เทพบุตร ทวงแค้น / เทพศึกมังกรหวนคืน - บทที่ 530 หนีไปแล้ว
ตาแก่คนนี้ก็รีบหนีไป ไม่หันกลับมา สายตาเต็มไปด้วยความกลัว ไม่มีใครรู้ว่าเขาเจอกับอะไร เห็นอะไรเข้า ชีวิตนี้เขาคงไม่อยากจะเห็นมันอีก
“มาสเตอร์หม่า”
สวี่เทียนโย่วยังตะโกนเรียกออกไปอีก
แต่ว่า สวี่เทียนโย่วคนนี้ เขาจ่ายเงินมากมายเพื่อเชิญมา มีกำลังถึงขั้นยอดฝีมือนักบู๊ แต่จากไปไม่หันมามองเลย แล้วก็เอาบัตรธนาคารวางไว้บนโต๊ะให้อีกด้วย
หมายความว่า เขาไม่รับหน้าที่นี้แล้ว
รับไว้ไม่ไหว
ถ้ารับก็ตายแน่
เขาไม่เคยรับแรงกดดันแบบนี้มาก่อน แค่ส่งสายตามาอย่างเดียว ก็ทำให้เขไม่กล้าขยับตัวเลย
ชีวิตนี้ก็ไม่กล้ามาอีกแล้ว
ส่วนสวี่เทียนโย่วก็ค่อนข้างนิ่งๆ ไป ยังตั้งสติกลับมาไม่ได้ นี่เป็นถึงยอดฝีมือที่เขาเชิญมาเพื่อปกป้องบริษัทของพวกเขาเลย แต่ว่ากลับตกใจกลัวไปเสียเฉยๆ เสียนี่
แล้วยังจะทำอะไรได้อีก
“ตอนนี้ล่ะ? ถ้าผมจะฆ่าคุณ ยังมีโอกาสอีกเท่าไร?”
ฉินเฟิงค่อยๆ เดินเข้าไปสองก้าว มาอยู่ตรงหน้าของสวี่เทียนโย่ว แล้วก็มองเหยีดใส่สวี่เทียนโย่ว
“เก้าส่วน”
สวี่เทียนโย่วกัดฟัน สีหน้าดูไม่จืด ไม่เหลือความมั่นใจที่จะเอาชนะได้เหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว
เขาคำนวณพลาดไป
พลาดไปจริงๆ
เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าฉินเทียนจะร้ายกาจขนาดนี้
“ยังเหลืออีกส่วนหนึ่ง คืออะไร?” ฉินเฟิงค่อยๆ ถาม
“ลูกสาวผม คุณจะเห็นแก่ลูกสาวผม แล้วจะไม่ฆ่าผม”
สวี่เทียนโย่วเพิ่งพูดจบ
เสียงดังหมับ
ลำคอของเขาถูกฉินฟังบีบไว้ บีบไว้เลยอย่างนั้น และออกแรงบีบอย่างไม่ไว้หน้าใคร ทำให้สวี่เทียนโย่วหน้าซีด หายใจลำบาก สองตาก็โตออกมา
เขาจะตายแล้ว
“คุณอย่าลืมไป ผมเป็นนักฆ่า นักฆ่ามันไม่ออมมือหรอก”
ฉินเฟิงเข้ามาใกล้ใบหูของสวี่เทียนโย่ว แล้วก็กระซิบออกมา จากนั้นก็ออกแรง สวี่เทียนโย่วก็ตาเหลือกอีกครั้ง เขารู้สึกได้แล้ว ว่าฉินเฟิงจะฆ่าเขาจริงๆ
“ช่วย……”
ยังไม่ทันพูดจบ เขาก็รู้สึกว่าหน้ามึนโลกหมุน
เขานึกว่าเขาตายแล้ว
แต่ว่าหลังจากที่เขากลับมาหายใจได้อีกครั้งนั้น ก็พบว่าตนเองยังไม่ตาย ในตอนนี้ก็นอนอยู่บนโซฟา หายใจเข้าออกเฮือกใหญ่ โชคดีที่ตนเองรอดมาได้
“ครั้งหน้า อย่าไปหาเรื่องกับจิตใจของนักฆ่าอีก”
ฉินเฟิงหันหลังไป แล้วโบกมือพูดว่า “ผมบอกแล้ว ว่าผมไม่ได้คิดจะมาเป็นลูกเขยบ้านคุณ เข้าใจไหม? วันนี้ที่ผมมาที่นี่ ก็แค่มาส่งเธอกลับบ้านก็เท่านั้นเอง ตระกูลสวียังไม่มีสิทธิ์ที่จะรับผมไว้หรอก”
พูดจบ ก็เดินออกจากบ้านพักหลังนี้ไป
ทิ้งให้สวี่เทียนโย่วหน้าแหยไปอย่างนั้น เดิมทีเขาคิดจะอวดบารมีใส่ฉินเทียนคนนี้เสียหน่อย แต่คิดไม่ถึง ว่าสุดท้ายแล้วผู้นำตระกูลตระกูลสวีกลับถูกสั่งสอนเสียเอง พูดออกไปก็ไม่มีใครเชื่อ
แต่ว่า นี่มันเป็นเรื่องจริง
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง สวี่ซวนซวนถึงจะยื่นหน้าออกมาดูแล้วเดินออกมา เธอรออยู่ด้านนอกไม่ไหวแล้ว ดังนั้นก็เลยแอบเข้ามา แต่พอเข้ามาก็เห็นว่าเหลือแค่สวี่เทียนโย่ว ไม่มีฉินเฟิง ทันใดนั้นก็รีบถาม “พ่อคะ ฉินเทียนล่ะ? พ่อทำอะไรเขา? หนูบอกแล้วไง ว่าถ้าพ่อลงไม้ลงมือทำอะไรเขาล่ะก็ หนูไม่ยอมแน่”
อะไรนะ?
