เทพบุตร ทวงแค้น / เทพศึกมังกรหวนคืน - บทที่ 519 ไม่ต้องเปิดประตูบ้านไว้ให้
“ไอ้หนุ่ม แกอย่าดีใจเร็วไปเลย”
จางโก่วคำรามใส่ มีความเกลียดชังอย่างมากมาย “รอลูกพี่ใหญ่ของฉันมา ไม่มีทางปล่อยแกไปแน่นอน”
“รอดูเลยละ”
ฉินเฟิงไขว้แขวน พูดนิ่งๆ
“อวดดี”
จางโก่วเห็นท่าทางนี้ขอฉินเฟิง ก็โมโหขึ้นมาอีก หมายความว่ายังไง อวดดีขนาดนี้ ดูถูกเขาขนาดนี้เลย ความเกลียดที่มีต่อฉินเฟิงก็มากขึ้นกว่าเดิม
และในเวลานี้
บึ้ม
บึ้ม
บึ้ม
ที่ด้านนอก มีรถตู้เข้ามาเรื่อยๆ สามสิบกว่าคัน ตามด้วยเปิดประตูรถออก มีชายร่างใหญ่ลงมาจากบนรถเรื่อยๆ ในมือถือกระบองและพวกมีดดาบไว้
ดูแล้วน่าหวาดกลัวอย่างมาก
แต่ว่า ภายในนั้นมีรถเบนท์ลีย์คันหนึ่ง คนพวกนั้นที่ลงมาจากรถตู้แล้ว ต่างก็ไปล้อมไว้ที่รถตู้คันนั้น ทำเป็นเส้นทางเดิน เห็นได้ชัด คนที่อยู่ในรถเบนท์ลีย์คันนั้นก็คือผู้มีอำนาจ
“ลูกพี่ของฉันมาแล้ว”
จางโก่วดีใจ มองไปทางฉินเฟิงอย่างโหดร้าย “ไอ้หนุ่ม ดูสิว่าครั้งนี้แกจะทำยังไง?”
และในเวลานี้
ประตูรถเบนท์ลีย์เปิดออก ผู้ที่ลงจากรถคือผู้ชายที่สวมแว่นกันแดด และสักลายบนร่างกาย ถูกลูกน้องล้อมไว้ ดูมีพลังอย่างมาก จากนั้น เขาก็เดินเข้ามาทีละก้าว
จางโก่วเห็นก็รีบเข้าไปหา “ลูกพี่ครับ ไอ้คนนี้ครับ!”
เขาชี้ไปที่ฉินเฟิง
“ไอ้คนนี้แหละครับที่แย่งธุรกิจของเรา แล้วยังทำร้ายคนของเราด้วยครับ บาดเจ็บอย่างหนัก อีกอย่าง ลูกพี่ครับ พี่ดูมือของลูกหมาสิครับ เป็นแบบนี้แล้ว”
จางโก่วอยู่ต่อหน้าพวกนักเลงเป็นพี่ใหญ่ แต่ถ้าอยู่ต่อหน้าคนพวกนี้ ก็แทนตัวเองได้แค่ไอ้ลูกหมา
รีบพูดต่อว่า “ลูกพี่ครับ ผมบอกว่าจะโทรหาพี่ มันยังบอกว่าพี่นับเป็นตัวอะไร ไอ้คนนี้ ใจกล้ามากเกินไปแล้วครับ!”
“อืม ใจกล้ามาก!”
ลูกพี่คนนั้น น้ำเสียงทุ้มลง
และในตอนที่จางโก่วยังอยากจะพูดอะไรเพิ่มอีก ก็มีเสียงดังปักขึ้นมา ฝ่ามือหนึ่งตบเขาไปที่ใบหน้าของจางโก่ว ตบจนมีรอยฝ่ามือขึ้น ตบจนจางโก่วเบลอ
“ลูก…ลูกพี่ครับ…ทำไมครับ?”
