เทพบุตร ทวงแค้น / เทพศึกมังกรหวนคืน - บทที่ 563 แสดงต่อไป
ใช่
เขาแกล้งทำ
“ฝีมือพอใช้ได้”
ชายชราเอามือไขว้หลัง ยิ้มอย่างเย็นชา จากนั้นก็ยกมือ ปล่อยพลังออกมาอีกครั้ง เสียงดังตูม ฉินเฟิงมีมือแค่ข้างหนึ่งที่อยู่บนพื้น และเหงื่อที่เย็นยะเยือกก็หยดลงมา
เหมือนกับว่าจะทนไม่ไหวแล้ว
“ฉันบอกแล้ว มาเป็นลูกน้องฉัน ฉันให้คุณได้ทุกอย่าง ไม่อย่างนั้น คุณจะต้องตาย”
หม่ากูเดินเข้ามาทีละก้าว ดวงตาของเขาเย็นชา
“ไม่”
ฉินเฟิงกัดฟัน และวางมือทั้งคู่ลงบนพื้น สีหน้าไม่ค่อยดี แกล้งทำสีหน้าที่ดูทรมาน “ทำไม ฉันสามารถให้คุณได้ทุกอย่าง ความแข็งแกร่ง พลังและผู้หญิง”
หม่ากูเดินไปข้างหน้าฉินเฟิง ทำตัวสูงส่ง มีสายตาที่เย่อหยิ่ง
“จะพิสูจน์ยังไง!”
ฉินเฟิงหายใจเข้าลึก ๆ และพูด
ดวงตาของหม่ากูสว่างมีแสงประกายแวบผ่าน เขาพูดมาแบบนี้ เพื่อพิสูจน์ว่าเขาทนไม่ได้แล้ว เขายกมือขึ้นทันที และชายชราที่อยู่ข้างหลังเขาก็ปล่อยพลังอีกครั้ง มีเสียงกึกดังออกมาจากร่างกายฉินเฟิง
เสียงกระดูกหัก
อย่างไรก็ตาม ฉินเฟิงยังคงยึดมั่นและไม่ล้มลง “ไม่… พอ!”
“ไม่เลว”
หม่ากูมองไปที่ฉินเฟิงด้วยความชื่นชมในดวงตาของเขา สมกับที่จะมาเป็นลูกน้องเขา ทันใดนั้นเขาก็เข้าไปใกล้ๆหูของฉินเฟิง และพูดอย่างเงียบ ๆ “ถ้าอย่างนั้นเพิ่มนามสกุลของฉันซือหม่าเข้าไปล่ะ ซือหม่ากู นายน้อยของตระกูลซือหม่า! ”
หลังจากพูดแบบนี้ สีหน้าของฉินเฟิงก็สร้างความประหลาดใจอย่างมาก
แน่นอน ว่าแกล้งทำ
อย่างไรก็ตาม เขาเดาถูก
ถ้าเป็นบุตรนอกสมรสของซือหม่าเจียฉื้อ ก็ไม่ผิดที่จะบอกว่าเขาเป็นนายน้อย ลูกชายของผู้นำครอบครัวก็คือนายน้อย และไม่มีความขัดแย้งกับตำแหน่งทายาทคนแรก
“แบบนี้ ก็พอได้แล้ว”
ซือหม่ากูก้มหน้าลงและพูดอย่างเงียบ ๆ
“ตระกูลซือหม่ามีอิทธิพลมากอยู่แล้ว แต่มีเทพสงครามอันดับหนึ่งในต้าหัวกำลังจับตามองตระกูลพวกแกอยู่ ไม่ช้าก็เร็วตระกูลแกก็จะจบสิ้น!” ฉินเฟิงกัดฟันและยึดมั่น ก็ได้พูดคำนี้ออกมา
คำพูดของทั้งสองคนนั้น ไม่มีใครสนใจ เลยไม่มีใครได้ยินที่เขาพูด
ถ้ามีคนได้ยิน จะต้องตกตะลึงแน่นอน
เพราะว่า ตระกูลซือหม่า ตระกูลนี้ถือได้ว่าเป็นตระกูลโบราณที่เก่าแก่ที่สุดในต้าหัว ทรงอิทธิพลที่สุด และอิทธิพลของพวกมันก็แผ่ขยายไปทั่วเหนือและใต้ และเกือบจะกวาดล้างต้าหัวได้
หาไม่มีฉินเฟิงมาขัดขว้าง
ตามแผนของตระกูลซือหม่า ต้าหัวก็จะถูกกวาดล้างไปทั้งหมดทำลาย