ลงไม้ลงมือกับเขางั้นหรือ?
คำพูดนี้ ไม่แน่ว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้สวี่เทียนโย่วคงจะพยักหน้าอย่างพอใจ ที่เขาแข็งแกร่งและมีอำนาจ แต่สำหรับตอนนี้ มันเหมือนกับเป็นการตบหน้าใส่เขาแรงๆ สองที
ตบจนหน้าแดงไปเลย
ยังบอกว่าลงไม้ลงมือกับเขางั้นหรือ?
พ่อเธอน่ะ เกือบจะถูกเขาเล่นงานจนตาย ยังจะเอาแรงที่ไหนไปเล่นงานเขาได้?
สวี่เทียนโย่วถูกสวี่ซวนซวนกล่าวโทษ ก็น้อยใจเหมือนกัน แต่ก็พูดออกมาไม่ได้ สุดท้ายก็นิ่งเงียบกันไป
“พ่อคะ หมายความว่าไงคะ ทำไมไม่พูดล่ะคะ แล้วสีหน้าทำไมไม่ค่อยดีเลย พ่อคงไม่ฆ่าฉินเทียนไปแล้วจริงๆ หรอกใช่ไหม หนูจะบอกให้นะ หนูพูดจริง ถ้าพ่อฆ่าเขาไปแล้วจริงๆ หนูไม่ยอมพ่อแน่”
สวี่ซวนซวนเดินมาตรงหน้าสวี่เทียนโย่ว แล้วก็รีบพูดขึ้นมา
สวี่เทียนโย่วก็หน้าเสียมากกว่าเดิม
ไม่ใช่ว่าพ่อจะฆ่าเขา แต่เขาจะฆ่าพ่อ
พอนึกถึงจุดนี้ เขาก็ยิ่งไม่อยากพูด
แต่ว่า สวี่ซวนซวนก็ยิ่งร้อนรน รีบจับมือของสวี่เทียนโย่วพูดว่า “สรุปว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่ รีบพูดมาสิคะ พ่อคงไม่ได้ฆ่าฉินเทียนไปแล้วใช่ไหม?”
สวี่เทียนโย่วถูกเขย่าจนมึนหัว ก็เลยสะบัดมือออก แล้วก็พูดออกมา “เปล่า”
“แล้วเขาอยู่ไหน?”
“กลับไปแล้ว”
“กลับไปแล้ว กลับได้ไง?”
สวี่ซวนซวนถามคำถามที่สวี่เทียนโย่วไม่อยากตอบมากที่สุด แต่ก็ทนการอ้อนของสวี่ซวนซวนไม่ได้ สุดท้ายก็ยอมพูดออกมา “พ่ออยากจะขู่เขาสักหน่อย ให้เขายอมมาเป็นลูกเขยตระกูลเรา แล้วก็แต่งงานกับลูก แต่ใครจะคิด ว่าเขาจะเก่งขนาดนั้น คนของเรารับมือกับเขาไม่ได้เลย จากนั้น เขาก็น่าจะคิดว่าพ่อดูถูกเขา ก็เลยกลับไปแล้ว”
“ห้ะ!”
