เทพบุตร ทวงแค้น / เทพศึกมังกรหวนคืน - บทที่ 517 พ่อแม่ของหลิวเสี่ยยี่ “พวกเราเข้าใจ!”
เพียงชั่วขณะ ใบหน้าของหลิวเสี่ยยี่ก็แดงขึ้นมาอีก
สุดท้าย หลังจากที่เธอสงบสติได้แล้ว ถึงได้ก้มหน้าพูดกับฉินเฟิงว่า “วันนี้ขอบใจนายมากจริงๆ รวมทั้งเรื่องที่อยู่บนรถเมล์ และที่ช่วยงานในวันนี้ด้วย”
“อืม ปิ้งย่างมื้อนี้ ชดเชยแล้ว”
ฉินเฟิงเองก็กำลังกินปิ้งย่าง ใช้ไม้ปิ้งย่างแท่งหนึ่งชี้ไปที่ถาดปิ้งย่างแล้วพูดว่า “รสชาติไม่เลว แต่ว่า ไตหมูกับกุยช่ายเยอะไปหน่อย สองอย่างนี้เป็นอาหารเด็ดของพวกเธอหรอ ครึ่งล่างเป็นพวกนี้ทั้งนั้นเลย”
“ฮืม?”
เวลานี้ หลิวเสี่ยยี่จึงได้ใช้ไม้ปิ้งย่างพลิกดูที่ถาด จากนั้นเธอก็นิ่งอึ้งไป เพราะว่าเป็นไปอย่างที่ฉินเฟิงพูด ด้านล่างมีไตหมูและกุยช่ายเยอะมาก เยอะมาก เยอะมากๆ
ไตหมูกับกุยช่าย?
ใช้บำรุงส่วนไหน?
แม่เจ้า
บำรุงเรื่องทางเพศ!
หลิวเสี่ยยี่นึกออกถึงเรื่องนี้ในทันที ใบหน้าเหมือนกับว่ามีเมฆแดงก่อขึ้นมา เพียงครู่เดียวใบหน้าก็แดงก่ำเป็นอย่างมาก จากนั้นก็รีบหันหัวมองไปทางที่พ่อของเธอ
พ่อของเธอกำลังทำท่าทางสู้ๆมาให้กับเธอ
จากนั้น
ติ๊ง
ข้อความส่งเข้ามาฉบับหนึ่ง
เธอก้มหน้ามอง พ่อของเธอส่งมาให้เธอ ด้านในพิมพ์ว่า “ลูกสาว พ่อของแกไม่ใช่คนแก่นิสัยเด็กที่ดื้อดึง ยุคสมัยกำลังก้าวหน้า หลายเรื่องฉันเองก็เข้าใจ ในเมื่อชอบแล้ว ก็ใจกล้าหน่อย คืนนี้พวกเรากลับบ้านก็ไม่เปิดประตูทิ้งไว้ให้แกแล้วนะ พวกเราเองก็อยากจะรีบอุ้มหลานเหมือนกัน (สติ๊กเกอร์สู้ๆ)”
หลิวเสี่ยยี่อึ้งไปเลย
ยุคสมัยก้าวหน้าบ้าบออะไรกัน
แล้วยังชอบพอกัน ใจกล้าหน่อยนั่นอีก
แล้วยังไม่เปิดประตูไว้ให้อีก
แล้วยังอยากรีบอุ้มหลานนั่นอีก
แล้วยังสู้ๆอีกด้วย!
หลิวเสี่ยยี่ “¥%&&#%……”
ที่จริงแล้วก็ไม่โทษที่พ่อแม่ของหลิวเสี่ยยี่คิดมาก ที่สำคัญก็เพราะหลิวเสี่ยยี่เองก็ใกล้จะถึงอายุที่สมควรแล้ว ส่วนเธอเมื่อก่อนก็มีคนตามจีบอยู่เยอะ แต่ปกติแล้วเธอก็ไม่เคยจะสนใจใครคนไหนสักคนเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพากลับมากินข้าวที่บ้านด้วยตัวเองเลย
นี่คือ คนแรกที่มาปรากฏตัว
นิสัยของหลิวเสี่ยยี่ เดิมทีก็เป็นพวกขี้อายอยู่แล้ว ถ้าไม่ถึงขั้นสุดท้ายก็คงไม่มีทางพากลับมาบ้านแน่นอน ดังนั้น พวกเขาจึงคิดว่าหลิวเสี่ยยี่กับฉินเฟิงคบหากันมาได้สักพักแล้ว
เหลือแค่ไปจดทะเบียนสมรสเท่านั้น
“ฉัน….”