จากนี้จะได้เห็น ความเข้มแข็งของตระกูลซือหม่า
“พอแล้ว”
ซือหม่ากูยกมือขึ้น จากนั้นพลังของชายชราก็สิ้นสุดลงทันที และแม้ว่าจะจบลงแล้ว ฉินเฟิงก็ไม่ได้ล้มลง แต่เพียงแค่จับไว้ ซือหม่ากูก็ย่อตัวลงมา มองไปที่ฉินเฟิงและพูดว่า “ฉันจะพิสูจน์ให้คุณดู ตระกูลซือหม่าให้ดู เทพสงครามนะเหรอ ก็ไม่น่าจะเกรงขามอะไรเลย”
เขารู้ว่าฉินเฟิงสั่น
ต่อไป เขาแค่ต้องการแสดงว่าตระกูลซือหม่ามันแกร่งขนาดไหน แล้วทุกอย่างก็ไม่ใช่ปัญหาอีกเลย
“ใครก็ได้ ส่งเขาไปรักษาแขนหน่อย”
ซือหม่ากูยกมือขึ้น และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์หลายคน ก็พาฉินเฟิงออกไป ในขณะนั้นแม้ว่าหลายคนจะมองไม่ออก แต่ความจริงแล้ว กระดูกของฉินเฟิงหักเป็นจำนวนมาก
อวัยวะภายในทั้งหมดได้รับบาดเจ็บ
เขาใช่แรงทั้งหมดที่เหลือ อดทนไว้
แน่นอนว่า เขาก็แกล้งทำเหมือนกัน
“คืนนี้ ไปกับฉัน แล้วฉันจะเปิดโลกใหม่ให้คุณเอง”
ซือหม่ากูเข้าใกล้หูของฉินเฟิงแล้วพูด จากนั้น ฉินเฟิงก็ถูกเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์พาไป ระหว่างทางที่เดินผ่าน สวี่ซวนซวนอยู่ที่นั่น ความสัมพันธ์ของคนเรามันซับซ้อนมาก เหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ว่าก็พูดไม่ออก
เติ้งเยว่หัวออกมาและพูดว่า “ฉันขอโทษ อันนี่ ฉันช่วยไม่ได้จริงๆ”
เธอแค่พูดเป็นลมปากเฉยๆ
เธอคิดว่าหากฉินเฟิงยอมอ่อนข้อ เธอจะบอกพี่ชายของเธอเติ้งไคแน่นอน ว่าต่างก็เป็นคนของตระกูลเติ้ง และแน่นอนว่าจะให้เกียรติอยู่แล้ว แต่ว่าคิดไม่ถึง เลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้
เธอทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว
“ไม่โทษคุณหรอก”
ฉินเฟิงส่ายหัว
ฉันจะโทษคุณในเรื่องนี้ได้อย่างไร คุณมาแก้ปัญหาแล้ว ฉันจะแสดงต่ออย่างไร “ฉัน……”
สวี่ซวนซวนก้าวไปข้างหน้า พร้อมน้ำตาในดวงตาของเธอ อยากจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่ว่า ฉินเฟิงหันหน้าไปและพูดอย่างเคร่งขรึม “ไปกันเถอะ”
“ครับ”
เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์พาฉินเฟิงออกไปทันที
“พ่อ”
สวี่ซวนซวนหันไปรอบ ๆ และมองไปที่สวี่เทียนโย่ว น้ำตาในดวงตาของเธอก็ไหลไม่หยุด สวี่เทียนโย่วก็กอดสวี่ซวนซวนและพูดว่า “ไม่เป็นไร ตอนนี้เขาแค่คิดไม่ออก เมื่อเขาคิดออกแล้ว เขาก็ยังเป็นคนของลูก ลูกเขยของพ่อ จะไม่เป็นอะไร ไม่เป็นอะไร”
“ฮือ ฮืออ….”
