ว่าการรับรู้ทางวิญญาณของเขาในตอนนี้จะไม่เพียงพอที่จะครอบครองพื้นที่ขนาดเท่าที่ราบเมฆา แต่เพียงแค่เข้าใจเล็กน้อย มันก็เพียงพอแล้วสำหรับเขาที่จะจินตนาการถึงภาพลักษณ์ของต้นหวู่ถงในหัวของเขาให้สมบูรณ์
“นี่คือต้นหวู่ถงที่ดูดซับพลังศักดิ์สิทธิ์จากพลังศักดิ์สิทธิ์ผ่าสวรรค์ ตามมาด้วยการเจริญเติบโตและวิวัฒนาการนับไม่ถ้วน มันผ่านการกลายพันธุ์มานานแล้ว จึงไม่อาจเรียกมันได้ว่าต้นหวู่ถงอีกต่อไป มันควรจะเรียกว่าต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ผ่าสวรรค์แทน ! ”
โมเทียนหยุนจ้องไปที่ต้นไม้หวู่ถงและพูดอย่างช้า ๆ ว่า “ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ผ่าสวรรค์ได้กลายเป็นสิ่งที่แข็งแกร่งมากแล้ว มันสามารถถูกมองว่าเป็นวัสดุระดับเทพขั้นสูงสุด แม้แต่หัวหน้าพิรุณและข้าก็ไม่สามารถทำลายมันได้”
“เป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะด้วยระดับของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ผ่าสวรรค์ อาจมีเพียงจอมปราชญ์เท่านั้นที่จะสามารถจัดการมันได้ ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นวัสดุระดับเทพคุณภาพสูงสุดที่หายากมาก” ในตอนท้าย เสียงของโมเทียนหยุนเต็มไปด้วยความรู้สึกหมดหนทางและเสียดาย
หัวหน้าพิรุณก็หยุดอยู่ที่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ผ่าสวรรค์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะบอกเจี้ยนเฉินว่า “นกฟีนิกซ์ทำรังอยู่บนต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ผ่าสวรรค์ เจ้าพร้อมหรือยัง ? เราจะได้ลงมือ”
“ข้าสามารถหลอมรวมกระบี่ได้ทุกเมื่อ แต่ต้องอยู่ภายในขอบเขตของการรับรู้ทางวิญญาณของข้า ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่สามารถจัดการกับฟีนิกซ์ได้” เจี้ยนเฉินกล่าว ก่อนหน้านี้เขาไม่อาจใช้การรับรู้ทางวิญญาณของเขาได้ เขาสามารถมองเห็นอีกฝ่ายด้วยตาเพียงเท่านั้น ดังนั้นระยะทางจึงน้อยกว่าร้อยกิโลเมตร
ตอนนี้เขามีโลกแห่งกฏของหัวหน้าพิรุณแล้ว เขาสามารถใช้การรับรู้ทางวิญญาณของเขาได้อย่างอิสระ ดังนั้นการยับยั้งร้อยกิโลเมตรนี้จึงไม่มีอยู่อีกต่อไป
ตราบใดที่มันอยู่ภายในขอบเขตของการรับรู้ทางวิญญาณของเขา ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน ระยะทางก็ทำเพียงแค่คิด ก่อนที่พลังบรรพกาลอันยิ่งใหญ่จะสามารถเชื่อมต่อมิติและเวลาได้
โมเทียนหยุนและหัวหน้าพิรุณเคลื่อนไหวพร้อมกัน พวกเขาก้าวขึ้นไปบนอากาศถึงยอดไม้หวู่ตงในทันที ตามมาด้วยพลังแห่งการมีอยู่อันยิ่งใหญ่แผ่ออกไปโดยรอบ