สุดท้ายหลิวเสี่ยยี่ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรแล้วจริงๆ อยากร้องก็ร้องไห้ไม่ออก
จะพูดให้ยังไงละ
ตอนนี้
พูดอะไร พ่อแม่ของเธอก็คงจะไม่เชื่อแล้ว
ส่วนฉินเฟิงไม่ได้คิดอะไรมาก เขาแค่มากินปิ้งย่างเท่านั้นเฉยๆ กินไปด้วย และคิดวิเคราะห์เรื่องตึกเทียนฮัวไปด้วย กำลังคิดว่าเบาะแสอยู่ที่แห่งไหน
ฉะนั้น
สถานการณ์จึงแปลกประหลาดขึ้นมาเช่นนี้
หลิวเสี่ยยี่ใบหน้าแดงก่ำ ก้มหน้าไว้ กินปิ้งย่างทีละคำ แล้วก็คอยแอบมองฉันเฟินบ้าง
ส่วนฉินเฟิง คิดเรื่องขอตัวเองอยู่
ช่างแปลกประหลาดอย่างมาก
แต่ว่า ไม่นานความแปลกประหลาดเช่นนี้ก็ถูกทำลาย
ในเวลานี้ ใกล้จะถึงเวลาห้าทุ่มแล้ว กลุ่มคนเหลือเพียงไม่กี่คนแล้ว คนบนท้องถนนก็ค่อยๆหมดไป ภายใต้แสงไฟข้างถนน เหลือเพียงคนไปมาไม่กี่คนเท่านั้น
คุณพ่อและคุณแม่ของเสี่ยวยี่เองก็พักผ่อนกัน นั่งมองดูลูกสาวและลูกเขยในอนาคตของตัวเองกินอาหาร
เป็นภาพที่งดงาม
แต่ว่า ในเวลานี้เอง ภายใต้แสงไฟ มีกลุ่มคนเพิ่มขึ้นมา และจากนั้น คนพวกนี้ ก็ค่อยๆปรากฏตัวขึ้น นักเลงกลุ่มหนึ่งที่ทั้งสักลายและสูบบุหรี่
ผู้นำคือคนที่ไว้ผมยาว สูบบุหรี่ไว้ แววตาหาเรื่อง เตะเข้าที่เก้าอี้ตัวหนึ่งกระเด็น จากนั้นก็พ่นควันบุหรี่ออกมา พูดอย่างหาเรื่องว่า “ยัยแก่ ค่าคุ้มครองของเดือนนี้ละ? รีบจ่ายมา”
“จางโก่ว!”
คุณพ่อคุณแม่ของเสี่ยวยี่เห็นคนพวกนี้ก็ใจกระตุก พวกเขาเป็นแค่ประชาชนตัวเล็กๆ มีเรื่องกับคนพวกนี้ไม่ไหว คุณแม่ของเสี่ยวยี่จึงรีบโค้งตัว ยิ้มแย้มเดินเข้า “คือว่า พี่จาง ค่าคุ้มครองเดือนนี้ของพวกเราจ่ายไปแล้วไม่ใช่หรอ ทำไมต้องจ่ายอีกแล้วละ”
โบราณว่าไว้ว่า มีเรื่องกับนักเลงพวกนี้ลำบากยิ่งกว่ามีเรื่องกับคนใหญ่โต
พบเจอกับคนพวกนี้ แจ้งตำรวจก็ไม่มีประโยชน์
ดังนั้น พวกเขาจึงทำได้แค่ยอม
“จ่ายแล้ว?”
จางโก่วขมวดคิ้ว หันไปมองลูกน้องที่อยู่ข้างกาย
ลูกน้องคนนั้นรีบพยักหน้าพูดว่า “ใช่ครับ จ่ายแล้วจริงๆครับ”
“จ่ายแล้ว?”
สายตาที่จางโก่วมองไปทางลูกน้องคนนั้นดุร้าย หัวของลูกน้องคนนั้นสั่นสะท้านส่ายหน้ารัวๆว่า “ไม่ครับ ไม่ครบ คนบ้านนี้ยังไม่จ่ายครับ พวกนายเห็นหรอ?”
“ไม่ครับ”
“คนบ้านนี้ยังไม่จ่าย แต่กลับพูดว่าจ่ายแล้ว”
“หมายความว่ายังไง ดูถูกพวกเรางั้นหรอ!”