สวี่ซวนซวนสีหน้าเปลี่ยน “หนูบอกพ่อแล้วไง ว่าเขาเก่งมาก”
“พ่อจะรู้ได้ไงล่ะ ว่าเขาจะเก่งขนาดนี้”
สวี่เทียนโย่วบึนปาก
“ถ้าเข้าไม่เก่ง หนูจะไปชอบเขาได้ไงล่ะคะ? ลูกสาวพ่อน่ะมองคนผิดเสียที่ไหนกัน พ่อรู้อะไรไหม เขาจะต้องมีความรู้สึกดีให้กับหนูแน่ๆ ถึงขั้นมาส่งหนูกลับบ้านถึงที่ ถ้าหนูกับเขาได้อยู่ด้วยกัน งั้นตระกูลสวีพวกเราก็จะมีคนเก่งเพิ่มขึ้นมาอีกคน แต่ว่า พ่อ พ่อทำอะไรลงไป พ่อคิดจะแสดงแสนยานุภาพให้เขาดู แต่สำหรับเขามันเป็นเหมือนการท้าทาย นักฆ่าเขาไม่ชอบเรื่องแบบนี้เป็นที่สุด”
สวี่ซวนซวนเอามือกุมหน้าพูด
เธอรู้ว่าฉินเฟิงนั้นเก่งมาก มีความทะนงในความเก่ง นิสัยเย็นชา ทำให้เธอลุ่มหลงมาก ดังนั้นเธอก็เลยเน้นย้ำกับพ่อเธอตลอด ว่าขอเพียงพวกเธอได้อยู่ด้วยกัน ตระกูลของพวกเขาก็จะได้มีคนเก่งเพิ่มขึ้นมาอีกคน
สวี่เทียนโย่วนิ่งเงียบไป
ลูกสาวตนเองพูดมาก็มีเหตุผลเหมือนกัน
ถ้าฉินเทียนมาเป็นลูกเขยของตนเองจริงๆล่ะก็ อย่างนั้นในอนาคตก็จะไม่มีเหตุการณ์เหมือนกับที่มาสเตอร์หม่าเดินหนีออกไปเกิดขึ้นอีก ทิ้งเงินแล้วหนีไปเลย
“แต่ว่า เขาก็ได้กลับไปแล้ว”
สุดท้ายสวี่เทียนโย่วก็พยายามพูดประโยคนี้ออกมาอย่างอัดอั้น
“เพราะพ่อเลย ฮือๆๆ ทั้งหมดเป็นเพราะพ่อคนเดียว วันนี้หนูวางแผนไว้แล้ว ว่าจะต้องได้ร่วมหลับนอนกับเขา แต่พ่อกลับไล่เขาออกไปเสียนี่”
สวี่ซวนซวนตะโกน ด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้
คืนนี้เธอวางแผนไว้แล้ว ว่าหลังจากอาบน้ำเสร็จ ก็จะไปเล่นที่ห้องของฉินเฟิงเสียหน่อย จากนั้นก็หาข้ออ้างว่ากลับไม่ได้ จากนั้นก็เหมือนไม้ใกล้ไฟ ไฟมันต้องลุกขึ้นมาจนได้แหละน่ะ
ถึงแม้ จะเป็นครั้งแรกของเธอ แต่ในใจก็ยังมีความกลัวๆ เล็กน้อย
แต่ว่า ใจที่ชื่นชอบฉินเฟิง ก็ได้กลบความกลัวไปจนหมด เธอยอมมอบครั้งแรกให้กับฉินเฟิง ดังนั้นแผนการต้องสำคัญกว้าความกลัว เธอเตรียมตัวเตรียมใจไว้พร้อมแล้ว
แต่ว่า คิดไม่ถึงเลย ว่าพ่อตนเองจะไล่เขาออกไปเสียนี่
“พ่อบ้าน ไปสืบดูร่องรอยของฉินเทียนคนนั้นที”
สวี่เทียนโย่วโบกมือเรียกให้พ่อบ้านไปสืบดู
“ถ้าหาตัวพบแล้ว พ่อก็ไปขอโทษเขาด้วย” สวี่ซวนซวนเท้าเอวพูด
“พ่อเป็นพ่อเธอนะ”
สวี่เทียนโย่วพูดอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“เป็นพ่อหนูแล้วไง ครั้งนี้พ่อผิดเต็มๆ ถ้าพ่อไม่ไปขอโทษ แล้วใครจะขอโทษล่ะ” สวี่ซวนซวนหันหน้าหนีด้วยความโมโห
“ยัยลูกคนนี้”
สวี่เทียนโย่วมองสวี่ซวนซวน แล้วก็อารมณ์ขึ้น แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมา “รอเธอกับเขาได้อยู่ด้วยกันก่อน ค่อยว่ากัน”
เขาเหมือนจะพูดไม่หมด
เขารู้สึกว่า ตอนที่ฉินเฟิงเดินออกไป แล้วพูดออกมา มันจะเป็นความจริง เขาไม่สนใจที่จะมาเป็นลูกเขยของตระกูลเขา
บางที อาจจะเป็นเพราะตระกูลพวกเขาคิดมากเกินไปเองอยู่ฝ่ายเดียว