อยากง้อเหรอ คุณสามี(เก่า) - บทที่ 399 เหยื่ออันโอชะ
บทที่ 399 เหยื่ออันโอชะ
เทาเท่ออกมาจากห้องน้ำ ก็เห็นหลินจือที่นั่งหน้าแดงบีบโทรศัพท์ค้่งอยู่
อารมณ์ในแววตานั้นลึกซึ้งอย่างอดไม่ได้ เพราะในความทรงจำของเขา ท่าทางแบบนี้ของหลินจือ จะมักเป็นตอนที่กำลังสนุกกับเขาอยู่
ลูกกระเดือกกลิ้งไปมา เขาเดินเข้าไปถามด้วยเสียงต่ำ “เป็นไรเหรอ?ทำไมหน้าแดงแบบนี้?”
ทันทีที่หลินจือมองเขาก็นึกถึงคำพูดของนายหญิงใหญ่อนันศา อุณหภูมิบนใบหน้าก็เดือดยิ่งกว่าเดิม
เธอไม่ลืมตา“เปล่า เมื่อกี้นี้ฉันโทรไปหานายหญิงใหญ่อนันศาน่ะ พูดเรื่องจะไม่ได้ไปหาพรุ่งนี้”
“ฉันไปอาบน้ำแล้วนะ” หลังจากที่หลินจือพูดจบก็ตรงดิ่งไปที่ห้องน้ำ
เทาเท่มองเธอที่ท่าทางลนลานเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรไปหานายหญิงใหญ่อนันศา เพื่อถามให้แน่ใจว่าเธอพูดอะไรกับหลินจือ
เมื่อได้รู้สิ่งที่พวกเธอคุยกัน เทาเท่ก็คอแห้งขึ้นมาทันที
ต้องรู้ไว้ว่า ระยะห่างจากครั้งที่แล้วที่เขาได้ร่วมรักกับหลินจือนั้นมันห่างมานานมากๆๆ แล้ว
จะว่าไปเขาใช้ชีวิตในระยะเวลาสองปีนี้ราวกับพระ ตั้งแต่หย่าในครั้งนั้นก็ไม่ได้มีชีวิตด้านนี้เลย หลังจากที่หลินจือกลับมา พวกเขาก็ได้มีอะไรกันอยู่สองสามครั้งแบบที่ไม่ได้มีง่ายๆ เลย ให้นับยังนับได้……
หลังวางสายนายหญิงใหญ่อนันศา เทาเท่ก็เอามือไปปิดไฟในห้องนอน หลังจากนั้นก็ก้าวเท้าไปที่ห้องน้ำ พิงกำแพงข้างห้องน้ำรออย่างเฉยเมย
เธอขี้อายมาตลอด ปิดไฟจะช่วยให้เธอผ่อนคลายได้มาก
หลินจือค้างอยู่ในห้องน้ำอยู่นาน อาบน้ำเป่าผมและทาครีม เทาเท่รออยู่ด้านนอกอย่างอดทน
อารมณ์ของเขาเหมือนหมาป่าที่หิวกระหายต้องการกินเหยื่อที่หวานอร่อย แน่นอนว่าต้องรอเธอแต่งตัวสะอาดๆ และพ่นน้ำหอม แบบนี้พอกินจะได้ถูกปากไม่ใช่เหรอ?
หลินจือที่เพิ่งจะออกมาจากห้องน้ำก็ถูกเทาเท่กอดเข้าที่เอว การกระทำของชายหนุ่มนั้นไม่ปกปิดท่วงท่ารุกรานแม่แต่นิด
หลินจือตกใจชะงักอยู่ในอ้อมกอดของเขา “คุณทำอะไรเนี่ย?”