สวี่ซวนซวนอยู่ในอ้อมแขนของสวี่เทียนโย่วและร้องไห้
เธอนึกถึงคำสี่คำที่ฉินเฟิงเคยพูดว่า “เรามีดวงแต่ไม่สมพงษ์กัน”
เธอมีลางสังหรณ์ว่า นับแต่นั้นมา พวกเขาเป็นแค่คนเดินผ่าน
เราหมดเวรกรรมกันแล้ว
ในไม่ช้า ฉินเฟิงก็ถูกส่งไปที่ห้องพยาบาล และในไม่ช้ารายงานแพทย์ก็เอามาให้ซือหม่ากู และหมอก็พูดว่า “ผู้ป่วยมีอาการบาดเจ็บยี่สิบเจ็ดที่ทั่วทั้งร่างกายและข้อศอกกระดูกหักสิบเจ็ดที่ หักได้หนักมากๆ อาการบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ ปกติแล้วไม่สามารถรอดได้ แต่เขาเป็นนักบู๊ และเขาเป็นนักบู๊ที่แข็งแกร่งมาก ร่างกายของเขาค่อยๆ ฟื้นตัว และเขาสามารถฟื้นตัวได้ภายในคืนนี้ ”
นี่คือประโยชน์ของนักบู๊
ซือหม่ากูก็คิดแบบนั้น
ซือหม่ากูพูดกับชายชราว่า “ท่านอาจารย์ คนนี้เป็นอย่างไร?”
“เก่งจริง ตัวอ่อนมาก ถ้าเป็นฉัน ต้องใช้พลังเกินครึ่งถึงจะทำให้เขาเป็นแบบนั้นได้ อย่างไรก็ตาม ฉันคิดว่าเขายอมจำนนต่อคุณ เพราะความทะเยอทะยาน ฉันเกรงว่าคนคนนี้จะไม่ง่ายที่จะควบคุม”
ชายชราเตือน
“ความทะเยอทะยาน ความทะเยอทะยานก็ดีแล้ว นี่คืออาวุธที่ฉันจะใช้ควบคุมเขา พ่อของฉันสอนฉันเสมอว่าคนคนหนึ่ง มีข้อบกพร่อง นั้นคือคนดี เป็นคนดีเลิศในปฐพี ไม่ต้องการเจ้าของอยู่แล้ว ฉันแค่มีของที่เขาต้องการ เขาสามารถยอมจำนนต่อฉัน ตราบใดที่ฉันยังคงเป็นนายน้อยของตระกูลซือหม่า ถ้าอย่างนั้นเขาก็ยอมจำนนต่อฉันอย่างแน่นอน”
ซือหม่ากูคิดอยู่พักหนึ่ง
“แล้ว นายน้อย คุณแน่ใจหรือว่าจะพาเขากลับคืนนี้?”
ชายชราลังเลและถาม
“ใช่ คนคนหนึ่งต้องกล้าหาญ เรื่องแค่นี้ยังไม่กล้าทำ แล้วยังจะมาเป็นถึงนายน้อยของซือหม่ากูได้อย่างไร ยิ่งกว่านั้น ถ้าไม่พาเขากลับ แล้วเขาจะยอมจำนนได้อย่างไร แค่เขาเห็นพลังของตระกูลซือหม่ากู เขาก็จะรู้ แค่มีฉัน ก็สามารถให้เขาทุกอย่างที่เขาอยากได้ ถ้าอย่างนั้นเขาก็จะรับใช้ฉันอย่างเต็มใจ”
ซือหม่ากูมั่นใจมาก
หากเป็นไปตามปกติจะได้ผลแบบนี้
พากลับไป บีบบังคับมัน ให้เขารู้ อะไรคือซือหม่ากู ทำให้เขามันตะลึง หลังจากโน้มน้าวเขา ให้เชื่อมั่นในพลังนี้ แล้วเขาจะยอมจำนนโดยสมบูรณ์
เพราะว่า ซือหม่ากูมีสิ่งที่เขาต้องการ
“ครับ”
ชายชราพยักหน้า คืนนี้ ซือหม่ากูไม่ใช่แค่กลับไปธรรมดา แต่เขาจะกลับไปกราบบรรพบุรุษ ฐานะก่อนหน้านั้นเขาเป็นแค่ลูกนอกสมรส แต่ครั้งนี้ เขาจะไปเข้าตระกูลนี้ และแยกชิงตำแหน่งผู้สืบทอดตระกูลของตระกูลซือหม่า
เขาลงไป เตรียมทุกอย่างให้พร้อม ห้ามให้ใครตามเบาะแสเจอ เพราะเขาเคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้