ใบหน้าของจางโก่วถูกตบจนแดง สีหน้านิ่งอึ้ง และอดถามไม่ได้
“ทำไม? เพราะว่า แกมันใจกล้าเกินไป มีเรื่องกับคนที่ไม่สมควรมีเรื่องด้วย ต่อหน้าของเขา แกถือเป็นตัวอะไร แม้แต่ฉันยังนับเป็นอากาศไม่ได้เลย แกว่าฉันนับเป็นตัวอะไรละ”
ลูกพี่คนนั้น กำลังตะคอกใส่จางโก่ว หลังจากตะคอกเสร็จ ก็รีบเข้ามที่ตรงหน้าของฉินเฟิง ถอดแว่นกันแดดออก แล้วก็โค้งคำนับอย่างหวาดกลัว “ลูกพี่ครับ ครั้งนี้เป็นความผิดของผมเองครับ ลูกน้องของผมไม่รู้เรื่องอะไร คุณว่า จะจัดการยังไง ก็จัดการอย่างนั้นเลยครับ”
“ไอ้โหดยี”
ฉินเฟิงรู้จักคนๆนี้ ครั้งก่อน ที่โรงแรมแห่งนั้น คนที่ถูกรี่รี่เรียกตัวมา
ต่อมาก็ถูกสวี่ซวนซวนจัดการ
บังเอิญจริงๆ
ที่มาเจอกับคนนี้ที่นี่
“คือ คือกระผม”
ไอ้โหดยีใบหน้าเหงื่อแตก ขาสั่นเล็กน้อย
เขาคิดไม่ถึงเลย ลูกน้องของตัวเองถูกรังแก โทรมาให้ตัวเองมาช่วย เขาก็มา แล้วยังพามาอีกหลายร้อยคน เตรียมจะจัดการอย่างหนักสักที เพื่อระบายความโมโหที่เมื่อวานถูกรังแกที่โรงแรม
แต่ว่า!
เขาคาดไม่ถึงจริงๆ คนที่อยู่ที่นี่คือคนๆนั้น ฉินเทียน ฉินเทียนที่สวี่ซวนซวนพูดถึง!
บีบบังคับให้พวกเขายอมรับเป็นลูกพี่
ส่วนสวี่ซวนซวนก็เป็นผู้มีอำนาจ คุณหนูของตระกูลสวี่ ตระกูลสวี่เป็นตระกูลใหญ่ของเมืองเปียนไห่ มีอำนาจไม่รู้มากมายเท่าไหร่ ถ้าจะฆ่าพวกเขา ก็ง่ายเหมือนกับการฆ่ามดตัวหนึ่ง
สวี่ซวนซวนพูดว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปฉินเทียนเป็นลูกพี่ของพวกเขา ถ้าหากว่ามีการบาดเจ็บแม้แต่น้อย พวกเขาก็จบเห่แน่นอน
จบเห่แน่!
จบเห่แน่นอนจริงๆ
สวี่ซวนซวนอาจจะทำอะไรไม่ได้ แต่เบื้องหลังของเธอ ผู้นำตระกูลสวี่ สวี่เทียนโย่วคนนั้นสามารถเอาศพพวกเขาไปทิ้งจมกลางแม่น้ำได้
“อะ….อะไรนะครับ?”
ส่วนจางโก่คนนั้น ถูกตบไปหลายที แล้วก็ถูกไอ้โหดยีต่อว่า ตอนนี้ยังไม่ได้สติจากความตกตะลึง เป็นไปได้ยังไง เป็นแบบนี้ได้ยังไง ไอ้คนนี้ ไม่ใช่ลูกเขยคนจนของร้านค้านี้งั้นหรอ
แค่ดูการแต่งตัวก็สามารถดูออกแล้ว
ของแบรนด์เนมไม่มีสักชิ้น
แต่ว่าตอนนี้ ไอ้โหดยี ลูกพี่ของเขา ผู้มีอำนาจในละแวกนี้ ตอนนี้กลับกำลังโค้งคำนับอยู่ต่อหน้าของฉินเฟิง ร่างกายก็ยังสั่นไหวอยู่ สั่นไม่หยุด
เห็ดได้ชัดว่า กำลังกลัวอยู่
แม้แต่ไอ้โหดยียังกลัว อย่างนั้นก็แสดงว่าตัวตนของผู้ชายคนนี้ น่าหวาดกลัวมาก น่าหวาดกลัวมากจริงๆ
ความเป็นจริง
พวกเขาก็คิดถึงฉินเฟิงได้ต่ำเกินไป
“คือว่าพี่ใหญ่ ลูกพี่ครับ ผมผิดไปแล้ว ผมผิดไปแล้วจริงๆครับ”
จางโก่ววิ่งเข้ามา คุกเข่าร้องไห้ตรงหน้าของฉินเฟิง “ลูกพี่ ผมยังมีครอบครัว ทั้งคนแก่และเด็กน้อย แล้วยังมีเมียที่พิการอีกคนหนึ่ง ครั้งนี้เป็นความเข้าใจผิดกันครับ….”