“นายหญิงใหญ่อนันศาบอกแล้วไม่ใช่เหรอ?ว่าเราต้องลองผลการปรับสมดุลร่างกายของเธอแล้ว” เทาเท่พูดไปเบียดเธอไปที่เตียงใหญ่ไป
หลินจือคิดไม่ถึงว่าเขาจะโทรหานายหญิงใหญ่อนันศา รู้สึกเขินอายขึ้นมาทันที แต่เธอหาข้ออ้างดีๆที่จะปฏิเสธได้ “แต่พรุ่งนี้เราต้องรีบไปขึ้นเครื่อง”
เทาเท่ทิ้งท้ายไว้ให้เธอหนึ่งประโยค “ไม่เป็นไร ถ้าพรุ่งนี้คุณขาอ่อนจนเดินไม่ได้ล่ะก็ผมก็อุ้มคุณเดินไปได้ ไม่ถ่วงเวลาเราไปขึ้นเครื่อง”
หลินจือถูกคำพูดของเขาทำให้ทั้งอายและรำคาญ แต่เทาเท่ไม่ให้โอกาสเธอขัดขืนได้อีกต่อไปแล้ว เบียดตัวเข้ามาแล้วจุดไฟให้เธอ
วันรุ่งขึ้นหลินจือขาอ่อนเกินที่จะลุกได้จริงๆ เมื่อนึกถึงชายที่น่าขยะแขยงเมื่อคืน เธอไม่เป็นตัวเองเลย
เมื่อคืนตอนที่เธออ้อนวอนเขาครั้งแล้วครั้งเล่า เขาไม่เห็นใจเลยแม้แต่น้อย แล้วทำไมเธอต้องนึกถึงความรู้สึกเขาด้วย
แถมเขายังบอก “ในเมื่อลองแล้ว ก็ต้องลองให้สุดๆ แน่นอน”
สรุปเขามีเหตุผลตลอดทั้งคืน กลิ้งไปกลิ้งมาจนเธอแทบพัง
ตอนที่เทาเท่ใส่เสื้อผ้าออกมาจากห้องแต่งตัว หลินจือยังมุดอยู่ในเตียง
เมื่อเห็นชายคนนั้นมีท่าทางสบายอารมณ์ หลินจือก็โมโหขึ้นมาทันที
แล้วพูดพุ่งออกไป “ฉันไม่อยากไปเมืองGกับคุณแล้ว ไม่มีแรง
คุณไปคนเดียวก็แล้วกัน”
“ไม่ได้” เทาเท่ก้มลงมาแล้วยกยิ้มมุมปากอย่างอารมณ์ดี
“รับปากเรื่องของผมแล้ว คุณห้ามเปลี่ยนใจ”
“แล้วเมื่อคืนที่คุณรับบปากฉันไว้ตอนแรกล่ะ” หลินจือฟ้องร้องทั้งโกรธทั้งอาย
แล้วผลสุดท้ายล่ะ?”
“คุณบอกว่าแปปเดียว
เทาเท่ส่ายมือ น้ำเสียงไร้ความผิด “ผมทำไวที่สุดแล้ว”
หลินจือ “……”
นี่เขากำลังโอ้อวดกำลังของตัวเองอยู่เหรอ?
เทาเท่ฉวยโอกาสกอดเธอแล้วพูดพึมพำ “คุณไม่ไปไม่ได้ จริงๆ นะ”
“ผมห่างคุณไม่ได้”
“ขอร้องล่ะ ไปกับผมนะ”
ชายหนุ่มอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยน หลินจือใจอ่อนทันที
หลังจากนั้นยี่สิบนาที ทั้งคู่ก็ลงมาแล้วขึ้นรถ คนขับรถไปส่งพวกเขาที่สนามบิน
หลินจือนั่งเบาะหลังพิงเทาเท่แล้วงีบไปสักครู่ หลังขึ้นเครื่องก็พิงไปที่ตัวเขาอีกครั้งแล้วหลับสนิทตลอดทาง
ระยะเวลาบินสองชั่วโมงสิ้นสุดลง เมื่อลงที่เมืองGควีนก็ขับรถมารับพวกเขา
หลินจือมองออกว่าควีนสีหน้าไม่ดีในทันทีที่เห็น จึงรับจับมือเธอแล้วถามด้วยความเป็นห่วง “เธอไม่สบายตรงไหนใช่ไหม?ทำไมสีหน้าถึงไม่ค่อยดีแบบนี้?”