ลูกน้องด้านหลังต่างก็พูดขึ้น
ส่วนจางโก่วก็เหลือบมามองคุณพ่อคุณแม่ของเสี่ยวยี่ พ้นควันบุหรี่แล้วพูดว่า “ได้ยินหรือยัง? ยังไม่ได้จ่าย”
“พวกเรา…ค่ะ ค่ะๆ ยังไม่ได้จ่าย พวกเราจะจ่ายเดี๋ยวนี้แหละ…”
คุณแม่ของเสี่ยวยี่จึงรีบไปเอาเงินที่ได้มาวันนี้ วันนี้พวกเขายุ่งมาทั้งวัน ได้มาหนึ่งพันสองร้อย นี่ยังไม่ได้ลบค่าวัตถุดิบออกเลย คิดอยากจะดึงเงินออกมาห้าใบให้กับจางโก่ว
แต่ว่าถูกจางโก่วดึงไป ดึงไปจนหมด
จางโก่วนับดู
คืนนี้พวกเขาแพ้พนัน แพ้ไปเยอะมาก รู้สึกอารมณ์ไม่ดีอย่างมาก ดังนั้นจึงมาหาเงินที่นี่สักหน่อย ในตอนที่เขานับจนหมด จางโก่วก็หันมองไปดูด้านข้างอย่างไม่ได้ตั้งใจ ก็เห็นเข้ากับหลิวเสี่ยยี่ ตาแววเป็นประกายขึ้นมาทันที
ใบหน้านั้น สง่าราศีนั้น รูปร่างนั้น
ถึงแม้จะสวมเสื้อกันเปื้อนไว้ ก็บดบังไว้ไม่อยู่
“โอ๊ะ เถ้าแก่ ได้ยินว่าคุณมีลูกสาวคนหนึ่งมานานแล้ว แต่ยังไม่เคยเจอมาก่อนเลย ไม่คิดเลยว่าสวยขนาดนี้ ใช่สิ ค่าคุ้มครองของเดือนนี้เพิ่มขึ้นแล้ว”
จางโก่วจ้องหลิวเสี่ยยี่แล้วพูด
คุณพ่อคุณแม่ของเสี่ยวยี่ใจหวาดหวั่น ปกติที่พวกจางโก่วมา พวกเขามักจะให้หลิวเสี่ยยี่ไปซ่อนตัวไว้ แต่ว่าวันนี้ดีใจมากไปหน่อยจึงลืมเรื่องนี้ไป อีกอย่างวันนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่พวกจางโก่วเขามาอย่างเคย
ทันใดนั้นคุณแม่ของเสี่ยวยี่ก็ยิ้มแห้งพูดว่า “คือว่า พี่จาง เพิ่มมาเท่าไหร่หรอคะ?”
เพื่อไม่ให้ลูกสาวของเธอถูกทำร้าย มากแค่ไหนก็ต้องจ่าย
แต่ว่า จางโก่วหัวเราะชั่วร้ายออกมาเสียงหนึ่ง “หนึ่งหมื่นเท่า”
คุณแม่ของเสี่ยวยี่และคนอื่นๆสีหน้าเปลี่ยนไป
ถึงแม้พวกเขาจะเรียนจบไม่สูง แต่สิ่งนี้ก็ยังคิดออกได้อยู่ หนึ่งหมื่นเท่าของหนึ่งพัน ก็คือหนึ่งล้าน พวกเขาเป็นแค่ร้านปิ้งย่างเท่านั้น จะมีเงินเยอะขนาดนั้นได้ยังไง
“จางโก่ว ที่พวกเรามีอยู่สามหมื่น เป็นเงินก้อนสุดท้ายของพวกเราแล้ว….” คุณแม่ของเสี่ยวยี่เอาบัตรธนาคารออกมาใบหนึ่ง คิดอยากจะขอร้อง
แต่ว่า เสียงดังเคร่ง
เธอถูกจางโก่วผลักใส่ จางโก่วยิ้มเยาะพูดว่า “หนึ่งหมื่น คิดว่าไล่ขอทานหรือไง ไม่มีหนึ่งล้าน งั้นก็ใช้ลูกสาวแกมาแทนแล้วกัน พอดีเลยฉันเป็นลูกเขยของพวกแก อนาคตพวกแกก็เป็นพ่อตาแม่ยายของฉันแล้ว ไม่ต้องจ่ายค่าคุ้มครองอีก”
“ไม่!”
คุณพ่อคุณแม่หลิวตะโกน
แต่ว่าถูกลูกน้องพวกนั้นขวางไว้ ต่างก็แสดงรอยยิ้มโรคจิตออกมา “ลูกพี่ครับ พวกผมขวางไว้ให้แล้ว พี่เชิญสนุกได้ตามสบายเลยครับ”
“ดี ถึงเวลาแล้วฉันก็ให้พวกแกได้สนุกด้วย”
จางโก่วยิ้มออกมา เดินไปที่ด้านหลังของหลิวเสี่ยยี่ ยื่นมือออกไปข้างหนึ่ง อยากจะจับตัวหลิวเสี่ยยี่ แต่ว่าในเวลานี้หลิวเสียยี่เองก็ตกใจไปแล้ว คิดอยากจะหนี
แต่ว่ายังไงซะจางโก่วก็เป็นผู้ชาย จึงได้เดินเข้าไปก้าวหนึ่ง เตรียมจะจับตัวหลิวเสี่ยยี่ไว้
แต่แล้ว
ในตอนที่มือข้างนั้นของเขากำลังจะแตะโดนตัวของหลิวเสี่ยยี่
ฟิ้ว
ไม้เสียบแท่งหนึ่งลอยมา
เสียงกรีดร้องเสียงหนึ่งดังขึ้นที่ร้านปิ้งย่างแห่งนี้
“อ๊าก!”