ฉินเฟิงมุมปากกระตุก
บทพูดนี้ เหมือนว่าเขาจะเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
ลูกน้องคนนั้นของท่านชี
หนึ่งในพนักงานรายงานของเครือข่ายข่าวกรองที่เมืองฉางซาน
แต่ว่า คนๆนั้นเป็นเด็กกำพร้า และก็ไม่มีเมีย ยิ่งไม่มีลูก
ล้วนสร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น
คนนี้ คาดว่าก็คงจะไม่ต่างกัน
“นายจัดการเองแล้วกัน”
ฉินเฟิงโบกมือ ขี้เกียจจะสนใจคนพวกนี้ ทำลายมือข้างหนึ่งทิ้งไปแล้วก็โอเคแล้ว
“ขอบคุณครับลูกพี่ ขอบคุณครับลูกพี่”
ไอ้โหดยีขอบคุณรัวๆ
จากนั้น ก็พาคนพวกนั้นจากไป แต่ว่าสิ่งที่รอคนพวกนั้นอยู่ไม่ใช่การปลอบใจของไอ้โหดยี แต่เป็นการรุมกระทืบ ใครที่ไหนก็กล้าไปมีเรื่องด้วยหมด คนท่านนี้แม้แต่ไอ้โหดยีอย่างเขายังไม่กล้ามีเรื่องด้วย
หลังจากที่พวกเขาจากไปแล้ว
ครอบครัวหลิวเสี่ยยี่เดินเข้ามา คุณแม่ของเสี่ยวยี่ถามอย่างสงสัยว่า “คือว่า…เขาเรียกนายว่าลูกพี่ ทำไมงั้นหรอ?”
เธอมีความหวาดกลัว
ลูกเขยที่ตัวเองชอบ ก็เป็นคนอย่างนั้น
“ก่อนผมจะเกษียณ เป็นยศพันเอกครับ มีเพื่อนเยอะมาก เขารู้ตำแหน่งของผม รู้สึกว่ามีเรื่องด้วยไม่ได้ ดังนั้นจึงเรียกผมว่าลูกพี่ ก็ประมาณนี้แหละครับ”
ฉินเฟิงคิดดูแล้วสุดท้ายก็อธิบายไปอย่างนี้
เรื่องของสวี่ซวนซวนอย่าให้คนพวกนี้มายุ่งเกี่ยวดีกว่า
เรื่องน้อยลง ดีกว่าเรื่องเพิ่มขึ้น
“อ้อๆ”
คุณพ่อคุณแม่ของเสี่ยวยี่ที่รู้เหตุผลแล้วถึงได้สบายใจขึ้น
“ดีแล้วครับ ผมบอกกับพวกเขาไว้แล้ว ต่อไปพวกเขาจะไม่มาอีกแล้วครับ ผมเองก็ควรจะกลับไปแล้ว”
ฉินเฟิงมองดู เรื่องก็เสร็จไปหมดแล้ว เขาเองก็กินเสร็จแล้ว ควรจะกลับแล้ว
“คือว่า กลับแล้วหรอ”
คุณแม่เสี่ยวยี่นิ่งไป ไม่อยู่ค้างคืน?
สุภาพบุรุษจริงๆ
มีความรับผิดชอบ
ลูกเขยที่แสนดีอย่างนี้ จะให้เขาหนีไปอย่างนี้ได้ยังไง ทันใดนั้นคุณแม่ของเสี่ยวยี่จึงไปผลักหลิวเสี่ยยี่เบาๆ หลิวเสี่ยยี่ไม่ทันระวัง จึงเซไปด้านหน้าชนเข้ากับอ้อมอกของฉินเฟิง
ร่างกายที่เหมือนดั่งแกะสลัก
ความแข็งแกร่งของผู้ชายเช่นนั้น ส่งมอบเข้ามาในสมองของหลิวเสี่ยยี่ ทำให้หลิวเสี่ยยี่ที่ไม่เคยผ่านผู้ชายมาก่อน อดทนไวไม่ไหว ร่างกายจึงอ่อนระทวยอยู่บนร่างกายของฉินเฟิงทันที
“ฮืม?”
ฉินเฟิงกลัวเธอจะล้ม จึงพยุงเธอไว้
“เรียบร้อยแล้ว เรียบร้อยแล้ว”
ส่วนคุณพ่อคุณแม่ของเสี่ยวยี่มองดูแล้วก็ยินดี คืนนี้ พวกเขาไม่ต้องเปิดประตูรอแล้ว