ควีนส่ายหน้าอย่างอิดโรย “ไม่เป็นไร สองสามวันมานี้ถูกตาไตรสิทธิ์ทรมานเลยไม่ค่อยได้นอน”
เทาเท่เหลือบมองควีน
แล้วพูดนิ่งๆ “เดี๋ยวฉันขับรถเอง เธอไปส่งเราไปหาคุณท่านไตรสิทธิ์ที่โรงพยาบาลแล้วกลับไปพักผ่อนก่อน
เรื่องทางนี้ส่งต่อมาให้ฉัน”
“ค่ะ” ควีนตอบรับอย่างซาบซึ้ง
เมื่อทั้งสามถึงโรงพยาบาล หลังจากที่ควีนเห็นว่าเทาเท่เข้าไปในห้องผู้ป่วยของคุณท่านไตรสิทธิ์แล้ว ทันใดนั้นก็รีบดึงมือของหลินจือไว้
หลินจือตกใจจากกริยาของเธอ เมื่อหันไปเห็นมืออีกข้างของควีนกุมน้องน้อยแล้วนั่งยองลงกับพื้น
หลินจือรีบพยุงเธอ “ควีน เธอเป็นอะไร?”
ควีนพูดอย่างอิดโรย “เธอพาฉันไปที่แผนกสูตินรีเวชได้มั้ย?”
“ได้” หลินจือรีบพยุงเธอแล้วมองหาคนเพื่อถามทางว่าแผนกสูตินรีเวชไปยังไง
เพราะควีนสีหน้าดูไม่ได้เลยจริงๆ หลินจือประหม่าอย่างมาก จึงไม่ได้สนใจไปคิดว่าทำไมควีนถึงต้องไปแผนกสูตินรีเวช
เมื่อถึงแผนกสูตินรีเวช เมื่อได้ยินหมอบอกว่าเด็กในครรภ์ของควีนไม่มั่นคงจำเป็นต้องนอนอยู่บนนิ่งเตียงเพื่อรักษาเด็กในครรภ์ หลินจือก็มึนงงไปหมด
“เธอ ลูกเธอไม่ใช่——” หลินจืออยากพูดว่าโซเมนเด็กคนนั้นควีนเอาออกไปแล้วไม่ใช่เหรอ?ทำไมตอนนี้ถึงได้มีอีกหนึ่งคนอยู่ในท้อง?
ควีนตบลงบนมือเธอเบาๆ “เดี๋ยวฉันอธิบายให้เธอฟัง”
หลังจากพาควีนไปฉีดยากันแท้งและช่วยควีนหยิบยา หลินจือจึงนั่งลงและตั้งใจฟังควีนพูดเรื่องราวที่ผ่านมา
“เด็ก……ฉันไม่ได้เอาออก” ควีนหัวเราะเยาะตัวเอง “ฉันทำไม่ลง นี่คือลูกของฉันกับผู้ชายที่ฉันรัก ฉันจะทำใจเอาออกได้ยังไง?”
“ที่บอกเขาไปว่าฉันเอาเด็กออก ก็เพราะอยากเก็บคนนี้ไว้”
“เธอก็รู้ ตัวเขาเองก็เป็นลูกนอกสมรส เพราะตระกูลแมคเคนซีไม่มีใครสืบทอดตระกูลแล้ว ก็เลยถูกรับมา ดังนั้นจึงจดจำ ว่าการได้ชื่อว่าลูกนอกสมรสนั้นนำความเจ็บปวดมาให้เขาอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางให้เขาเองทำลูกนอกสมรสออกมาเหมือนกัน เธอจึงทำได้เพียงแค่นี้”
ขณะที่ควีนกำลังพูดอยู่ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
โซเมนไม่ได้รักเธอขนาดนั้น ไม่ทางแต่งงานกับเธออยู่แล้ว งั้นเด็กคนนี้ก็เป็นเพียงแค่ลูกนอกสมรส
โซเมนได้ยินสามคำนี้ไม่ได้ ดังนั้นไม่มีทางเก็บเด็กคนนี้ไว้แน่นอน
แต่เธออยากเก็บไว้ เธอจึงเลือกที่จะโกหก
หลินจือสงสารจนน้ำตาไหลออกมา “เธอกลุ้มใจไปทำไมฮะ?การมีลูก ต่อไปเธอจะชีวิตไม่ง่ายเลยนะ”
ควีนเองก็ตาแดงเหมือนกัน “เคยรักคนที่ดีที่สุด เธอคิดว่าจะไปรักชายคนอื่นได้อีกไหม?”
“ต่อไปฉันจะไม่มีความรักแล้ว แล้วก็จะไม่แต่งงาน ฉันจะใช้ชีวิตไปกับลูก ฉันจะไม่เจอโซเมนอีก และก็จะไม่มีวันให้โซเมนรู้ว่าเด็กคนนี้ยังอยู่”