ในเวลาต่อมา เสียงร้องของนกฟีนิกซ์ก็ดังขึ้น ฟีนิกซ์พุ่งขึ้นไปในอากาศจากยอดต้นหวู่ตง
มันเป็นนกฟีนิกซ์ที่มีสีทองทั้งตัว มันไม่ใหญ่มาก กว้างเพียง 300 เมตร ร่างกายของมันก็เปล่งแสงแวววาวราวกับทองคำในขณะที่เปลวไฟสีทองพวยพุ่งออกไป
ฟีนิกซ์สีทองพุ่งขึ้นบนอากาศและเต็มไปด้วยพลังงาน มันกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดกับโมเทียนหยุนและหัวหน้าพิรุณโดยตรง
เมื่อเผชิญหน้ากับฟีนิกซ์สีทองที่อยู่ในขั้นอัครสูงสุดชั้นสวรรค์ที่ 8 หรือ 9 ทั้งโมเทียนหยุนและหัวหน้าพิรุณก็ไม่กล้าประมาท ทั้งสองปลดปล่อยพลังอย่างเต็มที่
ที่คอของหัวหน้าพิรุณ เกล็ดทองแดงและเงินถูกปล่อยออกมาทันที ทุกระดับสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของนางขึ้นอีกชั้นสวรรค์อย่างเต็มที่ ด้วยการใช้พลังจากเกล็ดทั้งสองพลังของนางจึงเพิ่มมาเป็นชั้นสวรรค์ที่ 7 จากชั้นสวรรค์ที่ 5
อย่างไรก็ตาม การใช้พลังจากเกล็ดทั้งสองก็ทำให้หัวหน้าพิรุธต้องจ่ายค่าตอบแทนออกไปเช่นกัน เป็นผลทำให้นางต้องนำทรัพยากรสวรรค์ฟื้นฟูที่ปนเปื้อนปราณหยานหวงกินเข้าไปเป็นระยะ ๆ ขณะที่นางต่อสู้กับฟีนิกซ์
ฟีนิกซ์สีทองนั้นทรงพลังอย่างแท้จริง ในแง่ด้านการบ่มเพาะ มันสามารถกดดันโมเทียนหยุนและหัวหน้าพิรุณได้อย่างสมบูรณ์ในฐานะขั้นอัครสูงสุดชั้นสวรรค์ที่ 8 หรือ 9
อย่างไรก็ตาม ในฐานะสัตว์อสูรหยานหวง มันขาดสติปัญญาในท้ายที่สุด ขาดแค่ความรู้สึกยืดหยุ่น มันไม่อาจใช้กฏเช่นกัน ดังนั้นฟีนิกซ์สีทองจึงไม่อาจได้เปรียบโมเทียนหยุนและหัวหน้าพิรุณที่สามารถเข้าถึงส่วนหนึ่งของกฏของพวกเขาได้ แม้ว่าพวกเขาจะตกเป็นฝ่ายรับก็ตาม
ผลก็คือ หลังจากต่อสู้เพียงครู่เดียว โมเทียนหยุนได้ทิ้งบาดแผลไว้บนร่างของฟีนิกซ์
แต่ไม่นาน บาดแผลเหล่านั้นก็ฟื้นฟูและหายไปในแทบจะทันที
ฟีนิกซ์มีคุณสมบัติพิเศษที่ไม่มีวันตาย ไม่เพียงแต่จะฆ่ายากเท่านั้น ความเร็วในการรักษาบาดแผลของมันก็น่าตกใจอย่างมาก มันเป็นอมตะอย่างแท้จริง
เช่นเดียวกับโมเทียนหยุนและหัวหน้าพิรุณได้กล่าวก่อนหน้านี้ พวกเขาสามารถจัดการกับฟีนิกซ์ได้ แต่พวกเขาไม่อาจฆ่ามันได้เช่นกัน
ทันใดนั้น สีของโลกจิ๋วหยานหวงก็เปลี่ยนไป โลกทั้งใบถูกย้อมด้วยสีม่วงและสีฟ้า
จากระยะไกล กระบี่คู่ปรากฏขึ้น เจี้ยนเฉินจับกระบี่จือหยิงและฉิงโซว สองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ได้ส่องสว่างเจิดจ้า แสงของมันสว่างจนทะลุสวรรค์และปฐพี
ในเวลาต่อมา กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองในมือของเขาเริ่มหลอมรวมกันอย่างช้า ๆ